แม้จะผ่านพ้นมาได้กว่า 2 เดือนแล้วสำหรับเหตุการณ์ธรณีพิบัติ คลื่นสึนามิถล่ม 6 จังหวัดอันดามันของประเทศไทย แต่คลื่นยักษ์ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้เบื้องหลังมากมาย รวมทั้งร่องรอยบาดแผลทางจิตใจที่ยากจะเยียวยา
ขณะที่ธารน้ำใจหลั่งไหลลงสู่ภาคใต้ ข้อมูลข่าวสารตลอดจนภาพเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ได้เผยแพร่ออกสู่สายตาโลกภายนอกให้รับรู้ถึงมหันตภัยของคลื่นยักษ์ จนกระทั่งภายหลังมีการนำภาพเหตุการณ์ดังกล่าวมาบันทึกลงเป็นวีซีดีออกจำหน่าย ทำให้มีเสียงท้วงติงจากผู้ที่ประสบเหตุและสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ถึงประเด็นความเหมาะสมของภาพและเนื้อหาในวีซีดีซึ่งอาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
จากภูเก็ตระบาดถึงกรุงเทพฯ
ช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิใหม่ๆ มีการนำภาพเหตุการณ์ที่เป็นภาพนิ่งออกจำหน่ายทั่วไปในเกาะภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านป่าตองซึ่งมีวางขายอย่างเอิกเกริก ไม่นานหลังจากนั้นก็มีภาพวิดีโอทั้งจากมือสมัครเล่นและจากภาพข่าวทีวีนำมาตัดต่อแล้วรวบรวมบันทึกในรูปแบบของวีซีดี
หลังจากกลายเป็นข่าวดัง กระแสคนสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสึนามิก็มีมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นโอกาสทำเงินจึงเร่งผลิตวีซีดีและดีวีดีสึนามิออกมาวางจำหน่ายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เป็นภาพขณะเกิดเหตุการณ์นำมาใส่ภาพการเก็บกู้ศพและความเสียหายจากภัยพิบัติเพิ่มเข้าไปด้วย โดยจะมีหลากหลายเวอร์ชัน ทั้งในประเทศไทยที่ภูเก็ต เขาหลัก ตะกั่วป่า พังงา แม้กระทั่งเวอร์ชันต่างประเทศอย่างอินเดียและศรีลังกาก็มีให้ชม
นอกจากในพื้นที่ประสบเหตุแล้ว วีซีดีดังกล่าวก็ยังหาซื้อได้ง่ายๆ ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในห้างดังที่ขึ้นชื่อเรื่องซอฟท์แวร์นั้น นับว่าเป็นแหล่งจำหน่ายใหญ่ที่สุดใน กทม.
แม้จะไม่มีแค็ตตาล็อกให้เลือกดูเหมือนหนังโป๊ แต่หลายคนก็รู้ว่าหากเดินเข้าไปถามหาวีซีดีสึนามิที่ห้างนี้ แทบทุกร้านจะมีขายอย่างแน่นอน หลังจากถูกให้ยืนรอเกือบชั่วโมง คนขายก็นำวีซีดีจากแหล่งที่เก็บซึ่งไม่ใช่ในร้านมาให้ ด้วยราคาขายแผ่นละ 100 บาท
นอกจากวีซีดีแล้วยังมีดีวีดีภาพเหตุการณ์ที่รวบรวมเพลงสึนามิประกอบ แต่เรื่องที่น่าเศร้าไปกว่าการหากินกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้ ก็คือมีการนำไปตั้งชื่อหนังโป๊ อย่าง แอบถ่ายสึนามิ หรือ สึนามิคลื่นโลกีย์ น่าขนลุกเมื่อคิดว่า ขณะที่คนนับพันสูญเสียชีวิตและบุคคลที่รัก ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่คนบางกลุ่มกลับฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ในทางต่ำช้า… แม้กับเรื่องเศร้าที่ไม่ควรนำไปล้อเล่นเช่นนี้
