xs
xsm
sm
md
lg

หัวเราะร่า-น้ำตารินกับ 'ละครวิทยุ' คลื่นรักอมตะแบบไทยๆ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงต่อไปนี้ คณะเกศทิพย์ขอเสนอ…"

เสียงประกาศอย่างเร้าใจแว่วมาจากทรานซิสเตอร์เครื่องเก่า เป็นสัญญาณเร่งให้ทั้งเด็กเล็ก หนุ่มสาว ไปจนกระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่ล้อมวงเขยิบเข้ามาฟังละครที่กำลังจะออกอากาศทางวิทยุ เรื่องราวของตัวละครที่เสมือนมีเลือดเนื้อและชีวิตจริง สามารถเรียกเสียงหัวเราะและน้ำตาจากผู้ฟังให้ร่วมเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของตัวละครเหล่านั้นได้ แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตาพระเอกนางเอกของเรื่องเลยก็ตาม


                                                 -1-

ห้องบันทึกเสียงรุ่งสยาม สะพานควาย...

อาคารริมถนนในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง คือสถานที่อัดละครวิทยุนับร้อยนับพันเรื่อง เพื่อออกอากาศในนามผลงานของคณะ "เกศทิพย์" หนึ่งในคณะละครวิทยุเก่าแก่คณะเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้

จากการดำเนินการของคุณกัลยา บุญมาเลิศ สู่ทายาทรุ่นหลังที่จะก้าวมาสานต่อ ถึงปัจจุบันนี้คณะละครวิทยุเกศทิพย์มีอายุนับได้กว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

บรรยากาศช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่ห้องบันทึกเสียงในวันนี้ค่อนข้างคึกคัก เนื่องมาจากเป็นวันที่ทางคณะเกศทิพย์อัดละครวิทยุพอดี เราจึงมีโอกาสได้พบปะนักแสดงที่คร่ำหวอดในวงการละครวิทยุหลายท่าน หนึ่งในนั้นก็คือ คุณป้ากมลรัต ไชยนันทน์ หรือป้ามล นักแสดงละครวิทยุอาวุโสแห่งคณะเกศทิพย์

"คาแรกเตอร์ประจำตัวป้าคือแม่ผัวตัวร้ายค่ะ" ป้ามลบอกกับเราด้วยรอยยิ้มอย่างใจดี ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับบทบาทในละครวิทยุ ซึ่งป้ามลทำมาได้กว่า 50 ปีแล้ว

"ป้าเริ่มจากเป็นเจ้าของคณะเองแล้วพอดีตัวขาด ก็ต้องไปเล่นบทชีวิต มีร้องไห้ แล้วพอดีเจ้าของบทประพันธ์เขาชอบก็เลยแต่งบทละครให้ป้าเล่นโดยเฉพาะ ตอนนั้นป้าก็อาศัยวิธีเล่นแบบครูพักลักจำเอา" ป้ามลเล่าถึงการเข้าสู่วงการละครวิทยุของตัวเอง

"ยุครุ่งเรืองที่สุดตอนนั้นก็จะมี กันตนา คณะผาสุขวัฒนารมย์ คณะมิตรมงคลตอนนั้นเขาออกที่สถานีวิทยุเสียงสามยอดตอนสี่โมงเช้ามันจะดังมาก แล้วก็มีแก้วฟ้า เสนีย์ (บุษปะเกศ) พอเกศทิพย์ออกมาก็ดังมากพอสมควร ตลอด 40 ปีนี้ก็ยังอยู่ แล้วก็มีคนฟังมาก ซึ่งคณะอื่นๆ ก็หายไป แต่เกศทิพย์ก็ยังอยู่ ถือว่าเป็นคณะเดียวจากในยุคแรกๆ ที่ยังเหลือ" เช่นเดียวกับเพื่อนนักแสดงร่วมรุ่นที่ทยอยล้มหายตายจากไปทีละคน เหลือแต่ป้ามลเพียงลำพัง

พิสัยสิทธิ์ พรโสภณ นักแสดงที่พากย์เป็นเสียงพระเอกละครมาร่วม 48 ปีแล้ว และถึงวันนี้เขาก็ยังแสดงเป็นพระเอกอยู่ กล่าวว่าในสมัยก่อนละครวิทยุยังไม่มีการบันทึกเทปเช่นทุกวันนี้ ต้องแสดงกันสดๆ โดยไปแสดงที่สถานีวิทยุ รวมทั้งดนตรีประกอบก็ต้องตั้งวงเล่นกันสดๆ พร้อมเสริมว่าเหตุที่ต้องแสดงสดนี้เอง นักแสดงรุ่นก่อนจึงต้องมีไหวพริบและความสามารถมาก เพราะถ้าหากแสดงผิดก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป

คุณอาพิสัยสิทธิ์เล่าว่า เดิมเป็นผู้ประกาศข่าวแต่มาเป็นนักแสดงละครวิทยุได้เพราะบังเอิญนักแสดงขาด จึงได้เล่นแทนและเล่นยาวมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อถามถึงรายได้ของการเล่นละครวิทยุ อาพิสัยสิทธิ์บอกว่าสมัยก่อนก็ถือว่าพอใช้ แต่ปัจจุบันนี้จะยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวคงลำบาก เพราะแทบไม่มีงานให้ทำ อาศัยว่าทำไปเพราะใจรักเท่านั้น

"เสน่ห์ของละครวิทยุคือมันยาก นักพากย์หนังยังง่ายกว่า นักพากย์หนังยังเห็นตัวแสดง จะพากย์ยังไงให้เข้าหน้าผู้แสดง แต่เล่นละครวิทยุนี่จะทำยังไงให้คนดูอินไปกับบทที่เราเล่น บทเศร้า บทโศก บทอิจฉาริษยาจะทำให้คนเกลียดได้ยังไง เราต้องทำให้ได้ พอเรามีความชำนาญเราก็ฝึกให้กับเด็กรุ่นต่อไป ก็เหมือนกับเราเป็นครูไปในตัว" ป้ามลว่าขณะที่อาพิสัยสิทธิ์ลุกไปเข้าห้องอัด

การพูดคุยสลับกันเป็นระยะ เนื่องจากคุณป้ามลและคุณอาพิสัยสิทธิ์ต้องผลัดกันไปแสดงตามคิว และเมื่อถึงช่วงพัก เราจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพได้ภายในห้องบันทึกเสียง

บทละครนับพันเรื่อง กองสุมเป็นตั้งใหญ่กระจัดกระจายอยู่รายรอบบริเวณห้องบันทึกเสียงเก่าแก่แห่งนี้ จากหน้ากระดาษสู่หน้าปัดคลื่นวิทยุ เสียงของนักแสดงปลุกเร้าให้ตัวละครออกมาโลดแล่นมีชีวิตชีวา เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและน้ำตาจากผู้ฟังมานับไม่ถ้วน

ไพโรจน์ เขียวอยู่ นักแสดงละครวิทยุในบทบาทตัวผู้ร้าย (แต่เสียงหล่อไม่แพ้พระเอก) บอกเคล็ดลับการรักษาเสียงกว่า 30 ปีของเขาว่า ต้องไม่สูบบุหรี่ จากนั้นก็สาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างง่ายๆ แต่สะท้อนภูมิปัญญาที่วางเรียงรายอยู่รอบโต๊ะใกล้ๆ ไมโครโฟน เพื่อใช้ทำเสียงประกอบฉาก อาทิ เกรียงฉาบปูนไว้แทนเสียงฟันดาบ สายเทปคาสเซ็ตที่พันยุ่งเหยิงไว้แทนเสียงกรอบแกรบ สวบสาบเมื่อพระเอกต้องเข้าป่า หรือหากมีฉากขี่ม้า กะลามะพร้าวก็ทำหน้าที่แทนเสียงฝีเท้าม้าได้เป็นอย่างดี หากในเรื่องเกิดฝนตก ถาดสังกะสีและกรวดทราย หรือเมล็ดถั่วเขียวก็จะประสานเสียงแทนเม็ดฝนบนหลังคา หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างฉากกินข้าวหรือเปิด-ประตู พวกเขาก็เตรียมจานชามช้อนส้อม และแม้แต่ลูกบิดประตูขนาดย่อมมาไว้ในห้องบันทึกเสียงจริงๆ

แม้ปัจจุบันนี้ จะมีโปรแกรมเสียงสำเร็จรูปใช้งานแล้ว แต่อารมณ์สดที่ได้จากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ก็ช่วยให้ละครวิทยุมีสีสันสนุกสนานยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ควบคุมเสียงอย่างพี่สีเผือก รุ่งสยาม บางครั้งก็มีหน้าที่กำกับนักแสดงควบไปด้วย เพื่อให้ได้อารมณ์ตามบทละครจริงๆ

