xs
xsm
sm
md
lg

ตามหา "โลมาอิรวดี" สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ทั่วโลกจับตา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รุ่งเช้าของวันที่ 4 พฤษภาคม 2545 ชาวปากแม่น้ำบางปะกงต้องพานพบกับเรื่องเศร้า โลมาตัวหนึ่งที่เคยว่ายล้อเคียงเรือ กลายเป็นซากลอยมาติดอยู่หน้ากระชังเลี้ยงปลากระพงหน้าบ้านของนางสมจิตร์ พันธุ์สุวรรณ พวกเขาสันนิษฐานว่า มันคงติดอวนแล้วสำลักน้ำตาย ...

พิธีกรรมเล็กๆ เกิดขึ้นหลังจากนั้น มันถูกนำขึ้นบกแล้วสต๊ฟฟ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา และเพิ่งทำให้ชาวบ้านแถวนั้นได้รู้ว่า "โลมาหัวบาตรครีบหลัง" ที่เรียกขานกัน มีชื่อทางการ "โลมาอิรวดี" (Irrawaddy Dolphin) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ (Orcaella brevirostris) เพียงแต่ตอนนั้นพวกเขายังคาดเดาไม่ถึงว่า ณ วันนี้โลมาสีเทาที่เปรียบดั่งเพื่อนเก่าแก่ของพวกเขา จะถูกเอ่ยถึงจากคนทั่วโลก


1.
4 ปีมาแล้ว ที่ป้ายบอกทางไป "บ้านปลาโลมา" หรือป้าย "ท่าเรือ..." ถูกตั้งไว้ริมถนนสุขุมวิททั้งสองฝากของแม่น้ำบางปะกงในฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เพียงเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามป้ายก็จะพบชุมชนชาวปากน้ำและป่าชายเลนที่ยืนต้นขนาบอยู่ทั้งสองฝั่งถนน

ถึงตรงนี้แล้วคงไม่ต้องจุดประสงค์ของการมาปากแม่น้ำบางปะกงกันอีกแล้ว เพราะตอนนี้ทั่วทั้งโลกต่างทราบว่า กรมทรัพยากรชายฝั่งและทะเล และความร่วมมือของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เสนอในการประชุมประเทศสมาชิกอย่างเป็นทางการครั้งที่ 13 ให้เลื่อนสถานภาพของโลมาอิรวดีจากบัญชีหมายเลข 2 ขึ้นเป็นชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 คือ ห้ามมิให้มีการค้าอย่างเด็ดขาด ยกเว้นเพียงเพื่อการศึกษา วิจัย และการเพาะพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES)

"เพื่อนสีเทา" ของชาวปากแม่น้ำบางปะกงที่ห่างอยู่กรุงเทพฯไม่ถึงชั่วโมง จึงกลายเป็นจุดหมายที่หลายคนมุ่งมาสำรวจ ธุรกิจชุมชนสำหรับท่องเที่ยวดูโลมาที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ดูจะเฟื่องฟูขึ้นทันตาเห็น แม้ก่อนการประชุมไซเตส จะยังไม่มีข้อมูลเผยแพร่ที่บันทึกไว้เลยว่า ปากแม่น้ำบางปะกง คือ แหล่งอาศัยหนึ่งของโลมาอิรวดีมาก่อน

2.

...ป้ายดูปลาโลมาของแต่ละเจ้าของ ยังติดไว้เป็นระยะนำทางเราไปสู่จุดหมาย เพียงไม่นานชุมชนประมงของชาวปากแม่น้ำบางปะกงก็อยู่ตรงหน้า ในบริเวณเริ่มมีโรงแรมและร้านอาหารที่ผุดขึ้นใหม่เอี่ยมต้อนรับนักท่องเที่ยว