กู้ชาติ กุญชร ณ อยุธยา เป็นผู้หนึ่งที่ประสบเหตุการณ์สึนามิที่เกาะยาวใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูเก็ตและพังงา แม้ที่นี่จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับเขาหลัก หรือที่ภูเก็ต แต่กู้ชาติบอกว่าเหตุการณ์นั้นยังช็อกอยู่ในความรู้สึกของเขาไม่เสื่อมคลาย
"ตอนนั้นผมตกใจมาก คือไม่เคยเจอ คลื่นลูกแรกซัดร้านอาหารริมหาดพังไปต่อหน้าต่อตา ผมก็วิ่งหนีเลาะไปตามริมเขา น้ำก็ตีมาถึงข้อเท้า… แต่ถ้าเทียบกับคลื่นที่เขาหลักแล้วมันเหมือนแม่กับลูกกันเลย ที่ผมโดนแค่หางๆ เท่านั้น"
ภายหลังจากที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด กู้ชาติกลับมายังภูเก็ตที่ที่เขาอาศัยและทำงานอยู่ และได้พบเห็นว่าที่นี่มีการซื้อขายวีซีดีสึนามิอย่างเปิดเผย แม้ซากปรักหักพังโดยรอบและร่างผู้สูญหายที่คาดว่าจะเสียชีวิตยังเก็บกู้ไม่หมดด้วยซ้ำ
"วันนั้นผมก็เดินไปที่ตลาดนัดที่ถลาง เขาก็มาเปิดขายกันเอิกเกริก ก็มีฝรั่งคู่หนึ่งเขาก็เดินมาสองผัวเมียตายาย เขาก็มาดูว่ายืนมุงอะไรกัน พอเขาเห็นภาพในวีซีดีเขาก็ร้องไห้โฮเลย คือเขาทำใจไม่ได้ เขาอาจจะเคยประสบเหตุการณ์ที่มันเลวร้ายมามากๆ แฟนเขาก็เดินโอบเขาออกมาบอกว่าอย่าไปดู น่าสงสารมากๆ แล้วก็อย่างที่ร้านอาหารร้านหนึ่งในเมืองภูเก็ต ก็เปิดฉายบนทีวีจอใหญ่เลยนะครับ แล้วคนกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ ลองนึกดูคนกินข้าวกันอยู่ กำลังมาพักผ่อนแล้วมาเปิดวีซีดีเหตุการณ์"
"พอมันแพร่หลายมากขึ้นมันก็เป็นเหมือนไฟลามทุ่ง ถ้าพูดในอีกแง่มุมหนึ่งมันก็เป็นเหมือนข้อมูลข่าวสารให้คนที่เขาไม่เคยเห็น เขาจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้นะ มันน่ากลัวอย่างนี้ ต้องเตรียมตัวยังไง แต่ในมุมหนึ่งสะท้อนกลับ คนที่ลูกเมีย ญาติพี่น้องของเขาตายเขาอยากจะลืมมันน่ะครับ เขาไม่อยากจะนึกถึงมันอีกแล้ว พอนึกถึงมันอีกมันก็มาสะเทือนใจอีก
ยิ่งมามีข่าวลือว่าวันที่ 12 นี้จะเกิดอีก คือในภูเก็ตตอนนี้ร้านอาหารเริ่มเก็บของกันแล้วนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะไม่จริง แต่ว่าคนที่เคยเกิดเหตุการณ์แล้วมันหลอนมาก คือเรื่องมันควรจะจบไปได้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว มันควรจะลืมไปได้แล้ว แต่ว่าสิ่งที่มันไม่ควรลืมก็คือ คนที่จะต้องคอยเตือน คนที่จะต้องคอยสังเกตการณ์ คนที่จะคอยป้องกันเหตุการณ์ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกน่ะ แต่ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญมันควรลืมไปได้แล้ว เพราะว่ามันบั่นทอนคนที่สูญเสียมาก"
