xs
xsm
sm
md
lg

"ล้านนา" สบายดีกะเจ้า?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


3 กันยายน 2548 ครบรอบ ปีพอดิบพอดีแห่งการจากไปของศิลปินล้านนาชื่อดัง "จรัญ มโนเพ็ชร"

นับตั้งแต่วันที่ "ศิลปินป่า" คนนี้สิ้นลมหายใจ ดูเหมือนว่าหลายต่อหลายคนจะพากันเป็นห่วงเป็นใยถึงสถานการ์ของบทเพลง "ล้านนา" ว่าจะอยู่อย่างไร? ใครจะเป็นผู้สืบทอด? และที่สำคัญใครกันจะเป็นทูตที่นำเอาบทมนต์เสน่ห์มาขับกล่อมให้กับชาวกรุงได้จินตภาพถึงบรรยากาศของขุนเขา ความหนาวยะเยือกและชีวิตที่บริสุทธิ์ของผู้คนเมืองเหนือ

คำถามสุดท้ายอาจจะยังไม่มีคำตอบที่เด่นชัด แต่สำหรับ 2 คำถามแรกนั้น เรื่องราวบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้น่าจะเป็นคำตอบได้บ้างไม่มากก็น้อย


สถานการณ์เพลงล้านนาในปัจจุบัน

"ก็ต่ำปกติน่ะครับ แต่มันก็บ่ได้ถึงกับย่ำแย่หรอก ก็เหมือนเดิมน่ะแหละก็คือมันบ่หวือหวา" เสียง ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง ศิลปินล้านนาวัย 30 ต้นๆ ที่มีฝีมือการเล่นเครื่องดนตรีล้านนาในระดับชั้นครูได้ตอบกลับมาเป็นภาษาคำเมืองเมื่อเราถามถึงความนิยมในการฟังเพลงพื้นบ้านของชาวเหนือในขณะนี้

ชายหนุ่มอารมณ์ดีแจงถึงสาเหตุของเรื่องดังกล่าวต่อไปว่า...
"มันมาจากหลายๆ อย่างเน่าะคือศิลปินเมืองเหนือมันบ่ค่อยมีใครสนับสนุนน่ะ เลยลำบากหน่อย ศิลปินมีเพิ่มขึ้นแต่มันก็อย่างธรรมดาๆ มันเรื่อยๆน่ะครับ เพลงจะบูมทั่วประเทศอย่างอ้ายจรัลแบบนั้น ก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปเน่าะ ที่อ้ายจรัลดังไปทั่วนั่นก็เพราะเปิ้นมีรูปแบบบ่เหมือนใคร ก็คือเป็นโฟล์กซองง่ายต่อการบริโภคอยู่แล้ว ก็คือฟังสบ๊ายสบายน่ะ พอฟังเข้าๆเออก็จะรู้สึกว่าดี มันเป็นเพลงที่งดงาม เป็นเพลงที่ดีถ้าเพลงขำก็ขำอย่างนี้เน่าะ แล้วก็กลายเป็นเพลงอมตะในที่สุด"

"อีกอย่างอู้ซื่อๆ ก็คืออย่างเพลงอีสานออกมาเพลงไหนก็โหมโปรโมตกั๊น มันก่อฮื่อติดหู มันก่อดังตู้ม แต่ว่าเมืองเหนือมันบ่ค่อยมีใครโปรโมตหรอก อย่างอ้ายจรัลอยู่ในส่วนกลาง จะทำอันหยังจะโปรโมตก็ง่าย อ้ายจรัลก็เลยง่ายไงคนก็เลยเห็นบ่อยๆ ก็จ๊ำ จรัล มโนเพ็ชร แล้วศิลปินคนอื่นใครจะมาออกทีวี ใครจะมาออกรายการเพลงมันบ่มีใคร ศิลปินคนอื่นก็เลยธรรมดาๆ ก็ฟังเฉพาะในท้องถิ่นเท่านั้นเอง ดังก็ดังเฉพาะในท้องถิ่น"

นอกจากแรงโปรโมตของสื่อที่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเพลงล้านนาแล้ว ครูแอ๊ดยังบอกอีกว่าแรงสนับสนันจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็มีส่วนทำให้เพลงเหนือถูกเหยียบย่ำให้จมหายไปกับวันเวลาได้ด้วยเหมือนกัน

