xs
xsm
sm
md
lg

เรือนเก่าทรงคุณค่า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ณ เวลานี้ ประวัติศาสตร์กำลังถูกขับขานผ่านลำนำแห่งเรือนเก่าหลายหลัง สลักลายอ่อนช้อยของไม้ฉลุราวบันไดมีความนัยแฝงไว้ซึ่งความละเอียดอ่อนของชนชาติ บานประตูแต่ละบานที่เปิดออกได้แย้มฉายไปถึงรากเหง้าความเป็นมาของชุมชนแต่ละพื้นถิ่น เสาเรือนอันแข็งแรงได้บ่งบอกถึงสายสัมพันธ์ของครอบครัวจากปู่สู่หลาน

สถาปนิกหัวก้าวหน้า คือแรงหนึ่งในพลังขับเคลื่อนให้อาคารเก่าเหล่านี้ได้รับการหวงแหนอนุรักษ์ มิใช่ตั้งอยู่เพียงแค่เป็นปราสาททรายที่รอคลื่นซัดพัง


เมื่อสถาปนิกคิดดังๆ "เก่า" กับ "ใหม่"
ทำไมจะอยู่ด้วยกันไม่ได้

วีรพันธุ์ ชินวัตร อุปนายกฝ่ายอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม บอกเล่าถึงคุณค่าที่ควรแก่การอนุรักษ์ของอาคารเก่า ที่แม้จะตอบสนองด้านเศรษฐกิจได้ไม่มากเท่า แต่ก็มีคุณค่าที่บ่งบอกถึงรากเหง้าที่มาของชนชาติ

เขาเล่าถึงปรัชญาในการอนุรักษ์อาคารเก่าว่า ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ที่ดินในเมืองเขยิบราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัว และเพื่อตอบสนองมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างสูงสุด อาคารบ้านเรือนเก่า ซึ่งเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมได้ถูกรื้อถอนสร้างเป็นตึกสูงอย่างมากมาย แม้กลุ่มสถาปนิกจะมีหน้าที่ในการออกแบบสร้างเมือง แต่อีกด้านหนึ่งเขากลับเป็นผู้ที่หันมามองด้วยสายตาแห่งความห่วงใย
ในปี 2525 สมาคมสถาปนิกสยาม ในนามของสถาปนิกจากทั่วประเทศ ได้แสดงเจตจำนงในการรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ที่อยู่ในรูปแบบอาคารเก่าเกินกว่า 50 ปี เพื่อหยุดยั้งการทำลายรื้อถอน อาคารเก่าที่สวยงามคงคุณค่า สร้างความตระหนักให้กับประชาชนรู้ซึ้งถึงคุณค่าแห่งมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ เป็นแหล่งของการเรียนรู้ บ่อบอกถึงรากเหง้าความเป็นมา และเป็นความงามแห่งเมือง ทั้งนี้ โดยการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้ครอบครอง มาจนถึงปัจจุบันมีอาคารเก่า 182 อาคารที่อยู่ในรายนามของ "อาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น" ของสมาคมฯ

วีรพันธุ์ อธิบายว่า การอนุรักษ์มีความหมายกว้างมากขึ้น คือมีการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อปัจจุบัน

"เมืองกำลังถูกสร้างไปอย่างไม่มีทิศทาง หากไม่มีความเข้าใจในคุณค่าของอาคารเก่าหรือชุมชนเก่าที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติ การพัฒนาของใหม่แต่เพียงอย่างเดียว จะเข้ามาแทนที่จนไม่เหลือของเก่าไว้ให้ดูเลย เมืองทั่วประเทศทั่วโลกจะเหมือนกันหมด ...แต่คำว่าอนุรักษ์ในยุคสมัยนี้ ก็ไม่ควรเป็นเพียงการเก็บรักษาไว้เฉยๆ ควรจะเป็นการนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดขึ้น และลงตัวที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ การนำอาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาปรับปรุง ดัดแปลงบางส่วน หรือต่อเติมปรับใหม่ให้เหมาะสม โดยยังคงรักษาคุณค่าของอาคารนั้นไว้ในระดับต่างๆ กัน จะก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างลงตัว ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของหรือชุมชนได้เป็นอย่างดี"

กลุ่มสถาปนิกหัวก้าวหน้าเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อาคารเก่า เอกลักษณ์ วิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนและชุมชน ประวัติศาสตร์ และศิลปสถาปัตยกรรม มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง วีรพันธุ์ ใช้คำว่า "ทุกอย่างที่เราเห็น มาจากกายภาพของเมือง และอดีต คือรากฐานแห่งปัจจุบัน ที่จะพัฒนาต่อไปเป็นอนาคต