โดยเฉพาะคนที่ยังต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุและต้องดำเนินชีวิตต่อไปนั้น เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวีซีดีสึนามิทั้งทางตรงและทางอ้อม กู้ชาติบอกเล่าว่าร้านอาหารเล็กๆ ริมหาดที่เพิ่งก่อสร้างใหม่แล้วเสร็จ ก็มาถูกกระแสข่าวลือที่เกิดจากคลื่นความหวาดกลัวนี้พังทลายกิจการซ้ำสองอีก
"ผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะเอามาวางขายกันเกลื่อนกลาด ป่าตองนี่เยอะมากๆ แบบแผงต่อแผงเลย เดี๋ยวนี้มันก็ระบาดไปทั่วภูเก็ตแล้ว เปิดท้ายก็มี ส่วนใหญ่จะขายชาวต่างชาติ ถ้าเกิดเป็นป่าตองนี่จะขายให้ชาวต่างชาติโดยตรงเลย เพราะคนที่เขาเดินทางมาหลังเหตุการณ์เขาก็อยากรู้ แต่คนไทยเขาไม่ค่อยซื้อดูกันเพราะส่วนใหญ่จะมีหมดแล้ว เห็นหมดแล้ว
ถ้าเกิดขายฝรั่งที่นี่เขาขายแผ่นหนึ่งเป็นพันเลยนะฮะ แต่ว่าถ้าขายคนไทยประมาณแผ่นละ 90 บาท แต่ถ้าขายฝรั่งแล้วมันจะขายแพงมาก แล้วก็มีพวกที่ฉวยโอกาสรวบรวมเอาชุดวีซีดีพวกนี้ไปขายให้กับพวกสำนักข่าวต่างชาติ ตอนนี้ใครมีภาพก็เริ่มเอามาขายแล้ว นอกจากภาพข่าวที่เราเห็นกันหมดแล้ว ก็จะมีภาพนิ่งที่เขาฟอร์เวิร์ดเมลมาทางอินเทอร์เน็ต ส่วนภาพในวีซีดีเท่าที่ได้ดูก็จะเป็นภาพเหตุการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง อย่างที่เขาหลักเขาจะตั้งกล้องบนโรงแรม เห็นตั้งแต่คลื่นมันตีเข้าหาดเขาหลัก จนกระทั่งแบบว่าศพมันลอยฟ่องขึ้นเป็นผักเป็นปลาเลย ไม่มีการเซ็นเซอร์ จะเห็นเป็นศพลอยเกลื่อนไปหมด"เมื่อถามถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจดูวีซีดีสึนามิ กู้ชาติบอกว่า
"เหตุผลที่ดูเพราะว่าเราก็อยากจะเห็นในทุกแง่มุมน่ะครับ สมมติอย่างที่เขาหลักเราไม่เคยเห็นก็อยากจะดูว่ามันรุนแรงแค่ไหน อย่างที่เกาะยาวก็กระเทือนเหมือนกันแต่ว่ามันไม่เยอะ คนที่อยู่เกาะยาวก็อยากดูของที่พังงา แต่ไม่ได้ดูเพื่อความสนุกแน่นอน แต่ดูเพื่อคล้ายๆ ว่าเป็นประสบการณ์ร่วมกัน ตระหนักถึงมันว่าเออ มันรุนแรงนะ มันน่ากลัวนะ"
"จากเหตุการณ์ครั้งนี้คนสูญเสียเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นมันรุนแรง แต่ว่ามันก็มีคนส่วนหนึ่งที่เอาตรงนี้มาเป็นผลประโยชน์ในการที่จะมาทำในรูปการค้า ถึงแม้คนที่เอามาขายจะประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเองหรือไม่ประสบก็แล้วแต่ แต่ว่ามันเอาออกมาขายในรูปการค้าอย่างนี้ผมว่ามันไม่เหมาะสม คือถ้าเกิดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือว่ารัฐบาลเสนอออกมาในรูปวิชาการมันจะดีกว่า ถ้าหากเอารูปภาพของคนอื่น เอาความทุกข์ยากของคนอื่นมา… ถ้าเกิดศพนั้นเป็นญาติเรา เป็นคนที่เรารู้จักอย่างนี้ ภาพที่มันเผยแพร่ออกไปมันก็ไม่เหมาะ" กู้ชาติกล่าวทิ้งท้าย