อุ้มยศ บุญมาเลิศ ทายาทรุ่นหลังของคณะละครเกศทิพย์กล่าวว่า ละครวิทยุก็คงต้องโตต่อไปแต่ในแนวทางที่ไม่เหมือนเดิม เพราะจากการสำรวจพบว่าสาเหตุที่คนไม่ฟังละครวิทยุกันเพราะ หาฟังไม่ได้ และความยาวเกินไปของละครวิทยุ ทำให้น้อยคนที่จะมีโอกาสฟังอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตละครวิทยุจึงอาจจะสั้นลงและอยู่ในรูปแบบที่ฟังง่ายขึ้น เช่น ดาวน์โหลดละครวิทยุฟังทางเว็บไซต์ ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ละครของคณะเกศทิพย์ก็จะมีให้ดาวน์โหลดฟังกันแล้ว แต่อย่างไรก็ยังคงรูปแบบเดิมเอาไว้อยู่

"หัวใจของละครวิทยุก็คือนักแสดง เปลี่ยนนักแสดงชุดนี้ก็ไม่ใช่เกศทิพย์แล้ว เปรียบวิทยุเหมือนละครใบ้ แต่มันกลับกันตรงละครใบ้มีแต่ภาพ ไม่มีเสียง ละครวิทยุมีแต่เสียง ไม่มีภาพ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรสำคัญเท่าตัวนักแสดง ให้ใครมามิกซ์ก็ได้ ให้ใครมาเขียนบทก็ได้ แต่คนเล่นมันคือศิลปะการแสดง เพราะฉะนั้น วิธีการฝึกฝน วิธีการเล่น มันก็จะเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ว่ามีเดียหรือช่องทางที่จะสื่อออกไปมันก็จะต่างออกไป" อุ้มยศกล่าวถึงอนาคตของละครวิทยุคณะเกศทิพย์ ซึ่งเขาเตรียมจะนำเสนอในรูปแบบใหม่ๆ ที่ต่างออกไปจากขนบละครวิทยุเดิมๆ

                                                     -2-

นอกจากคณะเกศทิพย์ ทุกวันนี้คณะละครวิทยุที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็มี อาทิ "คณะนีลิกานนท์" ของ วิเชียร นีลิกานนท์ ซึ่งบทละครที่ใช้แสดงนั้นนำมาจากบทประพันธ์ขายดีของนักเขียนนิยายชื่อดัง เช่น "อาริตา" ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครวิทยุทุกเรื่องจนถึงวันนี้ก็นับกว่าร้อยเรื่องแล้ว

หรือจะเป็นคณะละครรุ่นใหม่ที่พยายามสืบสานละครวิทยุอย่าง "คณะรังสิมันต์" แต่ก็มีอีกหลายคณะชื่อดังที่ต้องล้มหายตายจากหน้าปัดวิทยุไป เช่น "แก้วฟ้า" ของเสนีย์ บุษปะเกศ หรือ "กันตนา" ของประดิษฐ์ กัลย์จาฤกษ์

วรการ เจริญดี อดีตนักเขียนบทละครวิทยุของคณะกันตนา บอกเล่าว่าละครวิทยุนั้นเฟื่องฟูจริงๆ ประมาณในช่วงปี พ.ศ.2500-2515 ก่อนที่โทรทัศน์จะเข้ามามีบทบาทแทนที่ เมื่อเขาเข้ามาเขียนบทละครโทรทัศน์ให้กับกันตนา ในช่วงปี 2523 นั้น ละครวิทยุก็เริ่มใกล้จะสู่ยุคร่วงโรยแล้ว วรการต้องดัดแปลงละครโทรทัศน์ให้เป็นบทละครวิทยุ จึงถือได้ว่าไม่มีละครวิทยุเรื่องใดโดดเด่น เพียงแค่เกาะกระแสคู่ไปกับความสำเร็จของละครทีวีเท่านั้น

"วิวัฒนาการของเมืองไทย เรามีละครร้อง ละครรำ ละครพูด พอความเจริญเข้ามาก็เริ่มมีละครวิทยุ พอวิทยุราคาถูกลง มีทรานซิสเตอร์สามารถหิ้วพกพาไปไหนก็ได้ มันก็เป็นความบันเทิงราคาถูก ถ้าในแง่ความเป็นศิลปะ ผมถือว่าละครวิทยุเป็นศิลปะชั้นสูงถึงสูงมาก เพราะแค่ใช้เสียงเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้คนฟังคล้อยตามไปได้ ไม่เหมือนละครทีวีที่ต้องเห็นภาพด้วย"

ด้วยความที่เคยเป็นอาจารย์สอนทั้งภาษาไทยและด้านนิเทศศาสตร์ ทำให้วรการเข้าใจศาสตร์และศิลป์ในการเขียนบทละครวิทยุเป็นอย่างดี ลักษณะของบทละครวิทยุนั้นจะต่างจากบทละครทั่วไป เพราะต้องหาวิธีสร้างจินตนาการให้แก่ผู้ฟังสามารถเข้าใจและนึกภาพความเป็นไปของเรื่องได้ นับตั้งแต่บุคลิกนิสัยใจคอ กิริยาท่าทาง อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ จะต้องแสดงออกมาทางคำพูดของตัวละคร ฉะนั้น ในการเจรจา บทจะต้องใส่อารมณ์เป็นพิเศษ เพราะผู้ฟังมองไม่เห็นภาพตัวละคร จึงไม่สามารถสังเกตกิริยาท่าทางและสีหน้าของตัวละครได้

และเมื่อมีโครงการฟื้นฟูละครวิทยุขึ้นมาโดย มศว เขาจึงเข้าร่วมเขียนบทละครวิทยุอีกครั้งหนึ่งหลังจากห่างหายไปนาน แต่คราวนี้วรการกล่าวว่า เขาตั้งใจเขียนบทละครวิทยุที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องชิงรักหักสวาท แต่จะเป็นตำนานไทยและเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ อาทิ พระยาพิชัยดาบหัก พระเจ้าปราสาททอง หรือทหารเสือพระเจ้าตาก ซึ่งวรการจะลงมือเขียนบทเองทุกเรื่อง จึงไม่จำเป็นต้องซื้อลิขสิทธิ์บทประพันธ์จากใคร

                                                   -3-

ผศ.บุญฤทธิ์ ควรหาเวช ผอ.สำนักสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา มศว เปิดเผยถึงที่มาของการจัดทำโครงการฟื้นฟูละครวิทยุว่า ปัจจุบันนี้ละครวิทยุค่อนข้างจะซบเซา คลื่นวิทยุส่วนใหญ่มักเปิดแต่เพลงทำเป็นธุรกิจ สปอนเซอร์ก็มักให้การสนับสนุนรายการเพลงมากกว่าละครวิทยุ ทำให้ละครวิทยุค่อยๆ หายไป ทางสำนักฯ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางความรู้ ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีทางด้านวิทยุจึงน่าจะมีบทบาทในการฟื้นฟูละครวิทยุขึ้นมาอีกครั้ง

"โชคดีที่ผมเผอิญรู้จักคนที่อยู่ในแวดวงละครวิทยุอยู่บ้าง ก็เลยปรึกษาช่วยกันทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยจะประสานนักแสดงละครวิทยุที่มีชื่อเสียงรุ่นเก่าอย่าง ชัยวิชิต อติศัพท์, วิเชียร นีลิกานนท์ และจีรภา ปัญจศิลป์ เข้ามาอบรมความรู้ให้นิสิตรุ่นใหม่ที่เขาอาจไม่เคยฟังละครวิทยุเลย มาฝึกเป็นนักแสดงละครวิทยุเพื่อสานต่อ"

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้สนใจริเริ่มโครงการนี้ก็อาจเป็นเพราะความผูกพันกับละครวิทยุที่ผศ.บุญฤทธิ์ ได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งยังอยู่บ้านริมคลองบางน้อย จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสมัยเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนั้นความนิยมละครวิทยุได้แพร่หลายมาก ถึงขนาดที่ว่าหากพายเรือไปตามลำคลอง ก็จะได้ยินเสียงละครวิทยุไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ

"สมัยนั้นละครวิทยุคณะแก้วฟ้าดังมาก วิเชียร นีลิกานนท์ จีรภา ปัญจศิลป์ เป็นพระเอกนางเอกคนติดกันเยอะ ถ้าพายเรือตั้งแต่ต้นคลองไปจนถึงปลายคลอง ฟังละครจบได้เลย"