อาคารเก่า 8 อาคาร ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นในปี 2547 คือตัวอย่างที่ล้วนถ่ายทอดประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ ของชนชาติไทย และเกี่ยวพันกับคนในแต่ละสมัยอย่างแยกไม่ออก พวกเขาจึงหวังไว้ว่า มรดกทางสถาปัตยกรรมศิลป์เหล่านี้จะได้รับการตกทอด และจะนำไปสู่การพัฒนาเมือง และวีถีชีวิตของคนในสังคมอย่างมีทิศทาง

************
อาคารเก่า รางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี 2547

'บ้านอิศรเสนา' ถนนอัษฎางค์ กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง คุณพารณ ร้อยโทนุรักษ์ และคุณพิพัฒน์พงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

บ้านอิศรเสนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2430 มีรูปแบบอาคารที่ได้รับอิทธิพลตะวันตก โดยเชื่อกันว่าผู้ออกแบบเป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนที่เข้ามาออกแบบก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม

บ้านหลังนี้เดิมเป็นของพระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ (กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ) ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 39 ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งใช้เป็นบ้านพักของแพทย์ชาวต่างชาติซึ่งทำงานในราชสำนักในสมัยนั้น

ก่อนที่จะมีการก่อสร้างบ้านอิศรเสนา รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้เป็นที่พำนักของพระยาดำรงแพทคุณ (ฮวด วีระไวทยะ) ซึ่งดำรงตำแหน่งแพทย์ประจำราชสำนัก

หลังจากนั้น เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) ได้ซื้อบ้านหลังนี้เพื่อเป็นของขวัญในวันแต่งงานให้บุตรชาย คือ พระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมหลวงสิริ อิศรเสนา) กับหม่อมหลวงสำลี กุญชร และตกทอดมาถึงทายาทคนปัจจุบัน คือ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา บุตรของพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ พร้อมครอบครัว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตระกูลอิศรเสนา ได้ทำการบูรณะบำรุงบ้านมาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามจะอนุรักษ์บ้านให้คงสภาพดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด หากมีอันใดชำรุดเสียหายก็พยายามแสวงหาของเก่าที่ให้ใกล้เคียงจากที่ต่างๆ มาแทน บ้านอิศรเสนา จึงได้รับการยกย่องในเรื่องจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์ ดูแลรักษาสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบอันงดงามและมีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมทั้งความใส่ใจในรายละเอียดขององค์ประกอบของตัวอาคาร ส่งเสริมให้มรดกสถาปัตยกรรมในอดีตคงอยู่อย่างลงตัวมาถึงวิถีชีวิตในปัจจุบัน

'คริสตจักรที่ 1' สำเหร่ กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง คณะกรรมการกิจคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ ภาคที่ 6 แห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย

คริสตจักรที่ 1 เป็นคริสตจักรแห่งแรกของมิชชันนารี คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย (The American Presbyterian Mission)

คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ได้เข้ามายังสยามหลังนิกายคาทอลิกกว่า 260 ปี มิชชันนารีอเมริกัน คณะเพรสไบทีเรียนกลุ่มแรกได้เดินทางเข้ามาสู่สยามในปี 2383 ส่วนมิชชันนารีกลุ่มต่อมา นำโดย ศ.แมตตูน และศ.เฮาท์ ที่ชาวไทยเรียกว่า หมอมะตูมและหมอเหา

ทั้งสองได้เช่าพื้นที่กุฎิจีนหลังวัดอรุณราชวรารามตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ 1 กรุงเทพขึ้นในปี 2392 ต่อมาได้ย้ายสถานที่ทำการมิชชันนารีมายังที่ดินของตนเองที่สำเหร่ในปี 2400 นับเป็นโบสถ์เพรสไบทีเรียนแห่งแรกในกรุงสยาม เรียกอย่างเป็นทางการว่า คริสตจักรที่ 1

จากความรักและความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าที่มวลสมาชิกมีร่วมกันมา พวกเขาได้แสดงออกผ่านการสัการบูชาสถานแห่งนี้ โดยการอนุรักษ์อาคารวิหารตามกำลังความสามารถที่ไม่ขัดกับหลักความเชื่อของศาสนา

คริสตจักร สำเหร่ที่ 1 ยังคงเป็นอาคารที่แสดงถึงมรดกทางสังคมและวัฒนธรรม มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ สถิตอยู่อย่างสง่างาม ณ พื้นที่เมื่อแรกตั้งมาเป็นเวลากว่า 144 ปี

'อาคารทีเฮาส์ สยามศิลาดล' ถนนท่าแพ เชียงใหม่

ผู้ครอบครอง คุณนิตย์ และคุณเพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์

อาคารทีเฮาส์ สยามศิลาดล คาดว่ามีอายุราว 90 ปี เป็นอาคารเรือนค้า 2 ชั้น ได้รับอิทธิพลตะวันตกแบบเรือนขนมปังขิงที่มีลวดลายไม้ฉลุต่างๆ ประดับตามองค์ประกอบอาคารทั้งภายในและภายนอก รองรับฐานรากด้วยซุงแพ และเทพื้นทับ

จากหลักฐานที่พอจะหาได้ เชื่อว่าเจ้าของรายแรกเป็นพ่อค้าไม้ ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นอาคารเป็นที่พำนักและรักษาพยาบาลของแพทย์ผู้หนึ่ง กระทั่งเจ้าของปัจจุบันซื้อต่อมาในราวยี่สิบปีก่อนและให้ผู้อื่นเช่า

หลังจากเลิกการเช่า เจ้าของได้ทำการซ่อมแซมเสริมโครงสร้างอาคารเดิมให้แข็งแรงขึ้น โดยมีแนวคิดยึดรักษาโครงสร้างเดิมไว้ นานกว่า 2 ปีที่เจ้าของและสถาปนิกใช้เวลาในการซ่อมแซม สรรหาส่วนประดับตกแต่ง ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ กว่าจะแล้วเสร็จจนได้อาคารรูปแบบดั้งเดิมที่มีพื้นที่ใช้สอยอย่างสะดวกสบายเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน อาคารทีเฮาส์ สยามศิลาดล ใช้เป็นร้านจัดแสดงผลิตภัณฑ์ โดยส่วนหน้าเปิดเป็นที่จัดแสดงและจำหน่ายเซรามิกของ "สยามศิลาดล" และเครื่องดื่ม "ชาระมิง"

'หอไตร หนองขุหลุ' อำภอตระการพืชผล อุบลราชธานี

ผู้ครอบครอง เทศบาลตระการพืชผล

หอไตรหนองขุหลุ สร้างขึ้นในปี 2458 โดยหลวงปู่สิงห์ เจ้าอาวาสวัดศรีโพธิ์ชัย ร่วมมือกับชาวบ้าน สร้างขึ้นมิได้เป็นของวัดใดวัดหนึ่งแต่เป็นของชุมชนในบริเวณนั้น

แต่เดิมหอไตรใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณทางพุทธศาสนาอักษรตัวธรรมและอักษรขอม มีบันทึกในหนังสือประวัติศาสร์เมืองอุบลราชธานีและประวัติทุ่งศรีเมืองว่า หอไตรแห่งนี้ได้เคยบรรจุตำราหนังสือและวรรณคดีอีสานจำนวนมาก ซึ่งมาในปัจจุบันคัมภีร์โบราณและหีบพระธรรมถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พระอุโบสถวัดศรีโพธิ์ชัย

จากคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่ หอไตรผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาหลายครั้ง เพื่อรักษาให้คงสภาพมิให้ทรุดโทรม ซึ่งมิได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทว่าก็มีหลักฐานการบูรณะทิ้งร่องรอยไว้เป็นจำนวนมาก

สำหรับการบูรณะหอไตรในปี 2542 อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี กรมศิลปากร นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการประสานงานกันของภาครัฐ และหน่วยงานท้องถิ่น

'เรือนหม่อมลม้าย' ในวังเทวะเวสม์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้ครอบครอง ธนาคารแห่งประเทศไทย

เรือนหม่อมลม้าย เป็นอาคารบริวารหลังหนึ่งในวังเทวะเวสม์ ซึ่งราชกาลที่ 6 โปรดสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระบิดาของกระทรวงการต่างประเทศ

กล่าวคือ พระองค์เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย พระองค์ทรงประทับ ณ วังแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2461 จนสิ้นพระชมม์ในปี 2466

ภายหลังสิ้นพระชนม์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระทายาทได้เข้าครอบครองแต่ละตำหนัก กระทั่งในปี 2493 จึงได้ขายอาคารและพื้นที่วังให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นที่ตั้งของกระทรวง โดยเรือนหม่อมลม้ายเป็นที่ตั้งของกระทรวงสุขศึกษา