วีซีดีสึนามิกับความหวาดกลัว
ไม่เพียงแหล่งใหญ่ที่ภูเก็ตและกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิมากที่สุดในบรรดา 6 จังหวัดฝั่งอันดามันอย่างพังงา ก็มีวีซีดีสึนามิจำหน่ายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะที่ อ .ตะกั่วป่า ซึ่งมีการก๊อบปี้ขายตามร้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป
นันทนา โล่ทอง ผู้ช่วย ผอ. โรงเรียนบ้านน้ำเค็ม หมู่บ้านชายฝั่งทะเลที่เสียหายมากที่สุดแห่งหนึ่งของพังงา เล่าว่าในเวลาที่คลื่นซัดถล่มโรงเรียนนั้นเธอไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเธอได้รีบเดินทางเข้าไปดูนักเรียนด้วยความเป็นห่วง แต่สภาพความสูญเสียที่เกิดกับโรงเรียนที่นันทนาเห็นนั้น ไม่เท่ากับสภาพจิตใจที่บอบช้ำของเด็กๆ ในเวลาต่อมา นันทนาบอกว่ากระทั่งทุกวันนี้เด็กๆ ก็ยังหวาดผวาไม่กล้าไปเล่นใกล้ๆ ทะเล เมื่อเด็กบางคนบังเอิญมีโอกาสได้ดูวีซีดีสึนามิจึงยิ่งผวาหนักขึ้นไปอีก
"เขายังกลัวๆ อยู่ เพราะว่าพอดูปั๊บก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองประสบอยู่ ความกลัวมันยังไม่หมด เพราะว่ามันติดตา เขาสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตบุคคลที่รัก คงต้องใช้เวลาเป็นปี พอมีคนมาให้ความช่วยเหลือเขาก็ลืมไปสักพักหนึ่ง ช่วงนี้พอมีกระแสข่าวเยอะมากเลยเขาก็จะกลัวกัน คิดว่าวีซีดีก็น่าจะมีส่วนทำให้เด็กๆ กลัวมากขึ้น
สำหรับตัวเองไปเห็นหลังเกิดเหตุแล้ว แต่พอไปเห็นคลื่นในวีซีดีแล้วก็สลดใจ นึกว่าถ้าเป็นเราเราคงจะกลัวมากเลย คนที่เจอเหตุการณ์จึงไม่ควรดูเลย มีหน่วยงานราชการเขาส่งวีซีดีสึนามิมาให้สอนที่โรงเรียน แต่ก็ยังไม่กล้าเปิดให้เด็กดูเลย คิดว่ายังไม่น่าจะเปิดเพราะมันจะไปกระตุ้นให้เขากลัว พี่ยังเป็นห่วงอยู่เลยว่าวันที่ 9 10 11 12 นี้ เด็กจะไม่ไปโรงเรียนเลย เพราะมีข่าวลือออกมาว่าวันที่ 12 จะเกิดเหตุ แล้วทางอำเภอจะอพยพไปอยู่ต่างจังหวัด"
ตอนนี้ครูในโรงเรียนบ้านน้ำเค็มจึงใช้วิธีการสอนเรื่องสึนามิด้วยการพูดคุยแทน เพื่อหลีกเลี่ยงนำเสนอภาพที่อาจสะเทือนความรู้สึกของเด็กๆ
"เราก็ได้ความรู้จากทีวีและก็จากข่าวหนังสือพิมพ์ เราก็เอามาประมวลกันแล้วก็คุยกับเด็ก แต่เขาก็ไม่ค่อยฟังเราหรอก เพราะเขาบอกว่าเราไม่ได้ประสบเหมือนเขา ถ้าบอกว่าอย่ากลัวอย่างนั้นอย่างนี้เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่เราก็พยายามให้ข้อมูลว่าถ้ามันจะเกิดร้ายแรงกว่านี้คงไม่เกิดอีกแล้ว มันก็อาจจะมีแบบอาฟเตอร์ช็อก แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ เขาคิดว่าตอนนี้ไม่มีอะไรกีดขวางแล้ว ถ้ามาก็ต้องร้ายแรงกว่าเดิม"
