"บรื้น" "แป๊นๆ"...เสียงเครื่องยนต์รถบรรทุกขนาดกะทัดรัด และเสียงแตรที่บีบดังลั่นอาจเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับใครบางคน แต่ดูจะเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว สำหรับคนในคณะหนังตะลุงปัจจุบันที่ชีพจรของเขาลงไปอยู่ใน "ล้อรถ" มากกว่ารองเท้า
ครั้งหนึ่งเรามีโอกาสตามอาจารย์ณรงค์ นายหนังจากจังหวัดตรังไปเปิดการแสดงหนังตะลุงตามหัวเมืองต่างๆ ในภาคใต้ และพบเรื่องราวต่างๆ มากมายของชีวิตคนที่อยู่หลังเงา...
1
หลายสิบปีแล้วที่อาจารย์ณรงค์ หรือที่ชาวตรังรู้จักในนาม "นายหนังณรงค์ ตะลุงบัณฑิต" ออกแสดงหนังตะลุงไปทั่วประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
บรรยากาศยามเย็นของจังหวัดตรัง เหมือนทุกครั้งที่อาจารย์ณรงค์เตรียมตัวเล่นหนังตะลุงในยามค่ำคืน ต่างแต่เพียงว่าครั้งนี้เขาเล่นที่บ้านเกิด
รถของคณะล่วงหน้าไปที่ตลาดแล้ว ขณะที่อาจารย์ณรงค์กำลังพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานคืนนี้
"ดอกไม้นี่เอาไว้ไหว้ครู" ที่หลังรถคุณลุงท่านหนึ่งเอ่ยกับเราพร้อมพ่นควันจากใบยาสูบอย่างอารมณ์ดี
ย้อนไปสัก 40 ปี ภาพที่เราเห็นคงจะเป็นอีกภาพ นายหนังและคณะกำลังแบกตัวหนังและอุปกรณ์สำหรับปลูกสร้างเวทีขึ้นรถเครื่องเก่าคร่ำคร่าหรือรถไฟกันอย่างขลุกขลัก
แน่ละ...เพราะสมัยก่อนรถยนต์ไม่ใช่ของมีใช้ทั่วไปอย่างทุกวันนี้ นายหนังจึงต้อง "อึด" พอสมควรเวลาออกไปแสดงตามเทียบเชิญ หากสถานที่นั้นห่างไกล แต่ในปัจจุบัน เวทีสำเร็จรูปและรถยนต์ได้เข้ามามีส่วนให้นายหนังและคนในพื้นที่ที่เชิญหนังตะลุงไปแสดงไม่ต้อง "ปลูกโรง" และ "เหนื่อย" มากเหมือนอดีต
เช่นเดียวกับหนังตะลุงคณะอื่น อาจารย์ณรงค์ใช้รถบรรทุกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ โดยหลังรถนั้น เพียบไปด้วยโครงเหล็กสำหรับสร้างเวทีสำเร็จรูป ไม้กระดาน และเสื่อปูนั่งพร้อมสรรพเต็มอัตรา และในบางครั้งหลังรถก็กลายเป็นที่หลับที่นอนอันแสนสบายของใครบางคนด้วยเมื่อต้องเดินทางเป็นพันกิโลเมตร
กลางตลาด เวทีถูกสร้างขึ้นช้าๆ คุณยายท่านหนึ่งเอาเสื่อหลายสิบผืนมานั่งรออยู่ข้างเวทีที่เริ่มเป็นรูปร่างทีละนิดๆ ห่างออกไปไม่ไกลนัก
"ยายเอาเสื่อมาให้คนดูหนังตะลุงเช่า" นี่คือสิ่งที่ถอดความได้หลังจากพยายามฟังสำเนียง
เมื่อเวทีเสร็จ เครื่องดนตรี ถูกทยอยขนขึ้นด้านหลังเวที ผ้าขาวถูกขึงเป็นจอ สายไฟถูกต่อเชื่อมสำหรับหลอดไฟ หยวกกล้วยถูกจัดเตรียม คนในคณะ ต่างกระตือรือร้นในการนำเครื่องดนตรีขึ้นมาปรับแต่งเสียง
3 ทุ่ม....เสียงปี่และเครื่องดนตรีไทยเดิมอย่าง ฉิ่ง ทับ โหม่ง ประสานอย่างลงตัวกับเครื่องดนตรีสากล นี่คือการโหมโรงและบอกชาวบ้านร้านตลาดให้รู้ว่าคืนนี้ "หนังตะลุง" ความสนุกสนานพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนใต้มานานจะได้เวลาออกมาโลดแล่นอีกครา...