ผศ.บุญฤทธิ์เล่าเกร็ดสนุกๆ ถึงความคลั่งไคล้ละครวิทยุของคนสมัยก่อนให้ฟังว่า

"อาจารย์ชัยวิชิต อติศัพท์ ท่านเป็นพระเอกละครอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ดังมากๆ ในยุคแรกๆ เสียงท่านดีมาก แฟนละครก็ติดอยากจะมาดูตัว มาขอรูป มาหา แต่พอมาเจอตัวเขาก็บอกว่าไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่ชัยวิชิต เสียงพระเอกของเขา พระเอกของเขาต้องอีกแบบหนึ่ง ต้องแต่งตัวดี สมาร์ท แต่อาจารย์ชัยวิชิตท่านใส่ชุดสีกากีสมัยก่อนก็ดูเหมือนนักการภารโรง ให้รูปก็ไม่เอา เขากลับบ้านเลย"

"เสียง" ของนักแสดง จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ละครวิทยุประสบความสำเร็จได้ นักแสดงบางคนแม้จะอายุมากแล้ว แต่ทว่าเสียงยังคงดีไม่มีตกเหมือนครั้งยังหนุ่มๆ และไม่ใช่แค่เสียงดีเพียงอย่างเดียว นักแสดงควรจะต้องมีอารมณ์คล้อยตามไปกับบทจึงจะทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม

"เสียงจริงๆ มันสามารถที่จะสร้างความรู้สึก สร้างภาพได้ดี ถ้าเรามาทำละครวิทยุแล้วเราเลือกเสียงคนที่เหมาะสมจะมาเป็นตัวละครต่างๆ ก็จะทำให้คนฟังจินตนาการไปได้ว่า นางเอกของเขาจะให้สุดสวยแสนซนขนาดไหนก็ได้ พระเอกของเขาจะให้หล่อสมาร์ทขนาดไหนก็ได้"

ส่วนละครที่เลือกนำมาแสดงนั้น ผศ.บุญฤทธิ์กล่าวว่าจะไม่ใช่ละครน้ำเน่าอย่างที่เคยฟังกันมา

"สมัยก่อนละครวิทยุส่วนมากมักจะเอามาจากนวนิยายขายดีบ้าง จากภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าโรงบ้าง เพื่อที่จะโปรโมตภาพยนตร์นั้น บางเรื่องก็จะเป็นอย่างที่เขาเรียกว่าละครน้ำเน่า อิจฉาริษยาซ้ำวนกันอยู่อย่างนั้น อันนั้นมันก็เป็นความบันเทิง ถามว่าสาระจริงๆ แล้วมันได้เต็มที่มากน้อยขนาดไหน แต่ถึงยังไงน้ำเน่าก็สรุปสุดท้ายว่าทำดีได้ดี ทำเลวได้เลว" ผศ.บุญฤทธิ์จึงตั้งใจว่าจะนำเสนอเรื่องที่ให้คติ และสอดแทรกความรักชาติเป็นหลัก

ละครวิทยุในโครงการนอกจากจะออกอากาศทางคลื่นวิทยุชุมชนคนกรุงเทพ FM 104.25 มศว ประสานมิตร และ FM 104.75 มศว องครักษ์ จ.นครนายก และจะจัดบันทึกเป็นซีดีเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจด้วย

"ถ้าเราสร้างละครตรงนี้ มันสามารถที่จะนำไปเผยแพร่ในสื่อต่างๆ อย่างในอินเทอร์เน็ต ใครที่ยังไม่ได้ฟังก็ฟังย้อนหลังได้ ข้อมูลตรงนี้จะอยู่ยงแล้วมันก็จะสามารถเผยแพร่ได้ตลอด ถ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นตำนานที่ควรจะรู้ใช้ไปประกอบการเรียนการสอนได้ก็จะบันทึกลงแผ่นซีดีแจกไปตามห้องสมุดต่างๆ"

ทั้งนี้ โครงการฟื้นฟูละครวิทยุกำลังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น แต่ยังประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนเงินทุนดำเนินการ เนื่องมาจากต้นทุนในการผลิตละครวิทยุที่ตกเดือนละหลายหมื่นบาท หากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจอยากให้การสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่สำนักสื่อฯ มศว โทร 0-2664-1000 ต่อ 5079,5404

........

นี่คือเสน่ห์แห่งละครวิทยุ… ความบันเทิงที่อยู่คู่สังคมไทยมาหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะมีสื่อสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความนิยมมากเพียงใด แต่มนต์รักอมตะจากทรานซิสเตอร์นี้จะไม่มีวันจืดจาง ตราบใดที่คนฟังยังรักและคอยเอาใจช่วยคู่พระนางให้สมหวังในตอนจบของละคร