นันทนาบอกว่าวีซีดีสึนามิที่ตะกั่วป่าตอนนี้ขายดีมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่ซื้อไปดูกันเอง และส่งไปให้ญาติที่อยู่ต่างจังหวัดที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ดู
"คือเขารู้จักว่าที่ตรงนี้เป็นอย่างนี้ๆ แล้วเขาอยากดูว่าวันที่เกิดเหตุเป็นยังไง แล้วหลังเกิดเหตุเป็นยังไง หลายแผ่นที่ออกมาก็จะมีภาพศพ แต่ส่วนใหญ่ภาพก็จะจับตั้งแต่มีคลื่นตีเข้ามา แล้วคนก็วิ่งหนีมา ส่วนมากก็เป็นภาพตัดต่อจากในทีวีที่ออกระยะ 4-5 วันแรก ต่อมาก็มาทำขายใส่เพลงสึนามิเข้าไป" นันทนากล่าว
นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสาเหตุที่ผู้ประสบเหตุร้ายบางกลุ่มเลือกที่จะใช้วิธีการเผชิญหน้ากับความทรงจำอันเลวร้าย แทนการหลบเลี่ยงเช่นนี้ว่า ในต่างประเทศจะมีทฤษฎีหนึ่งกล่าวถึง การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการ "PTSD" โดยการให้เผชิญหน้ากับความทรงจำที่เลวร้าย อาจจะโดยการพูดถึงเรื่องราวนั้นอย่างจริงจัง กระทั่งให้ทดสอบกับความกลัวเหตุการณ์นั้นโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้สภาพจิตผู้ป่วยฟื้นคืนกลับมาได้เร็วกว่าการเก็บกดเอาไว้
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นโรคจิตเภทที่เกี่ยวข้องกับความเครียดที่สะสม โดยเกิดขึ้นกับเหยื่อของภัยพิบัติทุกชนิด เช่น คลื่นยักษ์ ไฟไหม้ สงคราม รถชน เครื่องบินตก ตึกถล่ม แก๊สระเบิด เป็นต้น PTSD มิได้เกิดกับผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่อาจเกิดกับผู้ที่เห็นเหตุการณ์ หรือญาติก็ได้ โดยทั่วไป PTSD เกิดขึ้นประมาณ 3 เดือนหลังเกิดเหตุ แต่บางรายจะเกิดขึ้นเมื่อจะครบรอบเดือนหรือรอบปี (อ้างอิงจาก "PTSD เป็นอย่างไร" น.พ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับที่ 12 มกราคม 2548)
ทั้งนี้ น.พ.ทวีศิลป์ย้ำว่าผู้ที่อยากชมวีซีดีเหล่านี้ คืออาการอยากรู้อยากเห็นตามปกติ ไม่ใช่อาการทางจิต ยกเว้นคนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษถึงขั้นสะสมภาพเหล่านี้ แต่อย่างไรคนไทยควรใช้วิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาส โดยนำไปใช้ในทางสร้างสรรค์ เช่น การทำเป็นสารคดีความรู้เกี่ยวกับสึนามิสอนเด็กๆ แต่ยังไม่ควรเปิดให้เด็กที่ประสบเหตุการณ์ชมภาพเหตุการณ์จริงที่มีความรุนแรงในช่วงนี้ ควรทำเป็นภาพกราฟิกหรือการ์ตูนจะเหมาะสมกว่า
จากดวงใจผู้สูญเสีย
