xs
xsm
sm
md
lg

"ทัวร์ ออฟ สยาม 2005" ศึกสองล้อระดับโลกในเมืองไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปี 2004 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ประเทศไทยได้จัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติหลายต่อหลายรายการนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2547 คาบเกี่ยวมาถึงต้นปี 2548 เริ่มตั้งแต่เทนนิสไทยแลนด์ โอเพ่น, ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกอายุไม่เกิน 19 ปี หรือแม้กระทั่งการแข่งขันเทนนิสนัดพิเศษระหว่าง มาเรีย ซาราโปว่า และ วีนัส วิลเลี่ยมส์ กระแสกีฬาดังกล่าวสร้างความตื่นตัวให้แก่แฟนกีฬาในเมืองไทยเป็นอย่างมาก ยิ่งช่วงกลางปี 2547 เมื่อนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถสร้างผลงาน 8 เหรียญเกียรติยศในโอลิมปิก เอเธนส์ นับเป็นโอลิมปิกครั้งประวัติศาสตร์ที่ทัพนักกีฬาไทยโกยเหรียญมาได้มาที่สุด

เมื่อการกีฬาเริ่มได้รับความสนใจ ทำให้ปีพุทธศักราช 2548 รัฐบาลได้เตรียมนโยบายที่จะผลักดันและสนับสนุนวงการกีฬาอย่างเต็มที่ในทุกๆ ประเภทเพื่อเป็นการกรุยทางสู่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเม้นต์กีฬาสำคัญๆ อย่างเช่น โอลิมปิก หรือ ฟุตบอลโลกในอนาคตข้างหน้า

แนวนโยบาย เช่นนี้ทำให้ภาครัฐและเอกชน เริ่มให้ความสนใจที่จะจัดการแข่งขันกีฬากันมากขึ้น และงานช้างอีกหนึ่งงาน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทยอย่าง การแข่งขันจักรยานทางไกล “ทัวร์ออฟสยาม” ก็เป็นอีกหนึ่งรายการใหญ่ ที่ผู้จัดหวังว่าจะเป็นการแข่งขันจักรยานรายการ “ตูร์ เดอ ฟรองซ์” ฉบับย่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ทัวร์ ออฟ สยาม 2005” แข่งสองล้อระดับโลก
รายการ "ทัวร์ ออฟ สยาม 2005" ถือเป็นรายการแข่งขันจักรยานทางไกลรายการแรกและรายการเดียวของไทยที่ถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินของสหพันธ์จักรยานนานาชาติหรือ ยูซีไอ (Union Cycliste Internationale) โดยการแข่งขันจะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-21 มกราคม นี้

ที่มาของการแข่งขันจักรยานทางไกล "ทัวร์ ออฟ สยาม" เกิดจากแนวคิดของคนกลุ่มเล็กๆ ที่รักและสนใจในการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ จนเห็นว่าช่วยให้สุขภาพดีและแข็งแรงขึ้น เมื่อเห็นประโยชน์เช่นนี้จึงชักชวนกันรวมตัวเป็นชมรมเป็นสโมสรจนขยายไปทั่วประเทศ ในเวลาต่อมาชมรมนี้จึงริเริ่มแนวคิดที่ว่าอยากจะส่งเสริมการแข่งกีฬาควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆในประเทศไทยและสนับสนุนกีฬาชนิดนี้ให้แพร่หลายมากขึ้น หากแต่ยังต้องการแรงผลักดันให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศต่อไป

โดยการแข่งขันจักรยานทางไกลนี้รวมระยะทางถึง 859.8 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญหลายจังหวัดของไทยโดยออกสตาร์ทกันที่หัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่ ไปถึง แพร่, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, นครราชสีมา และไปเข้าเส้นชัยกันที่ นครนายก ที่สำคัญเป็นการชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงรางวัลอื่นๆ มูลค่ารวมสูงถึง 1 ล้านบาทเป็นเดิมพัน

การแข่งขันรายการนี้นอกจากจะช่วยยกระดับความสามารถของนักปั่นไทยและเพิ่มพูนประสบการณ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย เพราะแน่นอนว่าตลอดเส้นทางการแข่งขันที่ได้เอ่ยมานี้ เหล่านักปั่นจะได้สัมผัสกับธรรมชาติและชมทัศนียภาพที่สวยงามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังจะได้รับรู้ถึงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่แต่ละจังหวัดจะนำออกมาอวดโฉมกันด้วย

สมาคมจักรยานหวังยกระดับสู่สากล
ผู้รับผิดชอบและเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นสมาคมจักยานแห่งประเทศไทย โดยมีนายกสมาคม พล.อ.อ ชนินทร์ จันทรุเบกษา เป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดความการแข่งขันในครั้งนี้ขึ้น ได้กล่าวถึงความหวังของสมาคมที่ได้โอกาสในจัดการแข่งขันในครั้งนี้ว่า