อาคารเรือนหม่อมลม้าย พร้อมด้วยอาคารพระตำหนักใหญ่วังเทวะเวสน์ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร ในปี 2530 ต่อมาอีกในปี 2535 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เข้าใช้พื้นที่วัง โดยได้ดำเนินการปรับปรุงบูรณะอาคารเรือนหม่อมลม้าย ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้สอยสำหรับการเป็นห้องประชุมและห้องอบรมสัมมนา และมีการใช้งานมาถึงปัจจุบัน

การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเต็มที่จากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้กระบวนการอนุรักษ์อาคารเป็นไปตามหลักวิชาการ ตามคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากร ตลอดจนมีการบันทึกไว้อย่างละเอียดในทุกขั้นตอนและวิธีการ อาคารเรือนหม่อมลม้าย จึงเป็นตัวอย่างอันดี สมควรได้รับการยกย่องในด้านอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

'ร้านอุดมพันธ์' อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี

ผู้ครอบครอง นายพิพัฒน์ และนางเจียมจิต สิโรตมรัตน์

ร้านอุดมพันธ์ เป็นอาคารแรกๆ ในชุมชนท่าม่วง ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 86 ปีก่อนโดยชาวจีนแต้จิ๋วที่เดินทางมาจากอำเภอเท่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

หลังจากที่คุณก๋งเจ้าของเดิมสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ จึงได้สร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ครอบครัว โดยร่วมกับพี่ชายที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง สร้างอาคารหลังนี้ขึ้น และอีกหลายหลังในชุมชน

เจ้าของอาคารในรุ่นต่อมา คือ คุณแม่เจียมจิต เธอเล่าว่า แต่เดิมพื้นที่บริเวณที่ตั้งอาคารโดยรอบเป็นป่าจาก ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นถนนสายธุรกิจของอำเภอท่าม่วง ในสมัยนั้นปลายถนนจะเป็นท่าเทียบเรือ ใช้เป็นทางสัญจรผ่านไปยังอำเภอเมือง ทำให้เกิดอาคารแถวเรือนไม้ 2 ชั้นขึ้นตามแนวถนน จนถือเป็นชุมทางที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี แต่มาถึงปัจจุบัน การตัดถนนใหม่ผ่านไปอำเภอเมืองโดยไม่ต้องผ่าน อำเภอท่าม่วง ได้ทำให้ชุมชนแห่งนี้เหมือนจะถูกลืมเลือน

ถึงแม้รูปแบบของอาคารแห่งนี้จะดูเรียบง่ายตามวีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัย แต่อาคารก็ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากปณิธานของเจ้าของที่ต้องการจะรักษาอาคารให้คงอยู่ถึงลูกถึงหลาน

อาคารแห่งนี้ยังนับได้อีกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง เพราะเป็นอาคารตึกแรกในชุมชนท่าม่วง พื้นที่ที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้การอนุรักษ์ร้านอุดมพันธ์ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เอกชนและหน่วยงานรัฐ ให้หันมาอนุรักษ์อาคารที่มีคุณค่า สืบต่อเป็นสมบัติของชุมชน ตลอดจนส่งเสริมให้การอนุรักษ์มีส่วนช่วยฟื้นฟูชีวิตชุมชนที่กำลังถูกทอดทิ้งจากการพัฒนาเมือง

'บ้านสุริยาศัย' ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง กองมรดกคุณพิศ บุนนาค ภรรยาพระอดิศักดิ์ อภิรัตน์ และบุตรธิดา

ในปี 2431 พระยาสีหราชเดโชชัย ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าพระยาสุรวงศ์ วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) ได้ขอพระบรมราชานุญาตตัดถนนขนานกับถนนสีลม ถนนสายนั้นได้รับพระราชทานนามตามชื่อของท่าน ว่า ถนนสุรวงศ์ และ ถนนเดโช

ต่อมา พระอดิศักดิ์ อภิรัตน์ (เต็มสุริยวงศ์ บุนนาค) บุตรชายได้มาตั้งเคหสถานบนถนนสายนี้ ขึ้นเป็นบ้านหลังแรกของครอบครัว โดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนที่ได้ออกแบบบ้านไว้ในรูปแบบตะวันตก สไตล์โคโลเนียลผสมวิกตอเรียน และเจ้าของบ้านได้ตั้งชื่อบ้านว่า "สุริยาศัย" ความหมายเป็นสัญลักษณ์ของสกุลบุนนาค สมาสกับคำว่า "อาศัย"