ครอบครัว "สถาปิตานนท์" คือหนึ่งในผู้สูญเสียจำนวนเฉียดหมื่นจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติในเมืองไทยครั้งนี้ ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปถึง 4 คน แต่ด้วยกำลังใจ เราจึงเห็นดร.ปาริชาติให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งด้วยท่าทีที่เข้มแข็ง แม้จะอยู่ในช่วงเวลาเศร้าโศกก็ตาม
"ดิฉันยอมรับว่าดิฉันเองอยู่ในวงการสื่อสารมวลชน สอนสื่อสารมวลชน แต่ว่าเมื่อถึงเหตุการณ์ตรงนี้แล้วตัวเองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นด้วย มันย่อมที่จะทำให้ตัวดิฉันเองจะต้องรู้เท่าทันว่า ข้อมูลข่าวสารอะไรที่จะมีประโยชน์กับดิฉันในเวลานั้นและเวลาอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในตอนนั้นดิฉันมองว่าตัวเองจะต้องยืนหยัดอยู่ให้ได้ เพราะฉะนั้นในการที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำตัวเป็นผู้บริโภคสื่อแบบคลั่งไคล้ที่บริโภคทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสึนามิ ดิฉันจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกในการบริโภคสื่อ เช่น ดิฉันจะไม่บริโภคสื่อที่นำเสนอภาพของความโหดร้าย ภาพของตัวผู้สูญเสียที่มีภาพหงิกๆ งอๆ ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นสื่ออะไรก็ตาม บางครั้งอาจจะเป็นสื่ออินเทอร์เน็ตที่มีการส่งเข้ามาให้บ้าง ซึ่งดิฉันจะรีบดีลีตไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นทิ้ง เพราะมีความรู้สึกว่าไม่ต้องการให้ตัวเราสร้างจินตภาพ มุมมองที่โหดร้ายที่จะมาตอกย้ำถึงความทุกข์ แล้วก็ไม่สามารถที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ได้"
ในระยะแรกนั้น จะมีคนส่งอีเมลมาถึงดร.ปาริชาติหลายครั้ง โดยตั้งหัวข้อว่า "ภาพน่าร้ากก..." เมื่อคลิกเข้าไปดูก็กลายเป็นภาพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิ ดร.ปาริชาติกล่าวว่าไม่แน่ใจว่าบุคคลที่ส่งมามีเจตนาใดกันแน่ และทราบหรือไม่ว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สูญเสียคนที่รักไปในเหตุการณ์นี้ เนื่องจากเป็นการส่งแบบไฟล์กลุ่ม
"ถามว่าเคยเห็นภาพเหล่านั้นไหม ก็เคยเห็นที่วัดเมื่อครั้งเราลงไปยืนยันศพครอบครัวของเรา แต่ถ้าเราเจอภาพเหล่านี้ก็จะตัดสินใจลบภาพทิ้ง"
เมื่อถามถึงการนำเสนอภาพข่าวเหตุการณ์ของสื่อมวลชน ดร.ปาริชาติกล่าวว่าเธอรู้สึกชื่นชมสื่อมวลชนกระแสหลักที่ค่อนข้างมีวิจารณญาณในการนำเสนอภาพผู้เสียชีวิตดีขึ้น มีกระบวนการเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อที่จะไม่ตอกย้ำผู้ที่สูญเสียมากนัก