ท่าเรือแรกที่เราแวะไปคือ ท่าเรือ หมู่ 8 ของตำบลท่าข้าม รถยนต์ที่มาจากทั่วสารทิศจอดเรียงรายนับสิบคัน โต๊ะในร้านอาหารคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เยื้องถัดไปนิดเดียวเป็นพื้นที่ของโรงแรม ซึ่งมีท่าเรือส่วนตัวและเรือที่สร้างขึ้นสำหรับชมโลมาโดยเฉพาะเป็นของตัวเอง เรือหลายลำเพิ่งเล่นกลับเข้ามาหลังจากพานักท่องเที่ยวไปชมโลมาในเที่ยวเช้า เสียงดังจากหญิงสาวคนหนึ่งยังแว่วมาว่า "ไม่ผิดหวัง"

แต่ท่าเรือที่เราหมายจะลงเรือเป็นท่าของเทศบาลตำบลท่าข้าม ทำให้ต้องเดินทางต่อไปอีก ไม่ไกลหลังจากผ่านที่ว่าการเทศบาลตำบลท่าข้ามก็ถึงที่หมาย ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือที่ชาวประมงใช้เป็นประจำด้วย บริเวณท่าเรือมีป้ายเขียนบอกไว้ตัวโตว่า "ช่วงเวลาดูโลมา พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์"

"มาโนช สุวรรณวงศ์" ลูกทะเลที่มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลท่าเรือเดินเข้ามาซักถาม เขาอธิบายค่าใช้จ่ายสำหรับการลงเรือ ถ้าเหมาทั้งลำ 2 ชั่วโมง ราคา 600 - 700 บาท แต่ถ้าคิดราคาต่อหัว หัวละ 70 บาท ทางเทศบาลจะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือเที่ยวละ 20 บาทเท่านั้น ...เราตัดสินใจเหมาเรือหนึ่งลำ โดยที่มาโมชติดต่อประสานงานกับไต๋เรือให้ว่าจะลงเรือลำไหน

ในขณะที่รอลงเรือ และไต๋เรือกำลังเตรียมเรือที่ไม่ได้มีหน้าตาแตกต่างไปจากเรือประมงนัก มาโนช ก็เล่าให้ฟังว่า ท่าเรือที่ปากน้ำจะมีอยู่ 3 ท่า มีเรือรวมกันเกือบร้อยลำ เป็นเรือที่ปกติชาวประมงใช้ออกทะเลหาปลาเป็นอาชีพ แต่จะมาดัดแปลงเป็นเรือท่องเที่ยวหารายได้พิเศษในช่วงที่โลมาเข้า

ธุรกิจเล็กๆ แบบนี้ดำเนินมาประมาณ 4 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาบูมเมื่อ 2 ปีให้หลัง ก็คงหลังจากที่คนเริ่มรู้ข่าวว่าทางเทศบาลได้สตัฟฟ์โลมาอิรวดีตายแล้วลอยมาติดกระชังเอาไว้ที่เทศบาล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าถ้ามาแล้วจะได้เห็นโลมากันจริงๆ

"เดือนตุลาปีที่แล้ว ปลาขึ้นเยอะมาก เรือ 10 กว่าลำที่ท่า มีไม่พอให้นักท่องเที่ยว ต้องมานั่งรอคิวกัน ...วันหนึ่งอย่างไม่ได้ยังมี 500 เที่ยว ...เรือลำหนึ่งบางทีวิ่งได้วันละ 2 เที่ยว ก็เป็นรายได้เสริม" มาโนชเล่า

ถามเขาว่า คนที่นี่เขากินโลมาหรือมีโลมาติดอวนมากน้อยแค่ไหน เขาตอบว่า "ไม่มี" พร้อมเล่าต่อไปถึงความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ และความผูกพันที่เกี่ยวพันระหว่างโลมากับชาวประมง

"ร้านซิบกังเคยได้โลมามา หลังจากนั้นก็เจอแต่เรื่องไม่ดีจนต้องขายเรือ ที่นี่เขาถือกันว่า ถ้าใครเอาโลมามาจะโชคไม่มี เวลาล้อมอวนถ้ามีโลมาอยู่ข้างใน ฟันมันคมมันจะกัดอวนขาดหมด ชาวประมงจะรีบกดอวนหรือไม่ก็อุ้มตัวมันให้มันว่ายออกไป แต่มันไว ถ้าลากอวนธรรมดาไม่มีติดหรอกนอกจากอวนดำกับอ้วนล้อม"

ถามอีก "ที่นี่มีโลมาอะไรบ้าง แล้วทำไมมันเข้ามาแถวนี้" มาโนช ตอบด้วยน้ำเสียงออกรส แต่จะให้เรียกโลมาแต่ละชนิดเป็นชื่ออย่างทางการเขายังไม่มั่นใจ

"มีหัวบาตร อิรวดี หัวขวด หลังโหนก โลมาเผือก มันเข้ามาแถวนี้มานานแล้ว บางทีเข้ามาทีเป็นร้อยเที่ยวว่ายแข่งกับเรือประมง มันจะเริ่มมาช่วงเดือนตุลา อยู่จนถึงต้นปี เป็นอย่างนี้มาตลอด มันเข้ามากินปลาดุก ไอ้ดุกเห็นโลมามันมุดหัวลงโคลนเลย โลมามันก็จะเอาปากไปขุดมันขึ้นมากิน โชคดีอีกเหมือนกันนะ ที่คนแถวนี้ช้อนไอ้ดุกขายได้ด้วย โลละ 60 - 70 บาท…" เล่าจบก่อนเราจะลงเรือ มาโนชโทรศัพท์เข้าไปถามไต๋เรือที่ตอนนี้พาแขกชุดอื่นดูโลมาอยู่ในทะเล เขายืนยันให้เรามั่นใจและมีความหวังว่า "มีปลาอยู่ ออกไปก็เจอ"

3.

เราบ่ายหน้าออกจากท่าเรือ กลางแม่น้ำบางปะกง น้ำกร่อยพยุงเรือน้อยให้ลอยลำ ตะกอนขุ่นข้นที่เห็น คือ ธาตุอาหารสำหรับสรรพชีวิตในท้องทะเล ริมสองฝั่งน้ำให้ความรู้สึกแตกต่างไปบ้างจากบ้านเรือนชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมที่เบียดแทรกอยู่ระหว่างแนวป่าชายเลน แต่ก็ยังดีที่พื้นที่ป่าเลนหลายส่วนถูกกันไว้เป็นเขตอนุรักษ์ ป่าไม้จึงยังเป็นทัศนียภาพที่ประจักษ์แก่สายตา ความสัมพันธ์อันมหัศจรรย์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่แปลกใจที่บริเวณนี้จะเป็นแหล่งหากินอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลหรือแม้กระทั่งโลมา

"ไต๋เรือ วัฒน์ วิโมรัญน์" บอกว่า เรากำลังผ่านฝั่งแหลม มุ่งหน้าไปปากอ่าว กระชังเลี้ยงปลากระพงเรียงรายเป็นแพยาวอยู่กลางน้ำ ริมฝั่งด้านซ้ายเป็นป่าชายเลน หรือ เกาะธรรมชาติท่าขาม ที่คนท้องที่อนุรักษ์ไว้เรียกตามชาวบ้านว่า "เกาะนก" มีนกน้ำนานาชนิดรวมทั้ง ค้างคาวแม่ไก่จำนวนมากใช้เป็นที่อาศัย ส่วนด้านขวาก็เป็นพื้นที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

ไต๋วัฒน์ ตะโกนแข่งกับเสียงท้องเรือ เขาเล่าว่าใครจะดูโลมาต้องดูที่กระแสน้ำด้วย เพราะตอนน้ำขึ้นโลมาจะเข้ามาอยู่ในแม่น้ำ เวลาน้ำลงปลาจะตามน้ำลงไปหากินบริเวณปากอ่าว ปีที่แล้วเดือนตุลาคมมีโลมาขึ้นเยอะมาก 50 ตัวก็มีให้เห็นมาแล้ว เขายืนยันให้เราใจชื้นหลังจากออกเรือมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงว่า เราจะไม่พลาดชมแน่ แม้จะบอกว่าโลมาเพิ่งเข้ามาได้เพียงสามสี่วัน และเป็นช่วงที่น้ำไม่ค่อยเค็มเพราะฝนตก ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์โปรดของโลมา

40 นาทีที่เรือแล่นมา ปากอ่าวอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับท้องทะเลเวิ้งว้างแลเห็นชายทะเลชลบุรีกับพัทยาอยู่ลิบๆ ไต๋วัฒน์ ชี้ให้ดูเรือ 3-4 ลำที่วนเวียนอยู่กลางทะเลทางหัวเรือ เขายิ้มแล้วบอกว่า เรือพวกนั้นกำลังวนดูโลมาอยู่ เราได้แต่เพ่งพิจมองดูบนผิวน้ำที่ยังคงมีแต่คลื่นระยับ ไม่เห็นตัวตนของสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อย เงยหน้ามองฟ้ากาน้ำนกนางนวลโฉบไปมาเหมือนจะเยาะเย้ย แต่เขาบอกว่า นั่นคือสัญญาณที่ดีว่ามีโลมาอยู่ เพราะโลมาจะไล่ปลาเล็กเป็นฝูง ทำให้ง่ายต่อการจิกโฉบของนกน้ำ

ในที่สุดเรือเราก็ลอยแล่นมาอยู่บริเวณเดียวกับเรือลำอื่นๆ พลันเสียง "นั่นไง นู้น เห็นหรือเปล่า" ก็ดังขึ้นอื้ออึง ในขณะที่มือไม้ชี้ไปกันคนละทิศละทาง ...ครั้งแรกที่เหลือบไปเห็นไกลๆ ว่ามีเงาสีเทาแวววับลับลงท้องน้ำยังไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปหรือเปล่า ไต๋เรือขยับเรือให้อยู่ในตำแหน่งยิ่งขึ้น และแล้วสิ่งมีชีวิตที่ตามหาก็ปรากฏชัดเจนเต็มสองตา

4.

โลมาผิวเนียนเรียบสีเทา ประมาณ 5 - 6 ตัวผลัดสลับกันขึ้นมาอวดโฉมดำผุดดำว่าย คลีบสามเหลี่ยมเล็กๆ ปลายมนสีเทาเข้ม และรูหายใจบนหัวที่โผล่พ้นมาเหนือน้ำ เป็นเครื่องยืนยันว่ามันคือฝูงโลมาอิรวดี

มันไม่ได้ขี้เล่นหรือเข้ามาว่ายแข่งกับเรือเหมือนที่ชาวบ้านว่าไว้ เรือหลายลำจึงล้อมมันอยู่ทั้งซ้ายทั้งขวา พยามยามเต็มที่ที่จะดักทางและเข้าถึงตัวมันให้ใกล้ที่สุด ในยามที่ได้เห็นใกล้ๆ อดรู้สึกไม่ได้ว่าหน้าตาที่เหมือนแย้มยิ้มน่ารักตลอดกาลของมันแสดงออกตรงกันข้ามกับหัวใจหรือเปล่า เพราะไม่แน่ใจว่าการเยี่ยมดูอย่างเกือบถึงเนื้อถึงตัวจะสร้างความรบกวนให้ชีวิตอันสงบสุขของมันอย่างไรบ้าง ...มันพยายามว่ายหนีไปในทิศทางที่ไม่ถูกปิดล้อมอย่างสุภาพ เรือก็พยามยามตามไปใกล้ๆ แต่สุดท้ายไต๋เรือก็ปล่อยให้มันจากไป หลังจากนักท่องเที่ยวรู้สึกสมหวังกันพอควร

โลมาอิรวดีที่เราพบ ไม่ได้คุ้นคนหรือเป็นฝูงใหญ่เหมือนที่ชาวเลเล่าขานมา เพราะแท้จริงแล้วอุปนิสัยของมันมักอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ไม่ชอบกระโดดขึ้นมาปรากฏโฉมให้เห็นบนผิวน้ำ มันค่อนข้างขี้อายและหลบซ่อนตัว แต่จะมีที่มันผลุบๆ โผล่ๆ หัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำเหมือนลักษณะนิสัยของโลมาโดยทั่วไปเท่านั้น

ความงดงาม ความลับของชีวิตมัน และความประทับใจ ทำให้ถึงตอนนี้ได้แต่นึกเคืองกับสมรรถนะของกล้องดิจิตอลตัวเล็กที่ซูมเข้าไปเก็บรายละเอียดของภาพสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ไว้ได้ไม่มากเท่ากับที่ตาเห็น

5.