"เรื่องของการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่ก็บ่ให้เต็มที่ ศิลปินเมืองเหนือถ้าสมมติมีผู้ใหญ่มาสนใจดูแล ก็น่าจะดีน่ะ อย่างเวลามีงานต่างๆนี่นะ ในงานระดับจังหวัดก็ดี งานระดับประเทศ ในงานระดับอะหยังก็จั้งเถอะ ศิลปินที่เปิ้นจะเอามาในงาน บ่ใช่ศิลปินเมืองเหนือนะครับโดยมากจะเป็นศิลปินจากส่วนกลาง"

"ยกตัวอย่างที่โดนด่าที่สุด จ.ลำพูนที่ผ่านมา งานลำไยเนี่ย 7 วัน 7คืน ศิลปินเมืองเหนือบ่มีสั๊กคน มีวงไอน้ำ, ศิริพร อำไพพงษ์ อะหยังก็มาหม๊ดน่ะ ทั้งๆ ที่ศิลปินเมืองเหนือก็โอเคน่ะ เวลาเล่นอีหยังก็ถ้าไปเล่นงานระดับจังหวัดมันก็จะเข้าถึงประชาชนดีกว่าศิลปินจากภาคอื่นถูกบ่ เพราะว่าพูดภาษาเดียวกัน แต่บ่มีใครสนับสนุน"

"ที่ผู้ใหญ่บ่เห็นความสำคัญตรงนี้น่ะ ผมคิดว่าอยู่ตี้ความคิดน่ะครับ ยังปลูกฝังอยู่ว่าศิลปินบ้านเฮาคือเห็นๆกันอยู่ก็แค่นี๊ ประมาณว่าดูถูกความสามารถก็แค่เนี่ยะสู้อันอื่นบ่ได้ ก็เลยเอาศิลปินภาคอื่นดังๆมาดีกว่า จริงๆบ้านเฮาก็ดังนะถ้าโปรโมตน่ะ" ครูแอ๊ด พูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับรู้สึกสิ้นหวังว่าจะไม่มีใครฟังหรือเล่นเพลงล้านนาอีกต่อไป เพราะครูแอ๊ดยืนยันว่าทุกวันนี้ยังมีศิลปินที่คงความเป็นเหนืออยู่เยอะมาก

ถึงแม้ว่าเหล่าศิลปินชาวเหนือทั้งหลายจะไม่มีใครคิดท้อถอยในการทำเพลงตรงนี้ แต่มีใครเคยลองนั่งคิดตริตรองถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงกันบ้างหรือไม่ว่า อะไร? ที่ทำให้เพลงล้านนาต้องเผชิญกับอาการหมางเมินของคนทั้งประเทศได้ยาวนานขนาดนี้ นับตั้งแต่ จรัล มโนเพ็ชรยังไม่สิ้นใจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแม้แต่คนท้องถิ่นเองยังต้องเบือนหน้าหนีเมื่อได้ยินเพลงภาษาคำเมืองของตนเอง

ปฏิญญา ตั้งตระกูล ศิลปินหนุ่มที่ใครหลายคนต่างพูดกันว่าเขามีลีลาการแต่งเนื้อร้อง-ทำนองและเสียงร้องคล้ายกับ จรัล มโนเพ็ชรที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปินของค่ายแกรมมี่ไปแล้วได้วิเคราะห์ถึงเหตุที่เพลงพื้นเมืองทางเหนือไม่ได้รับความสนใจเพราะ...

"ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการที่คนท้องถิ่นไม่อยากเป็นคนท้องถิ่นน่ะ เกิดการครอบงำของวัฒนธรรมขึ้นมา อย่างประเทศไทยทั้งประเทศก็โดนวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา อย่างภาคเหนือการที่วัฒนธรรมตัวเองไม่แข็งแรงก็โดนภาคกลางครอบงำ"

"เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่พูดภาษาพื้นเมืองนะ ทีแรกเราคิดว่าเด็กพวกนี้ดัดจริตไม่ยอมพูดภาษาเหนือแต่มาพิจารณาดูแล้วผู้ใหญ่ไม่เคยป้อนวัตถุดิบตรงนี้ให้เด็กเลย เด็กเหมือนผ้าขาวคุณแต้มสีอะไรก็แต้มเข้าไปแต่คุณไม่เคยแต้มสีนี้เลย แล้วคุณก็เอาสีอื่นมาแต้มซะจนเข้ม อย่างสีนี้เป็นสีบางๆอ่อนๆอย่างสีชมพู แต่คุณแต้มสีแดงสีม่วงทับไปแล้ว จะมาแต้มสีชมพูทีหลังไม่มีทางมองเห็นเพราะมันไม่ใช่สีที่เข้มข้นแต่มันเป็นสีที่งดงามน่ะ"