"แต่ตอนนี้เทคโนโลยีมันใกล้ตัวจริงๆ แค่คุณมีโทรศัพท์มือถือ มีกล้องดิจิตอลก็สามารถที่จะถ่ายภาพแบบนั้นได้ แล้วนำไปสู่กระบวนการผลิตทำเป็นหนังสั้น เป็นสารคดี เอาเข้าไปในอินเทอร์เน็ต มันเยอะแยะมากมายจนกระทั่งมันควบคุมไม่ได้ แล้วก็มีบุคคลจำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองลึกๆ ว่า อะไรคือความเหมาะสมในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเรื่องเหล่านี้ในสังคมไทย ณ ปัจจุบันนี้ ขณะเดียวกัน เขาอาจไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่สังคมจะได้รับเป็นตัวตั้ง แต่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนบุคคล เช่น รายได้ที่จะขายภาพเหล่านี้ได้ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกสะใจที่ได้ระบายความตึงเครียดจากภาพที่ตัวเองเห็นแล้วกดดันเก็บกดอยู่ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อครอบครัวผู้สูญเสีย หรือต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ"
ดร.ปาริชาติ แสดงความเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้มีวีซีดีสึนามิวางขายมากมายนั้นก็เป็นหลักของดีมานด์-ซัปพลายของตลาด ถ้าเกิดไม่มีความต้องการบริโภค คนผลิตก็คงจะยุติ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะต้องอยากรู้อยากเห็น
"สื่อกลุ่มที่ออกมาตอนนี้ถ้าเกิดจัดเรตมันก็คงเป็นเรต R เป็นสื่อที่มีความรุนแรงซึ่งเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น คนที่ยังไม่มีวิจารณญาณอาจจำเป็นต้องมีการเซ็นเซอร์ แต่มันไม่มีกระบวนการที่จะไปเร็วทันเทคโนโลยีตอนนี้ได้ ภาพที่ออกมาก็แสดงความรุนแรงและตอกย้ำให้หมกมุ่น สะใจอยู่กับเหตุการณ์นั้น โดยไม่มองไปถึงว่าอะไรคือทางออกของสังคมไทยในอนาคต เช่น ระบบเตือนภัยจะเป็นยังไง ระบบจัดการกับวิกฤตและช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียจะจัดการอย่างไรต่อไป"
"ดิฉันเองมองว่าสิ่งที่สังคมจำเป็นจะต้องได้มากที่สุด ณ ตอนนี้คือ รู้เท่าทันเหตุการณ์คลื่นยักษ์อย่างนี้ และรู้เท่าทันระบบที่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน แต่อย่างว่าเราเป็นสังคมหวือหวาล่ะมังคะ เราเป็นสังคมที่ชอบอะไรหวือหวา รุนแรง และเร้าใจ จนบางครั้งอาจจะขาดสติที่จะคิดอย่างรอบคอบ"
ต่อประเด็นที่วีซีดีบางเวอร์ชันมีภาพผู้เสียชีวิตอย่างโจ่งแจ้งนั้น ดร.ปาริชาติมองว่า
"มันเป็นสิทธิของบุคคลที่จะผลิตอะไรก็ได้ ตราบใดที่เขาไม่ได้ไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะภายใต้สภาพแบบนี้มันบอกกันได้ยากว่าบุคคลที่อยู่ในภาพเหล่านี้เป็นใคร พอที่จะมีญาติลุกขึ้นไปประท้วงสิทธิที่เขาไปละเมิด ขณะเดียวกัน เขาเองก็ควรจะถามตัวเองด้วยว่าทำไปแล้วได้อะไร มันได้แค่ความสะใจ มันขายได้แค่ส่วนที่ชอบเสพความรุนแรงเท่านั้นหรือ ?" ดร.ปาริชาติทิ้งคำถามไว้ในตอนท้ายของการสนทนา ซึ่งคงเป็นสิ่งที่สังคมไทยจะต้องช่วยกันหาคำตอบ