2
กล้าพูดว่าถ้าหากไม่ได้ยินกับหู คงจะนึกไม่ออกว่าเสียงปี่และเครื่องดนตรีไทยไปกันได้กับเสียงเครื่องดนตรีสากลอย่างไรเพราะบางจังหวะนั้นเร้าใจแบบเพลงสมัยใหม่ มีการแทรกไปด้วยการเดินเบสและคีย์บอร์ด
ด้านหน้าจอผ้า ชาวบ้านต่างพากันทยอยเอาเสื่อปู บ้างก็ใช้หนังสือพิมพ์รองนั่งอย่างเรียบง่าย ในภาคใต้ เราสามารถเห็นภาพนี้ได้ทั่วไปเมื่อมีหนังตะลุงคณะต่างๆ มาแสดง เพราะนี่คือกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวชาวใต้ที่พากันหอบลูกจูงลูกหลานออกมาดูหนังตะลุงในโอกาสพิเศษต่างๆ ซึ่งในภาคกลางจะเป็นโรงลิเกที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน (แต่เป็นอดีตที่ถูกแทนที่ด้วยโรงหนังดิจิตอล) ...เงาวูบไหวของฤาษีปรากฏที่หน้าจอแล้ว นี่คือสัญญาณที่บอกว่าคืนนี้ตัว "หนังตะลุง" มากหน้าหลายตา กำลังจะโลดแล่นบนจอ
ด้านหลังจอ...
อาจารย์ณรงค์กับลูกศิษย์กำลังทำสมาธิเตรียมพร้อม..."ฉึก" หนังรูปพระฤาษีปักลงบนหยวกกล้วย พร้อมกับความสนใจคนดูก็ไปรวมศูนย์ที่จอ คืนนี้ไม่ใช่การเล่นแก้บน การกรีดหยวกกล้วยที่ใช้ปักตัวหนังเพื้อเอาเคล็ดตามพิธีกรรมแต่โบราณจึงไม่จำเป็น คงมีแต่การบูชาครูด้วยดอกไม้ธูปเทียนเท่านั้น สักพักกลอนเย็นๆ พร้อมลูกคอก็หลั่งไหลออกมาจากนายหนังทวี ลูกศิษย์อาจารย์ณรงค์ซึ่งทำหน้าที่เชิดพระฤาษีในช่วงแรก
ด้านหน้าจอผ้าขาว...ผู้คนต่างใจจดจ่อ
"...มนุษย์พบความลำบากความยากจน หนีไม่พ้นการกระทำ จงทำดีและมีธรรมประจำจิต สร้างชีวิตจะราบรื่น..." เสียงว่ากลอนหวานกังวาน เนื้อหากล่าวถึงหลักธรรมแล้วปิดท้ายด้วยการเชิญครูอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครอง...เราก็อดถามไม่ได้ว่าที่เคยได้ยินมาว่าในสมัยก่อนนั้น นายหนังจะต้องมีอาคมแก่กล้าหรือหมออยู่ด้วยคนหนึ่งเพื่อป้องกันนายหนังอีกโรงแกล้งเวลาประชันกันนั้นจริงหรือไม่
อาจารย์ณรงค์หัวเราะก่อนตอบว่า "ไม่มีแล้ว เป็นอุปทานของมนุษย์ ถ้าเก่งจริงประชันกับเขายังไงก็ชนะ" อาจเป็นเพราะนายหนังยุคปัจจุบันมักจะช่วยกันสืบสานวัฒนธรรมนี้ไปด้วยกันมากกว่าจะมาแข่งกัน
ฤาษีออกไปจากจอแล้ว จังหวะเพลงเปลี่ยนเป็นสนุกสนาน การเดินทำนองของปี่กับเบสหนักแน่นขึ้นตามลำดับ ในที่สุดพระอิศวรทรงโคอุสุภราชออกมากึ่งเดินกึ่งพยศอย่างมีชีวิตชีวาเร้าใจคนดูยิ่งนัก
การออกรูปพระอิศวรของคณะอาจารย์ณรงค์ขึ้นกับวาระ คือ หากแสดงให้หนุ่มสาวดู โคอาจพยศมากหน่อย แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปดูก็จะพยศพองาม การเชิดช่วงนี้จึงต้องอาศัยฝีมือและพละกำลังในการเชิดให้เข้าจังหวะ ไม่แพ้ความเยือกเย็นในการเชิดตัวหนังอื่นๆ ตอนเข้าเนื้อเรื่อง