"แต่ที่พี่จรัลทำเพลงล้านนาแล้วดังมาก และสามารถเข้าถึงคนในเมืองได้เป็นเพราะตอนนั้นมีวัฒนธรรมที่แข็งแรง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่เริ่มที่จะแบบใครก็อยากมา มันสะท้อนออกมากับเพลงน่ะอย่างเพลงมนต์เมืองเหนือและกุหลาบเวียงพิงค์ คนภาคกลางหรือคนต่างถิ่นน่ะอยากมาภาคเหนือในความรู้สึกว่าเออมันอ่อนหวานมันร่มเย็น มีศิลปะที่เป็นตัวของตัวเองเยอะ"

"มันมีความงดงามของเพลง มีเรื่องราวในปัจจุบันของตรงนั้นไงครับ แล้วก็มีบางเรื่องที่หยิบเอาความงดงามในอดีตมาผสมแต่มองในภาพรวมแล้วมันใช่สังคมของเชียงใหม่ตอนนั้น ใช่สังคมทางเหนือตอนนั้น ทุกคนรู้สึกอยากจะสัมผัสตรงนั้นอยู่แล้ว คือไม่ต้องขึ้นมาถึงเมืองเหนือก็สัมผัสได้ถึงความเป็นเหนือโดยผ่านเพลงของพี่จรัล พี่จรัลจะเล่าเรื่องได้เก่งมาก แล้วก็มีการดึงเอาความพื้นเมืองใส่เข้าไปซึ่งโฟล์กซองก็หมายถึงเพลงที่รับใช้ท้องถิ่นอยู่แล้ว"

"ชุดที่ดังที่สุดของพี่จรัลแบบดังทั่วประเทศเลยก็ชุด"อุ๊ยคำ" ดังแทบทุกเพลงเลย แล้วก็หลังจากนั้นเพลงของแกที่ดังจริงๆจะมีไม่กี่เพลง ชุดหนึ่งมีเพลงหนึ่ง แล้วความที่ว่าสื่อเข้ามาอีก วงการเพลงของเมืองไทยทั้งประเทศน่ะนะ ก็เริ่มผลิตเพลงกันเยอะ เริ่มเป็นอะไรที่ฉาบฉวยเป็นอะไรที่วูบมาแล้ววูบไป แล้วก็วงการเพลงทางเหนือก็ซบเซาลง วงจรตรงนี้นับตั้งแต่ปี 2525 นะ ไม่ใช่หลังจากที่พี่จรัลเสียไป"

"แต่ความเป็นคนเหนือหรือความเป็นพื้นถิ่นมันยังอยู่ในตัวคนอยู่แต่ลึกๆคือพยายามจะรับวัฒนธรรมต่างถิ่นเข้ามาเยอะ ก็ทำให้กลายเป็นเหมือนลูกเมียน้อย เราต้องเก็บกดเอาไว้ในความรู้สึกว่าเราเป็นคนเหนือ พอมาถึงปี 30 กว่าๆมันซบเซามากประมาณว่าคนพื้นเมืองด้วยกันชี้หน้าคนที่ฟังเพลงพื้นเมืองว่าเชย"

เมื่อวัฒนธรรมล้านนาถูกกดให้ต่ำจน(เกือบ)สุดแล้ว สถานการณ์ก็ค่อยๆดีขึ้นเนื่องจากกระแสพาไป ซึ่งคงไม่มี "สิ่งใด" หรอกที่จะย่ำแย่ได้ตลอด ถ้ายังหลงเหลือศรัทธาของคนที่จะนำพาให้ "สิ่งนั้น" อยู่ได้รอดและกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

"หลังจากนั้นมาพลิกตรงประมาณปี 39-40 เนี่ย กระแสการท่องเที่ยวกระแสอนุรักษ์วัฒนธรรมถูกปลุกขึ้น คนเริ่มมีความรู้สึกว่าเอ๊ย! ของดีต้องของพื้นถิ่นของพื้นเมืองสิ แล้วการท่องเที่ยวเริ่มมองว่าของพื้นเมืองเนี่ยขายแต่แง่การท่องเที่ยวเขาทำเหมือนการโชว์น่ะ มันไม่ใช่วิถีที่มาจากจิตใจ"

"ทางด้านเอกชนหลายๆส่วนที่เขาอนุรักษ์วัฒนธรรมก็เริ่มรู้สึกว่าเห็นมั้ยทางการท่องเที่ยวสนับสนุนเราก็ต้องมีวันที่ฟื้นขึ้นมาได้ ก็เริ่มฟื้นๆขึ้นมาในระดับหนึ่ง ก็ฟื้นกลับมาได้สักประมาณ 10-15% ของการยอมรับเพลงพื้นบ้านซึ่งมันก็ส่งผลมาถึงเพลงคำเมืองด้วย ทำให้คนไม่ถึงกับชี้ว่าเฮ้ย!คุณเชยคุณฟังคำเมือง ตรงนี้ก็ลดไป จริงๆผลตรงนี้มันประกอบกับกระแสลูกทุ่งที่กลับมาแล้วก็การที่พี่จรัลต่อสู้ด้านวัฒนธรรมด้วยนะ"

"ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของคนฟังแล้ว หมายความว่าคนฟังเริ่มยอมรับตัวเองว่าเป็นคนถิ่นนะ คนฟังเปิดใจรับ เขาไม่รังเกียจแล้วล่ะ แต่เพลงจะได้รับความนิยมสูงไม่สูง ชอบไม่ชอบขึ้นอยู่กับตัวเพลงแล้วแหละ" ปฏิญญา กล่าว

โอกาสฟื้นคืนชีพเพลง "คำเมือง" สู่ "ในเมือง"

แน่นอนสิ่งที่เหล่าศิลปินล้านนาผู้อุทิศตัวให้แก่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของตัวเองต้องการเป็นที่สุดก็คือการทำให้ภาษาคำเมืองและเพลงเมืองเหนือกลับมาโด่งดังทั่วประเทศเหมือนอย่างที่ จรัล มโนเพ็ชร นักดนตรี-นักแสดงและนักอนุรักษ์ผู้นี้เคยทำเอาไว้

"ใจจริงๆเราปรารถนานะ เราอยากจะฟื้นวัฒนธรรมตรงนี้กลับมาอีก แต่การที่เราจะเป็นคนหนึ่งที่พูดอะไรกับอีกคนหนึ่งแล้วเขาฟังเราเนี่ย มันยาก เราเป็นคนธรรมดาพูดเนี่ยเขาไม่ค่อยฟัง อย่างผมยังเคยคุยกับพี่สุนทรี(แม่ของ ลานนา คัมมินส์) ตอนที่น้องลานนากำลังจะออกเทปว่าอยากให้น้องเขาทำพูดภาษาเหนือได้นะ จะเป็นอีกอันหนึ่งนะที่จะเผยแพร่ให้กับวัยรุ่นได้ ซึ่งก็ดีใจที่ลานนาเข้าไปอยู่จุดนั้นแต่ด้วยความที่เป็นศิลปินของแกรมมี่บางทีก็ไม่ได้นำเสนอตรงนี้ ผมก็เคยพูดกับพี่มานิต อัชวงศ์(ผู้ชักนำให้จรัลออกเทป)ว่าผมอยากดัง เพื่อที่ผมจะพูดได้ว่า เอ๊ย! เรามาพูดคำเมืองกันเถอะเรามารื้อฟื้นสิ่งต่างๆเหล่านี้กันเถอะ"

สำหรับ ครูแอ๊ด ภานุทัต ผู้ที่มีความสามารถในการแต่งเนื้อร้อง-ทำนองและดนตรีเพลงพื้นเมืองมองว่าสักวันเพลงล้านนาจะกลับมาดังเช่นเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยระยะเวลาในการปลูกฝังจิตสำนึก

"ผมก็พยายามทำเหมือนที่จรัล มโนเพ็ชรทำ อุดมการณ์เหมือนกันก็คือยะอันใดที่จะนำเสนอเพลงล้านนาเพลงคำเมืองดนตรีล้านนาดนตรีพื้นเมืองเป็นที่รู้จักทั่วโลกทั่วอะหยังก็ว่าไปได้ก็จะทำ ผมก็มีจัดรายการวิทยุที่ว่าด้วยเรื่องของดนตรีพื้นเมืองอยู่ ส่วนตัวทำงานเพลงกับ ณัฏฐ์ กิตติสาร ชื่อวงว่า เดอะ สะล้อ ในนั้นก็จะต้องมีดนตรีพื้นเมืองผสมผสานแล้วก็เป็นเพลงคำเมืองด้วย ปัจจุบันก็คิดนำเอาดนตรีพื้นเมืองมาผสมผสานประยุกต์ทำฮื้อมันเป็นสากลทำฮื้อคนทั่วไปรู้จักดนตรีพื้นเมืองได้ด้วย"

"แล้วเฮาจะต้องปลูกฝัง บ่ต้องไปคนอื่นเลยปลูกฝังบ้านเฮาเนี่ย ตอนนี้ผมก็ทำๆอยู่ก็สอนดนตรีโดยบ่ได้เรียกเก็บค่าเล่าเฮียน ใครอยากมาเฮียนก็มา ปลูกฝังฮื๊อเยาวชนรักดนตรีพื้นเมือง เล่นดนตรีพื้นเมือง จริงๆผมปลูกฝังให้กับผู้ใหญ่ต้วย นักเรียนผมมีทั้งส่วนราชการ สถานศึกษา ระดับ ผ.อ. พ่อหลวง, ผู้ใหญ่บ้าน, กำนันมาเป็นลูกศิษย์ เวลาเขาได้วิชาความรู้ไปแล้วเขาก็ไปเผยแพร่ของเขา มันก็เป็นการแตกขยายแตกรากแตกกิ่งก้านสาขาไป ต้องปลูกฝังให้คนในนี่ชอบก่อน บ่ใช่คนอื่นชอบแล้วก็เห็นคนอื่นชอบแล้วก็ชอบด้วย บ่ใช่"

"ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เพราะอันนี้มันเป็นความรู้สึกของคนน่ะ เป็นค่านิยมของคนนะ มาทำให้มันฮิตเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก"

********

มนต์เสน่ห์เพลงเมืองเหนือ

ปฏิญญา ตั้งตระกูล

"อยู่ที่การถ่ายทอดความเป็นคนล้านนา ก็เรื่องของความนึกคิดอะไรหลายๆอย่างของคนล้านนา ที่ค่อยเนิบๆเยือกๆเย็นๆเป็นลักษณะนั้น แล้วก็เป็นเรื่องของความสวยงามของธรรมชาติ เสน่ห์ตรงนั้นถ่ายทอดออกมาเป็นเนื้อเพลง ความงดงามของจิตใจถ่ายทอดผ่านตัวเพลงออกมาทางด้านของเพลงโฟล์กซองทางด้านของเพลงเพื่อชีวิตคำเมือง ถ้าเป็นลูกทุ่งก็เป็นอะไรที่แบบพื้นๆชาวบ้านๆซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นสนุกสนานแบบชาวบ้าน จะพูดถึงวิถีชีวิตที่ค่อนข้างติดดินมากกว่า"

"เรื่องของเครื่องดนตรีด้วยที่เอามาใช้ก็เรียกว่าฟังแล้วมันได้ทั้งความอุ่นๆแล้วก็จะมีกลิ่นของความโหยหาของสะล้อก็ได้ เสียงซอหรือเสียงแคนของชาวเขาเหมือนกับอบอุ่นในอ้อมกอดของขุนเขา ที่มีสายลมพัดสายหมอกริ้วๆ มันเป็นความสวยงามแบบนั้นที่มีความเยือกเย็นอยู่"

ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง

"ภาษาคำเมืองเป็นภาษาที่งดงามฟังแล้วฮู้เฮื่องหมายถึงว่าฮู้เฮื่องลึกซึ้งนะ คำบางคำสามารถอธิบายแปลออกมาได้หลายความหมาย เป็นภาษาที่เปล่งเสียงออกมามันฮู้ถึงความฮู้สึกได้เลยน่ะ ภาษามันเหมือนดนตรีน่ะ"

"แล้วก็ดนตรีเหนือมันเป็นดนตรีที่มันอ่อนละมุน ถ้าเศร้าก็เศร้าถ้าหวานก็หวาน เพราะคนเหนือคือคนที่อะหยังก็ได้ไง ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เช่น อยุธยาจะมาเอาเจียงใหม่ล้านนาก็มาเอามาได้เลย คือบ่ได้หมายความว่าคนเหนืออ่อนแอนะ แต่ไม่อยากไปสู้รบตบมือกับใครน่ะครับ คนเมืองเหนือชอบความสงบเน่าะ นักดนตรีออกมาก็เลยอ่อนหวานตาม ดนตรีเหนือก็เลยออกมาช้าๆแต่ถ้ามันก็มันนะสนุกสนาน"

********

เรื่อง - ภัททิรา ชิงน์วรรณ