“การแข่งขันครั้งนี้เป็นการส่งเสริมพัฒนาความสามารถนักกีฬาจักรยานของไทยให้มีศักยภาพมากขึ้นและเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อห่างไกลจากยาเสพติด และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศ เนื่องจากในระหว่างเส้นทางนักกีฬาและผู้ชมจะได้ชมทัศนียภาพแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญของประเทศไทยผ่านสื่อต่างๆทั่วโลก"

นายกสมาคมจักรยานฯ เปิดเผยต่อว่า “นอกจากผลโดยตรงที่ได้จากการแข่งขันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้เห็นก็คือมาตรฐานในการจัดกีฬาในระดับสากลของประเทศไทย อันจะเป็นการนำไปสู่เป้าหมายในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการโฆษณาประเทศไทยออกสู่สายตาชาวโลกซึ่งจะต้องสร้างความประทับใจและดึงดูดให้ผู้คนมาท่องเที่ยวซึ่งจะนำรายได้เข้าสู่ประเทศอีกทางหนึ่งด้วย”

ความคาดหวังของ สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยน่าจะประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย เพราะการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากนักกีฬาทั่วโลกในระดับทีมชาติและนักจักรยานอาชีพถึง 22 ทีมจาก 17 ประเทศได้แก่ ออสเตรเลีย, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, มองโกเลีย, ศรีลังกา, จีน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ไต้หวัน, บาห์เรน, เดนมาร์ก, ฮ่องกง, คาซัคสถาน, มาเลเซีย และ ไทย

โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้สิทธิ์ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันถึง 5 ทีมด้วยกันประกอบด้วย สโมสรทหารบก, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองทัพอากาศ, ราชนาวี และสยามพารา ทั้งหมดนี้ถือเป็นนักปั่นไทยที่มีฝีมือในระดับพระกาฬ เพราะมีดีกรีแชมป์พ่วงท้ายด้วยกันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น ทีมสยามพารา ซึ่งได้ จตุภูมิ เลขวัตร์ เจ้าของแชมป์คิงส์คัพ และแชมป์ ปะลิส โอเพ่น เป็นความหวังรวมถึง ประจักษ์ มหาวงศ์ นักปั่นทีมชาติไทย กองทัพอากาศได้ มนตรี ชมภูวิเศษ นำทัพ, ราชนาวี ได้ ยุทธพร หินเธาว์ นักปั่นทีมชาติเป็นกำลังสำคัญ และ ตำรวจ ได้ ภาณุพงษ์ มณีพงษ์ และ ธวัชชัย มะเส ซึ่งมีดีกรีทีมชาติร่วมขบวนด้วย

ทีมน่องเหล็กไทยขอลุ้นติด 1 ใน 10
ทันทีที่ศึกครั้งนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง นักกีฬาไทยทั้งหมดเริ่มเก็บตัวซ้อมกันอย่างเต็มที่ทั้งที่ กาญจนบุรี และ เชียงใหม่ รวมถึงได้ศึกษาเส้นทางจริงรวมถึงจุดอ่อนจุดแข็งและอุปสรรค และการแข่งขันในครั้งนี้ทีมไทยค่อนข้างจะได้เปรียบในเรื่องของภูมิประเทศและสภาพอากาศ แต่ในเรื่องประสบการณ์ที่ยังเป็นรอง ทำให้หนึ่งในนักปั่นไทยอย่าง “จตุภูมิ เลขวัตร์” และ “ประจักษ์ มหาวงศ์” กำลังสำคัญของทีม “สยามพารา” ขอลุ้นให้ติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10

“จตุภูมิ” ได้เผยความรู้สึกก่อนลงทำการแข่งขันกับผู้สื่อข่าวว่า "เมื่อรู้ว่าต้องลงทำการแข่งขันรายการนี้พวกเราก็ซุ่มเก็บตัวซ้อมกันมานานโดยเฉพาะที่เชียงใหม่ หากจะถามถึงเรื่องความพร้อมคงตอบได้ว่าพร้อมเต็มที่ แต่การแข่งขันในครั้งนี้เป็นทัวร์นาเม้นต์ ที่ใหญ่มาก จะพยายามทำให้ดีที่สุดและน่าจะมีลุ้น 1ใน 10 เพราะนักปั่นจากฝั่งยุโรปซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า มีฝีมือที่น่ากลัวมาก”

นอกจาก “จตุภูมิ” แล้ว “ประจักษ์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกำลังหลักที่ลงทำการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยเปิดเผยว่า "สำหรับผมเองแล้วมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก เพราะเพิ่งมาทราบข่าวในช่วงต้นปี แต่ถึงอย่างไรก็จะทำให้ดีที่สุดคงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะมีความแข็งแกร่งมาก แต่รับรองว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆอย่างแน่นอน"