หลังจากบ้านเสร็จ เจ้าของยังสร้างเรือนแถว 2 ชั้นประมาณ 12 ห้องที่หัวมุมถนนด้านที่ติดกับถนนทรัพย์และถนนสุรวงศ์เพื่อทำเป็นอู่ซ่อมรถซีตรอง แต่ภายหลังก็ถูกปิดร้างไว้กว่า 10 ปี ส่วนบ้านหลังใหญ่ยังใช้เป็นที่พักอาศัยของทายาทสกุลบุนนาคมาจนถึงปี 2545

ในปีนั้นเอง ทางกองมรดกจึงตัดสินใจบูรณะอาคารเรือนแถวหน้าที่ประสบกับปัญหาความทรุดโทรม และปลวกกินไม้ พร้อมๆ กับบ้านสุริยาศัยครั้งใหญ่ จุดมุ่งหมาย คือ เมื่อซ่อมแซมเสร็จแล้วจะใช้อาคารเพื่อประกอบธุรกิจ นำรายได้มาสนับสนุนการซ่อมแซมอาคาร และยังเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้แก่ครอบครัว

ในการนี้เจ้าของบ้านตั้งแนวคิดไว้ว่าจะอนุรักษ์บ้านให้คงรูปเดิมให้มากที่สุด แต่เปลี่ยนการใช้งานจากบ้านอาศัยมาให้เช่าเป็นร้านอาหาร ส่วนอาคารเรือนแถวด้านหน้าจะเปิดให้เช่าเป็นร้านค้า การปรับปรุงใหม่จึงเกิดขึ้นในรูปลักษณ์ที่กลมกลืนกับบ้านสุริยาศัยเดิมโดยการนำศิลปสถาปัตยกรรมบางส่วนมาเป็นองค์ประกอบ

ภายหลังเมื่อทำการบูรณะและเปลี่ยนแปลงเสร็จ บ้านสุริยาศัย กลายเป็นสถานที่รองรับการหวนกลับมาของสมาชิกในครอบครัว พื้นที่ที่เคยปิดล้อมได้รับการเปิดออกให้ผู้คนภายนอกได้มีโอกาสชื่นชมกับมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ในแบบสร้างประโยชน์

ด้วยเหตุนี้ความสำคัญของการอนุรักษ์บ้านสุริยาศัย จึงอยู่ที่การนำการอนุรักษ์และการพัฒนามาบรรจบกัน ณ สุดยอดแห่งความสมดุล อันเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มค่าและสืบต่อชีวิตให้แก่อาคารเก่า

'ตำหนักพระเจ้าเสือ' วัดไทร กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง วัดไทร กรุงเทพฯ

ตำหนักพระเจ้าเสือ เชื่อกันว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดย สมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ ครองราชย์ในปี 2246 – 2251) ในคราวที่เสด็จประพาสทางทะเล โดยใช้เส้นทางคลองสนามไชย เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักระหว่างทาง นอกจากนั้นยังเชื่อว่าเป็นอาคารที่ทรงรื้อตำหนักจากพระบรมมหาราชวังมาถวายวัด

อาคารหลังนี้ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ชุมชน และประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เพราะแสดงให้เห็นถึงการเป็นชุมชนใหญ่และมีความสำคัญตามเส้นทางโบราณ รวมทั้งสถาปัตยกรรมเป็นอาคารไม้สมัยอยุธยาดั้งเดิมที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่หลัง

ตำหนักพระเจ้าเสือ ถูกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในปี 2505 และได้รับบูรณปฏิสังขรณ์ตลอดมา ทั้งยังสามารถช่วยในการเรียนรู้ถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรม งานศิลปกรรม และเทคนิควีธีช่างวัสดุของแท้ดั้งเดิมบางอย่างที่สูญหายไปแล้วในปัจจุบันให้แก่ชนรุ่นหลัง

จึงกล่าวได้ว่า ตำหนักพระเจ้าเสือ เป็นอาคารตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการอนุรักษ์อย่างมีวิชาการ ผลสำเร็จของการอนุรักษ์โบราณสถานของชาติที่มีการร่วมมือกันอย่างดี ระหว่างกรมศิลปากร หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ เจ้าของพื้นที่จากวัดไทร และหน่วยงานท้องถิ่น