ก่อนจะถึงคิวของ "ปรายหน้าบท" มาไหว้ครู ซึ่งบทไหว้ครูสำหรับหนังตะลุงนั้นสำคัญนัก ถือว่าเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกับศิลปะแขนงอื่น ที่มีการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทนี้นายหนังแต่ละคนจะว่าแตกต่างกันไปตามสายอาจารย์ที่ตนร่ำเรียนวิชามา
ซึ่งบางทีก็ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของคณะหนังตะลุงนั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปนักวิชาการทางวัฒนธรรมได้สืบค้นจากบทไหว้ครูนี้ ดังที่นักเขียนสารคดีอาวุโส อาจารย์เอนก นาวิกมูล ใช้บทไหว้ครูหนังตะลุงสืบหาความเก่าแก่ว่าย้อนไปได้ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 มาแล้ว
"ปรายหน้าบท" ที่ออกมาไหว้ครูนั้น ลองพิศดูก็เป็นชายหนุ่มรูปงามนัก ถือดอกบัวในมือขวา เมื่อทำหน้าที่จบลง ตัวฮาอย่าง "ขวัญเมือง" ก็ถึงฤกษ์ออกมา เพื่อบอกเรื่องราวที่จะแสดงในค่ำคืนนี้
หลังจอผ้า...
อาจารย์ณรงค์รับช่วงการเชิดจากลูกศิษย์ แล้วออกลูกคอประกอบลีลาเชิดตัวขวัญเมืองอ้อนคนดู เริ่มจากทักทาย เล่าว่ามาแสดงได้อย่างไร ใครเป็นผู้เชิญ สุดท้ายก็คุยแบบสบายๆ กับคนดูเป็นสำเนียงปักษ์ใต้ ช่วงนี้เอง ที่นายหนังอย่างเขาได้สอดแทรกเหตุการณ์ทันสมัยในปัจจุบันเข้าไปให้ความรู้กับคนดูด้วย (ช่วงนี้หากใครได้ดูหนังที่อาจารย์ณรงค์แสดง ท่านอาจพูดถึงสึนามิก็ได้)
การ "ตั้งเมือง" เริ่มขึ้น หนังเจ้าเมืองและพระมเหสีซึ่งแต่งทรงเครื่องเต็มยศมีบทบาท อาจารย์ณรงค์พากย์และเชิดตัวหนังอย่างมีชีวิตชีวา คืนนี้ "หลงทางรัก" เรื่องราวซึ่งอาจารย์เขียนขึ้นเองโลดแล่นอยู่บนจอ ผ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง สลับดนตรีซึ่งสอดแทรกให้ความเร้าใจเป็นระยะๆ "หนังตะลุงใช้ร้อยแก้วปนร้อยกรองเหมือนลิเกที่จะออกมาบอกว่าใครเป็นตัวอะไรผ่านบทกลอน แต่เราร้องเป็นทำนอง ตัวละครจะเดินทางก็เป็นกลอนดำเนินเรื่อง ดนตรีจะขึ้นมารับ ไปเจอฆ้องก็จะร้องกลอนอีก ผสมผสานกันไป"
เรื่องนี้เป็นนิทานกล่าวถึงความริษยาของเจ้าจอมเมืองเชียงฟ้า ที่วางยาพระมเหสีของเจ้าเมืองจนล้มป่วย เป็นเหตุให้พระโอรสของพระมเหสีแกล้งบ้า เพื่อประชดพระบิดาที่มองไม่เห็นความจริง ทั้งยังเกี่ยวกับอีกสองเมืองคือ เชียงอิน(เมืองมนุษย์) และหิโรมรัญ(เมืองยักษ์) ที่เกิดเรื่องเพราะยักษ์จะไปฉุดมเหสีหม้ายเจ้าเมืองเมืองเชียงอินที่เพิ่งสิ้นพระชนม์มาทำภรรยา
การณ์เป็นเช่นนั้น การแก้ปัญหาทั้งปวงจึงไปตกหนักที่สำนักเชียงรากของพระฤาษีวิญญู ซึ่งต่างคนต่างไปพบจนเกิดเรื่องมากมาย โดยมีเหล่าตัวตลกอย่าง เจ้าเท่ง เปี๊ยก เลี๊ยก ขวัญเมือง นุ้ย สร้างสีสันตลอด ก่อนเรื่องจะจบลงแบบธรรมะชนะอธรรม คือเจ้าชายเมืองเชียงฟ้าปราบยักษ์และช่วยเหลือเพื่อนบ้านอย่างเมืองเชียงอินได้สำเร็จ ส่วนเจ้าจอมนั้นยอมรับผิดที่วางยาพิษกับพระมเหสีเอก และความจริงเปิดเผยออกมาว่าเจ้าชายแกล้งบ้า
ตั้งแต่เวลาราว 3 นับไป 6 ชั่วโมง นายหนังณรงค์พากย์เสียงให้ตัวหนังอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใดด้วยตัวคนเดียว โดยมีคนในคณะทำหน้าที่ทั้งส่งเสบียง คอยนวด คนที่มีหน้าที่เล่นดนตรีก็เล่นกันไป
คนสังเกตการณ์อย่างเราได้แต่ "ทึ่ง" ยิ่งฉากที่หนังออก 7 ตัวพร้อมกัน อาจารย์สามารถพากย์เสียงต่างๆ ถูกต้องทั้งสำเนียงและตรงกับตัวละครโดยไม่สับสน ซึ่งนับว่าเป็นขั้นที่นายหนังหลายคนตกม้าตายบ่อยๆ
นี่กระมัง ที่เขาว่านายหนังไม่ใช่ใครนึกจะเป็นก็สามารถเป็นได้...
4
บ่ายก่อนการแสดง ที่บ้านในอำเภอกันตัง เรามีโอกาสนั่งสนทนากับนายหนังณรงค์ "ไหว้ครูคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กษัตริย์ทุกรัชกาล ไหว้ครูหนัง ซึ่งสำหรับผมไหว้แบบรวม ไหว้พ่อแม่ ครู ทำความเคารพคนในพื้นที่ แล้วก็เจ้าภาพที่พามาแสดง" อาจารย์ณรงค์เล่าถึงขั้นตอนสำคัญก่อนจะเล่นหนังตะลุง
ก่อนจะพูดถึงคณะของเขาว่า "มีอยู่ 13 คน ต้องอธิบายว่าหนังตะลุงมีทั้งผู้แสดงและลูกคู่ผู้สนับสนุน" นี่คือสาเหตุที่ต้องมีคนในคณะมาก แม้นายหนังจะเล่นและพากย์เองได้ทุกตัวละคร อย่างไรก็ดี คนรับบทหนักที่สุดก็เป็นนายหนังเพราะต้องใช้สมองและแรงกายติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง 6 ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ควรต้องพักผ่อน และเวลากลางวันก็ต้องเดินทางไปแสดงตามจังหวัดที่เขาเชิญมา ซึ่งมีตั้งแต่เชียงรายยันนราธิวาส
"ผมชินแล้ว เป็นแบบนี้มานาน" อาจารย์ณรงค์กล่าวอย่างอารมณ์ดี ถึงชีวิตที่ไม่ค่อยหลับนอนและต้องเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรในบางทีในเวลาไม่ทันข้ามวัน