ทางด้าน “ร.ตอ.จิระศักดิ์ นนทะแก้ว” ผู้จัดการทีมตำรวจ หนึ่งใน 5 ทีมของไทยที่ลงทำการแข่งขัน กล่าวถึงลูกทีมของตนเองว่า “การเตรียมตัวคือได้ส่งนักกีฬาไปเก็บตัวที่จังหวัดเชียงใหม่ ความหวังของทีมก็มี “ธวัชชัย มะเส” ที่เพิ่งกลับมาจากชิงแชมป์เอเชีย"

ในขณะที่ “นาวาตรี สามารถ ศรีมาวงศ์” ผู้จัดการทีมราชนาวียอมรับว่าการแข่งขันครั้งนี้ต้องการให้นักจักรยานของทีมได้ประสบการณ์ในทัวร์นาเม้นต์ระดับสากล โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ได้ไปเก็บตัวกันที่จังหวัดเชียงใหม่ นักกีฬาที่เด่นๆ ก็เห็นจะมี “ยุทธพรหินเธาว์” ซึ่งดูจะมีประสบการณ์มากที่สุด เนื่องจากเคยเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียแต่ถึงจะไม่ได้แชมป์แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่สำคัญของนักกีฬา”

นอกจากคู่แข่งทางฝั่งยุโรปในแถบทวีปเอเชียก็น่ากลัวไม่ใช่น้อย อย่างนักปั่นสองพี่น้อง โคจิ และ ชินอิจิ ฟูกูชิม่า จากทีม Bridgestone-Anchor ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งคู่เก็บตัวอยู่ที่ฝรั่งเศส และมาเก็บตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบเดือนแล้ว เนื่องจากช่วงนี้ในยุโรปสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยมีหิมะตกหนัก โดยหลังจากจบทัวร์นาเม้นต์นี้พวกเขาก็จะไปชิงชัยกันต่อในศึก ทัวร์ลังกาวี ที่ประเทศมาเลเซียต่อไป

“อีเอสพีเอ็น” เตรียมถ่ายทอดสด
เห็นได้ชัดเจนว่าการแข่งขันจักรยานระดับนานาชาติในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องใหม่อยู่มาก ทำให้บรรดาผู้จัดการทีมหรือว่านักกีฬาของไทย ไม่กล้าที่จะตั้งความหวังจากผลการแข่งขันมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัวร์นาเม้นต์ที่ต้องลงสนามพบกับนักแข่งต่างชาติจากฝากยุโรป ซึ่งเป็นนักปั่นที่มีประสบการณ์สูง มีอุปกรณ์พร้อมและมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในครั้งนี้ คือเส้นทางที่สดใสสำหรับวงการจักรยานไทย เมื่อรายการนี้สามารถ เข้าไปอยู่ในระบบของ ยูซีไอ หรือ สหพันธ์จักรยานนานาชาติ ได้เส้นทางต่อไปคือการดำเนินการตามข้อปฏิบัติของ ยูซีไอ อย่างเคร่งครัดเพื่อให้นักแข่งจากทั่วโลกจะได้เห็น ว่าสนาม “ทัวร์ออฟสยามนั้น” เป็นสนามแข่งขันในระดับสากล และผลทางตรงก็จะทำให้นักแข่งไทยซึ่งได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน อันจะทำให้คะแนนสะสมเพื่อยกระดับตนเองให้ก้าวไปสู่ขั้นที่สูงกว่าในระดับอาชีพต่อไป

นอกเหนือจากที่เป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับการบรรจุอยู่ใน ปฏิทินการแข่งขันของ “ยูซีไอ” หรือสหพันธ์จักรยานนานาชาติแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ สถานีกีฬาที่มีเครือข่ายทั่วโลกอย่าง “อีเอสพีเอ็น” ยังเดินทางมาบันทึกการแข่งขันตลอดเส้นทางเพื่อนำไปเผยแพร่ให้แฟนกีฬาทั่วโลกได้ชมกันทำให้ "ทัวร์ ออฟ สยาม 2005" เป็นก้าวแรกของการแข่งขันจักรยานทางไกลของไทยที่มีชื่อเทียบชั้นกับการแข่งขันในระดับยุโรปต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ทัวร์ ออฟ ฟลานเดอร์ส, ลีแอช-บาสโตจเน่-ลีแอช, เฟลเช่ วอลโลนเน่, อัมสเทล โกลด์ คัพ, ทัวร์ ออฟ อิตาลี และ ทัวร์ ออฟ สเปน

แต่หากจะมองถึงการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่เริ่มชิงชัยกันมาร้อยกว่าปี รายการของไทยอาจจะยังไม่สามารถที่จะไปเทียบชั้นได้ แต่การแข่งขันครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น และสัญญาณที่ดีเมื่อทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศ ในอนาคตข้างหน้ารายการ "ทัวร์ ออฟ สยาม" อาจจะเป็นหนึ่งในการแข่งขันจักรยานทางไกลซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากขึ้น หากให้ความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป