ท้องฟ้าคืนวันเพ็ญกระจ่างไปด้วยแสงจันทร์สุกสว่าง เบื้องล่าง ณ ที่ใดสักแห่ง...อาจจะเป็นบริเวณวัดชื่อดังใหญ่โต หรือวัดเล็กๆ ห่างไกล แสงไฟนีออนหลากสีสันสดใสไม่แพ้แสงจันทร์ เสียงจากลำโพงแว่วเชิญพุทธศาสนิกชนทำบุญซ่อมหลังคาโบสถ์ให้หลวงพ่อพระประธาน พ่อค้าสายไหมมือเป็นระวิงขณะที่เด็กๆ ยืนออตาจับจ้องเกล็ดน้ำตาลที่ถูกปั่นเป็นฟองฟูพันรอบปลายไม้อย่างชำนาญ
ลูกโป่ง ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ สาวน้อยตกน้ำ...บรรยากาศงานวัดเก่าๆ เหล่านี้นับวันยิ่งจะหาดูยากขึ้นทุกที ยกเว้นในต่างจังหวัดที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนในเมืองก็อาจกลับมาคึกคักในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะช่วงงานลอยกระทง ซึ่งหากมีโอกาสได้เที่ยวงานวัดครั้งใด ก็หวนให้นึกถึงบรรยากาศในอดีตอยู่เสมอ
งานวัดภูเขาทอง
ถ้าจะเอ่ยถึงงานวัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จะต้องมีงานวัดภูเขาทองหรือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน
พิธีสมโภชนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระบรมบรรพตภูเขาทองแห่งนี้ ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงใกล้เคียงกันกับเทศกาลงานลอยกระทง และสีสันอย่างหนึ่งของเทศกาลก็คือ มหรสพหลากหลายที่จัดแสดงให้ความบันเทิงภายในวัด
พระเทพสิริภิมณฑ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กล่าวถึงการจัดงานประจำปีของวัดว่า จัดต่อเนื่องกันมานานนับร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางวัดเองก็พยายามรักษารูปแบบการจัดงานให้คล้ายคลึงกับงานวัดในสมัยก่อนมากที่สุด
"เนื่องจากว่าอยากจะทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่าลักษณะงานวัดในยุคนั้นเป็นอย่างไร ก็ยังอนุรักษ์ไว้อยู่ อย่างการละเล่นต่างๆ ก็ยังเป็นการละเล่นในยุคเก่า แต่บางเรื่องบางอย่างก็หมดไปตามยุคตามสมัย อย่างชิงช้าสวรรค์ สาวน้อยตกน้ำก็ยังมีแบบเดิมอยู่ การแสดงแบบคนสองหัว ผีกระสืออะไรพวกนี้ก็ยังมีอยู่"
เมื่อถามถึงการจัดการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ อธิบายว่าทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการออกร้านค้าและโรงมหรสพต่างๆ ภายในงานวัด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะต้องไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขเป็นอันขาด ขณะที่เรื่องรายได้ค่าเช่าที่นั้นไม่ใช่สิ่งที่วัดมุ่งหมาย
"อันนี้ทางวัดไม่ได้ถือว่าเป็นสาระสำคัญ เพราะถือว่าทางวัดมีจุดมุ่งหมายที่จะสงเคราะห์มากกว่าที่จะเป็นรายได้ หมายถึงว่าผู้ที่จะมาออกร้านเราให้โอกาสผู้ที่ทำการอยู่เดิม อย่างบางเจ้าทำมาตั้ง 30-40 ปีก็มี คือไม่มีการถ่ายโอน ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อทางวัดก็อาจให้ทำการจับสลากพื้นที่ว่างไปทำสำหรับผู้ที่มาใหม่ การประมูลราคาร้านค้าจะไม่มี เรื่องรายได้ถือว่าน้อยมาก วัดไม่ได้มุ่งจุดนี้ แต่มุ่งไปเรื่องที่จะสงเคราะห์คนที่จะมาร่วมดำเนินการกับวัดมากกว่า รายได้ของวัดส่วนที่จะพอได้บ้างก็มาจากคนที่มากราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุจริงๆ"
อย่างไรก็ตามพื้นที่การจับสลากนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเจ้าประจำที่มาร่วมออกร้านในงานวัดภูเขาทองแทบทุกปี ส่วนไฮไลต์ที่น่าสนใจในงานวัดปีนี้ คือจะมีการโชว์การทำบาตรพระของช่างชาวชุมชนบ้านบาตรเป็นครั้งแรกให้ผู้ที่สนใจชมภายในงานด้วย
ชะตา (กรรม) ของสาวน้อยตกน้ำ
หญิงสาวสี่ห้าคนในชุดเสื้อแขนกุดกางเกงขาสั้น แต่งหน้าทำผมสวยงามชวนให้นึกว่าเธอกำลังรอใครอยู่ แต่ความจริงแล้วเธอกำลังรอโชคชะตาว่าลูกค้าที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั้น จะดวงดีหรือปาแม่นขนาดไหน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยโชคหรือฝีมือก็ตาม หากลูกบอลปามากระทบเป้าแป้นข้างตัวเมื่อใด เธอก็มีอันต้องตกลงไปเปียกปอนในถังน้ำเย็นเฉียบทันที
"ความอดทน" จึงเป็นคุณสมบัติข้อแรกและข้อเดียวที่สุกัญญา ชมถนอม เจ้าของกิจการกำหนดไว้สำหรับผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นสาวน้อยตกน้ำเจ้านี้ ใครเลยจะรู้ว่าคืนหนึ่งๆ พวกเธอจะต้องตกลงไปในถังน้ำแล้วปีนป่ายขึ้นมาทนนั่งหนาวสั่นให้คนอื่นปาอีกกี่หน เป็นเวลานานนับตั้งแต่หกโมงเย็นกระทั่งเลยเที่ยงคืนจนถึงตีหนึ่งตีสอง แต่เมื่อสังเกตดูคนอื่นๆ เล่นสักพัก ก็ได้รู้ว่าพวกเธอคงไม่โชคร้ายเท่าไรนัก เพราะเกมนี้ไม่ "หมู" เลยที่จะปาโดนเป้า แม้บางครั้งจะปาโดนแต่หากน้ำหนักไม่แรงพอ แป้นก็ไม่ขยับดีดพวกเธอตกลงไปในน้ำ
กิจการในครอบครัวที่ตกทอดมากว่า 20 ปีนี้ นอกจากจะออกร้านในงานภูเขาทองและงานวัดที่ต่างๆ แล้ว สาวน้อยตกน้ำยังปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ไปจัดแสดงนอกสถานที่ที่ไม่ใช่แค่วัดดังเดิมเท่านั้น
"ก็จะมีไปตามโรงแรม บริษัทที่เขาจัดงาน ให้พนักงานเล่น ถ้าสงกรานต์ก็จะไปแถวพัทยา บริษัทที่จัดงานพวกนี้เขาจะมาเที่ยวแล้วเขาจะขอเบอร์โทรศัพท์เรา ถ้าเขาต้องการเราไปเล่นเขาก็จะติดต่อมา ส่วนในงานวัดคนก็ยังสนใจอยู่ เพราะมันมีมานานแล้ว บางคนก็ไม่เคยเห็น รายได้ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่คนเที่ยว แต่มันก็ไม่ถึงกับขาดทุนหรอก มันก็เสมอตัว" เจ้าของกิจการสาวน้อยตกน้ำกล่าว
เครื่องเล่นตกรุ่น ความทรงจำที่ชำรุดของคนรุ่นเก่า?
การหายไปของรถไต่ถังในงานวัดภูเขาทอง คงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอดนึกถึงความตื่นเต้นในวัยเด็กเมื่อได้ชมการแสดงไม่ได้ เครื่องเล่นเก่าๆ ที่ยังพอมีเหลืออยู่ก็คือม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ ซุ้มปืนอัดลม ที่เมื่อเทียบความตื่นเต้นเร้าใจกับเครื่องเล่นใหม่ๆ ในสวนสนุกขนาดใหญ่แล้ว เครื่องเล่นเหล่านี้คงดูเชยและโบราณในสายตาเด็กรุ่นใหม่ไม่น้อย
ชิงช้าสวรรค์และม้าหมุนที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าแสนจะคลาสสิก กลับกลายเชื่องช้าน่าเบื่อสำหรับเด็กที่ชินกับรถไฟเหาะตีลังกา ตุ๊กตาคิงคองยักษ์ที่ส่งเสียงร้องทุกครั้งเมื่อถูกปืนอัดลมยิงใส่ ไฉนเลยจะสู้เครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่นที่สู้กันจนเลือดท่วมจอได้ ช่องว่างระหว่างยุคสมัยดูจะปรากฏขัดแย้งให้เห็นในบรรยากาศเก่าของงานวัดๆ บ่อยครั้ง
กิติยา จันทร์ละออ เจ้าของซุ้มยิงปืนอัดลมที่สืบทอดกิจการมานาน 30 ปีจากรุ่นพ่อ เปรียบเทียบบรรยากาศระหว่างงานวัดสมัยก่อนกับปัจจุบันว่า ในอดีตงานวัดจะคึกคักกว่านี้มาก
"เมื่อก่อนงานวัดจะเวิร์ก เดี๋ยวนี้เขามองแบบธรรมดา คือเขาเที่ยวห้างกันมามาก อย่างนี้เขาไม่สนใจ แต่เราก็อนุรักษ์แบบของงานวัดไว้ งานวัดเมื่อก่อนจะสนุกมาก มีละครลิง มีทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานวัด ทุกวันนี้บางคนส่วนมากก็จะเลิกไป เขาเสียชีวิต ลูกหลานก็ไม่ทำแล้ว ส่วนของเราก็พออยู่ได้ อย่างงานภูเขาทองเราต้องมาลงทุกปี เพราะรายได้ดีกว่าที่อื่น"
ขณะที่เจ้าของกิจการชิงช้าสวรรค์และเครื่องเล่นอื่นๆ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง "พรสวรรค์พานิชย์" นุช อะโรคา บอกว่ากิจการขนาดใหญ่ทำให้คณะของเธอต้องเดินสายตลอดปี ด้วยรถบรรทุกทั้งหมด 4 คัน แยกย้ายกันไปตามพื้นที่จัดงานต่างๆ ทั่วประเทศ บรรทุกเครื่องเล่นทั้งรถบัมบ์ ม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ เดินสายตามโปรแกรมงานเทศกาลที่มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อ
"วิทยากลคนประหลาด" กับการปรับตัวเพื่ออยู่รอด
"เร่เข้ามาชมเด็กประหลาด 2 หัว 3 มือ 3 เท้า เด็ก 2 หัว ลำตัวเดียวกัน พาลูกจูงหลานมาชมเป็นอุทาหรณ์สอนใจ คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กรรมใดใครก่อคนนั้นต้องรับกรรม..." เสียงโฆษกประกาศเชิญชวนให้ผู้ที่กำลังเดินเที่ยวชมงานวัดภูเขาทอง ซื้อบัตรเข้าไปชมการแสดงมนุษย์ประหลาดต่างๆ ที่สอดแทรกเรื่องกรรมเวรตามหลักพุทธศาสนาไว้ในการแสดง อาทิ คนที่ตกปลาหน้าวัดชาติต่อมาจะเกิดมาบาป เท้าติดกันเป็นหางปลาหรือเงือกนั่นเอง และแน่นอนไฮไลต์ของโชว์ต้องอยู่ที่กระสือสาวที่คนดูกะเอาฮามากกว่ากลัว
กาญจนา พันธุ์ฮ่วม เจ้าของคณะวิทยากลคนประหลาดเล่าว่า เธอติดตามพ่อมาจัดแสดงในงานวัดภูเขาทองตั้งแต่เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 5 ขวบ โดยจะช่วยตั้งแต่ขายบัตร กระทั่งไปแสดงเป็นกระสือ
"เข้าตู้แสดงเป็นตัวกระสือสาวบ้าง มีแต่หัว หรือแสดงเป็นนางกล้วยตานี ออกปลีเป็นหัวคนบ้าง เล่นเด็กกับงูบ้าง เป็นงูเก็งก็องบ้าง..." กาญจนาสาธยายบทบาทที่เธอได้รับในการแสดงตั้งแต่เด็กจนโต โดยงูที่ใช้ในการแสดงนั้นเป็นงูจริงที่เลี้ยงจนเชื่องแล้ว จึงไม่เป็นอันตราย ส่วนกระสือที่เด็กๆ กลัว แต่ผู้ใหญ่ชอบ (กาญจนาบอกว่าคนดูบางรายจีบกระสือก็มี) นั้นก็มีพัฒนาการจากการแสดงในอดีต ที่เคยใช้ "ไส้" จริงๆ มาแสดง
"อย่างสมัยก่อนเขาก็จะใช้ไส้หมู พวกไส้จริงๆ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็จะใช้ของปลอม เพราะถ้าใช้ไส้หมูจริงๆแล้วมันจะเหม็น มันหลายๆ วัน คนเล่นก็จะเวียนหัว มันก็ไม่ไหว ก็สงสารคนเล่น เป็นลมคาการแสดงก็มี"
ส่วนเรื่องรายได้นั้นกาญจนากล่าวว่าแล้วแต่ความนิยมในแต่ละพื้นที่ บางที่คนอาจจะดูเยอะ แต่บางแห่งคนก็ไม่ค่อยสนใจ ในอนาคตกาญจนาจึงคิดจะเพิ่มการแสดงใหม่ๆ เข้าไปเสริมชุดเก่าที่คนดูอาจจะเบื่อ อาทิ คนรู มนุษย์เผ่าป่า ผีตองเหลือง ฯลฯ ที่แม้บางอันจะไม่ใหม่เอี่ยม แต่ก็ห่างจากโรงแสดงไปนานจนคนดูเริ่มคิดถึงบ้างแล้ว
เมื่อถามถึงเส้นทางชีวิตโรงแสดงมหรสพแห่งนี้ กาญจนาบอกว่าปีหนึ่งๆ พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ติดที่ ต้องออกเดินสายแสดงตามงานต่างๆ ตลอดทั้งปี นับตั้งแต่ปีใหม่ก็ขึ้นไปที่เชียงใหม่ ปลายปีวันที่ 5 ธันวาคมจะแยกเป็นสองคณะไปที่งานผ้าไหมหมี่ขิดอุดรธานีและงานผ้าไหมขอนแก่น ช่วงอื่นๆ ก็จะกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ที่จัดงานเทศกาล อาทิ งานแห่บั้งไฟที่กาฬสินธุ์ งานสงกรานต์ที่เชียงใหม่ จนกว่าจะถึงงานเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาที่จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นงานสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคณะจะหยุดพัก 3 เดือน จากนั้นจึงค่อยเริ่มกลับไปเดินสายออกแสดงอีก
"ในช่วง 3 เดือนที่เราหยุดไปนี่ก็จะทาสี ปรับปรุงซ่อมแซมร้าน ให้คนงานได้พักผ่อนบ้าง" กาญจนากล่าวว่าอาชีพคนทำมหรสพตามงานวัดนี้โดยมากมักจะรู้จักกันหมด เพราะไปแสดงที่เดียวกันบ่อยๆ แต่การเดินทางก็จะแยกย้ายกันไป ในบางครั้งก็อาจไม่เจอกันเพราะมีงานชนกันหลายแห่งพร้อมกัน
"งานที่เราไปเราก็จะรู้ด้วยตัวเอง ก็จะมีคนเขาไปประมูลที่บ้าง หรือว่าไปติดต่อกับทางจังหวัดเองบ้าง" ส่วนค่าเช่าที่นั้นกาญจนาบอกว่าก็ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นจะมีระยะเวลานานเท่าใด
ละครลิง...มหรสพที่กำลังจะลาโรง
"ละครลิงนี้เป็นการแสดงที่สืบเนื่องมาจากคุณปู่ คุณพ่อ แล้วก็มาถึงลุง ก็รวมร้อยกว่าปีแล้ว..." ลุงอำนวย บุญเสนอ เล่าถึงที่มาของคณะละครลิง "ดำรงค์ศิลปะวานร" ที่เปิดโรงแสดงในงานวัดภูเขาทองนานกว่า 40 ปีแล้ว แต่ทว่าในช่วง 3-4 ปีให้หลังนี้ลุงเสนอที่เป็นทั้งเจ้าของคณะ และผู้ฝึกการแสดงให้นักแสดงอย่างเจ้าจ๋อ มีปัญหาด้านสุขภาพด้วยโรคหัวใจ ต้องงดการแสดงลงชั่วคราว เมื่อขาดเสาหลักอย่างลุงเสนอไป ก็เหมือนขาดผู้กำกับละครเวที ปีนี้งานวัดภูเขาทองจึงขาดสีสันที่จะมาเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมเช่นเคย แล้วเมื่อไรละครลิงคณะนี้จะกลับมาเปิดการแสดงให้คนรุ่นใหม่ชมอีกสักครั้ง ?
"ก็ต้องดูสุขภาพร่างกายของลุง เพราะลุงก็แก่แล้ว ลูกๆ ก็ไม่ยอมสืบทอดกันด้วย ตามหลักแล้วละครลิงต้องมีเล่นประจำที่งานภูเขาทองทุกปี ถ้าสุขภาพของลุงแข็งแรงก็อยากจะต่อสู้ดูอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะนั่งอยู่ตรงนี้คนเดินผ่านไปมาถามแล้วถามอีก ทำไมลุงไม่เอาละครลิงมาเล่น เขาจำลุงได้ ยิ่งคนเก่าคนแก่ยิ่งจำได้ คนดูยังนิยมดูอยู่มาก แต่ว่าคนทำไม่มี เพราะส่วนมากแล้วลุงจะเล่นแบบไทยๆ จริงๆ เล่นจักรๆ วงศ์ๆ เป็นการแสดงแบบไทยๆ"
สมาชิกจำนวน 7-8 คนในคณะนั้นล้วนแต่เป็นคนเก่าแก่ ซึ่งรวมถึงนักดนตรีปี่พาทย์ด้วย แต่การหยุดแสดงละครลิงไม่ได้มีเพียงชีวิตนักดนตรีไทยที่ต้องกระทบเท่านั้น ยังรวมถึงนักแสดงที่เป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากอย่างลิงทั้ง 6 ตัวที่ลุงเสนอเลี้ยงมาตั้งแต่มันยังเล็กด้วย
"ลุงก็คงจะเลี้ยงไปจนกว่าจะแก่ตายจากกันไป..." ลุงอำนวย พูดพลางยิ้มพลางอย่างผู้ที่ผ่านโลกมามาก โดยไม่มีแววเศร้าโศก เฉกเช่นที่คณะละครลิงได้มอบเสียงหัวเราะและรอยยิ้มแก่ผู้ชมตลอดระยะเวลา 40 ปีที่งานวัดภูเขาทอง