อาจารย์ณรงค์มีสายเลือดนายหนังตะลุงอยู่ในตัว เพราะคุณตาเคยเป็นนายหนัง แต่ถึงแม้จะมีสายเลือด เขาก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากคุณตา แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น"ช่วงเรียนอยู่วิทยาลัยบางแสน ตอนนั้นมีการจัดแสดงการละเล่นพื้นบ้านแต่ละภาค ผมเป็นฝ่ายบันเทิงของวิทยาลัย ปีนั้นยืมอุปกรณ์หนังตะลุงจากคุณวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเรียนที่ธรรมศาสตร์มา การเล่นหนังก็เริ่มตรงนั้น" ตอนนั้นนายณรงค์ นักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งก็ไม่ได้เป็นอะไรเกี่ยวกับหนังตะลุงเลยสักนิด
"อาศัยรู้ว่ามีขอบข่ายที่ร้องกลอน มีตัวตลก มีการเจรจา ตอนนั้นเราเขียนเรื่องขึ้นเอง เป็นการแซวกันภายใน หลังจากนั้นพรรคพวกต่างสถาบันก็คิดว่าผมเป็นนายหนังแล้วก็มีการเชิญไปเล่น" อาจารย์เล่าเทคนิค ซึ่งยังบอกเราอีกว่าที่ด้นไปได้ก็อาศัยปฏิภาณกลอนอันเลิศ ก่อนจะมาเป็นจริงๆ เมื่อเป็นครูที่โรงเรียนวิเชียรมาตุในจังหวัดตรังบ้านเกิดแล้ว
เส้นทางของหนังณรงค์เริ่มต้นขึ้นเพื่อการรณรงค์ทำหมัน...โดยการสนับสนุนของราชการ เขาได้รับโอกาสเพราะนายหนังรุ่นเก่าเข้าไม่ถึงเรื่องนี้ อาจารย์เล่าด้วยสีหน้าขำๆ ว่า "ศิลปินเก่าส่วนมากเป็นนายหนังที่รู้เรื่องหนังแต่ทางวิชาการจะสู้คนศึกษาไม่ได้ เขาเลยหาหนังที่มีความรู้บ้าง ทางผู้อำนวยการท่านอาจารย์ อมร สาครินทร์ แนะนำผมกับทางสาธารณสุขจังหวัดเลยถูกขอตัวไป ได้ค่าแสดงคืนละ 2,000 บาท"
กลายเป็นรายได้ประเดิมสำหรับก่อร่างสร้างคณะหนังตะลุงของอาจารย์ณรงค์ พร้อมกับหนังตะลุงเรื่องแรกที่เขียนในฐานะนายหนังคือ "เสียงสะอื้นจากบ้านเชียง" และฉายา "ตะลุงบัณฑิต" ก็ได้มาในช่วงตระเวนแสดง เพราะ พ.ศ.2520 คนส่วนมากยังไม่ได้ศึกษาถึงระดับปริญญาตรีมากนัก อาจารย์ณรงค์จึงเป็นหนึ่งในนายหนังซึ่งพิเศษตรงที่จบปริญญาตรีนั่นเอง
5
วันนี้หนังตะลุงมีการปรับตัวตามยุคสมัย ตัวอย่างเห็นได้ก็คือบางคณะเครื่องดนตรีสมัยใหม่ถูกนำมาเล่นกับเครื่องดนตรีดั้งเดิม ซึ่งเป็นข้อถกเถียงมานานระหว่างฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์และฝ่ายที่คิดว่าต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัย "เดี๋ยวนี้ไม่ว่าศิลปินพื้นบ้านภาคไหนก็มีเครื่องดนตรีสากลมาเสริม เคยมีสัมมนาแล้วฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์เขาว่าหนังตะลุงใช้แค่เครื่อง 5 ก็พอ แต่ถ้าบอกว่ารุ่นใหม่ทำลายวัฒนธรรม วันนี้ผมอยากให้ข้อคิดว่า ถ้าศิลปินรุ่นนั้นเขามีเครื่องดนตรีสากลอยู่แล้วเขาจะใช้หรือไม่ ในสมัยนั้นเขาหาได้แค่นั้น?" นายหนังณรงค์กล่าว
เขามองว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้หนังตะลุงเสียรูปแบบไปแต่อย่างใด "เราปรับปรุงเพิ่มก็มีแค่เพลงใหม่เข้ามาผสมผสาน สำคัญคือเพลงแม่บทยังคงอยู่ การเชิดพระฤาษีก็ตามเดิม เพียงแต่เอากีตาร์กับคีย์บอร์ดมาก่อให้เกิดความไพเราะ"
การประยุกต์เครื่องดนตรียังมีผลพลอยได้ตรงที่สามารถสื่อสารกับเด็กสมัยใหม่ได้ "เราใช้สิ่งนี้ช่วยแทรกสิ่งที่ต้องการเสนอ ผมขอแค่รูปแบบยังอยู่ในวัฒนธรรม การไปแสดงเนื้อหาโดยสรุปคือธรรมะกับอธรรม เราเล่านิทานประกอบภาพ ถ้าแค่บอกมันก็ไม่เห็น นี่มีทั้งตัวหนัง มีลีลาของการเชิด มีดนตรีประโคมขึ้นมาให้เพลิน"
ซึ่งอาจจะจริง เมื่อมองถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ในสถานที่แสดงส่วนมากจะแวดล้อมไปด้วยเสียงรบกวน สื่อต่างๆ อย่างโทรทัศน์และวิทยุก็มีมาก หากไม่นำอุปกรณ์สมัยใหม่และดนตรีมาประยุกต์ช่วยคงลำบาก
"ไปเชิดทุกครั้งต้องยึดธรรมะเป็นที่ตั้ง ให้เห็นว่าคนปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ดี ให้สังคมอยู่ด้วยธรรมะ กฎกติกา อยู่ด้วยกฎหมาย อยู่อย่างพี่อย่างน้อง ตัวร้ายก็จะโดนลงโทษ และเกิดภัยพิบัติต่างๆ"
"นายหนังต้องอย่าเป็นเครื่องมือของผู้อื่น พวกเราเป็นสื่อ เป็นศิลปิน กล่าวอะไรไปต้องรับผิดชอบ สถานการณ์บางอย่างพูดแล้วไม่ดีขึ้นก็ไม่ควรพูด อย่าเอาความรู้สึกตัวเองไปตัดสิน ถ้าจะทำใช้วิธียกย่องมากกว่าเป็นการแซววาที เช่นกำนันเป็นคนขี้เหนียวก็บอกว่า ไปยืมของกำนันสิ ท่านใจดี อะไรแบบนี้"
หันมามองสถานการณ์ปัจจุบัน หนังตะลุงยังไม่ขาดแคลนผู้ที่จะสืบทอด แต่การที่จะเรียนจนเชี่ยวชาญและออกไปเป็นนายหนังได้นั้น เป็นเรื่องยาก คนในคณะหนังอาจารย์ณรงค์ท่านหนึ่งกล่าวกับเราว่า "สมัยนี้หนังตะลุงถ้าไม่เก่งจริงอยู่ไม่ได้ ที่ดังและมีชื่อแล้วเท่านั้นจึงจะมีงานเข้ามามาก"
เพราะการเล่นหนังตะลุงพอศอนี้ต้องเข้าใจสภาพสังคม ปรับตัวตามได้โดยไม่เสียเอกลักษณ์ และต้องเข้าไปให้ถึงจิตใจคนดูด้วยจึงจะได้รับการยอมรับ
และนี่คือบทเรียนจากชีวิตนายหนังตะลุงคนหนึ่งที่จังหวัดตรัง...ที่ยังคงชีพจรรองเท้าไปทั่วประเทศ
*****************
หนังตะลุงหรือการแสดงพื้นบ้านลักษณะเดียวกันยังพบในประเทศอุษาคเนย์ต่างๆ ด้วย โดยมีชื่อเรียกต่างกันคือ
เขมร - หนังสเบก (Nang Sbeak) , หนังอยอง (Nang Ayong)
มาเลเซีย - วายัง กุลิต (Wayang Kulit)
อินโดนีเซีย(ชวา) - วายังยาวอ (Wayang Jawa)
ไทยภาคกลาง - หนังใหญ่