สลับมาเล่าถึง โลมาอิรวดี ในห้วงแห่งการประชุมไซเตส

เมื่อแรกเริ่มมีกระแสข่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เสนอให้พิจารณาเปลี่ยนสถานภาพของโลมาอิรวดีสู่บัญชีหมายเลข 1 ตามเหตุผล คือ เป็นสัตว์ทะเลหายาก มีจำนวนน้อย ใกล้สูญพันธุ์ และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทั้งจากการล่า ติดเครื่องมือประมง ถูกคุกคามที่อยู่อาศัย หรือเสี่ยงภัยต่อการซื้อขายให้สวนน้ำนำไปฝึกต้อนรับนักท่องเที่ยว

มีข้อมูลระบุแสดงถึงจำนวนอิรวดีในประเทศไทยที่ล้วนอ้างอิงว่ามาจากส่วนงานที่รับผิดชอบมากมายหลายตัวเลข เช่น มีจำนวนอิรวดีทั้งหมดในโลกเหลือเพียง 300 ตัว มีอิรวดีในไทยทั้งหมดไม่ถึงร้อยตัวจากทะเลสาบสงขลาเพียง 6 ตัว และแถบลุ่มแม่น้ำโขง 67 ตัว ข้อมูลในเวลาต่อ คือ ประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 200 - 400 ตัว อาศัยกระจายตามชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ได้แก่ ทะเลสาบสงขลา 20 - 25 ตัว, ปากแม่น้ำบางปะกง 30 - 50 ตัว, ชายฝั่งจังหวัดตราด 30 - 50 ตัว, ชายฝั่งจังหวัดสตูล 30 - 40 ตัว และกระจายตามชายฝั่งอันดามัน 60 - 70 ตัว หรือ ข้อมูลการสำรวจครั้งล่าสุด เมื่อปี 2547 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า มีโลมาอิรวดีอยู่ในประเทศไทยประมาณ 300 ตัว ประมาณว่า อาศัยอยู่บริเวณทะเลสาบสงขลา 25 ตัว ปากแม่น้ำบางปะกง 50 ตัว ชายฝั่งทะเล จ.ตราด 50 ตัว ชายฝั่ง จ.สตูล 40 ตัว และตามฝั่งทะเลอันดามัน 60 ตัว ตัวเลขทั้งหมดยังไม่นับรวมผู้ที่เกี่ยวข้องที่ออกมาให้ข่าวว่าถึงตัวเลขอื่นๆ อีก ภาพเหล่านี้จะกล่าวได้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว โลมาอิรวดี ยังไม่ได้มีการสำรวจอย่างจริงจังเท่ากับความสำคัญที่กล่าวถึง

กระทั่งในเวทีประชุม การค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ โลมาอิรวดี ที่ไทยเป็นผู้จัดทำ ถูกตำหนิถึงความสมบูรณ์ของเนื้อหา และแม้จะมีประเทศสมาชิกที่มีอิรวดีร่วมชะตากรรมเดียวกับไทยเป็นเสียงสนับสนุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ส่งผลด้านความเชื่อมั่น และละลายความพยายามที่แล้วมา ไม่ว่าจะเป็นการหาแนวร่วมหรือความพยายามที่จะให้ประเทศสมาชิกร่วมสนับสนุนเป็นมติในที่ประชุม

6.

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอีกก้าวหนึ่งแห่งความคุ้มครองโลมาอิรวดีในเวทีโลกจะมีมติอย่างไร ที่แน่นอนแล้ว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างโลมาอิรวดีกับชุมชนชาวเลเหล่านี้ได้สานผูกกันไว้แล้วอย่างแนบแน่น ทั้งความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ รวมทั้งความตระหนักที่พวกเขามีว่าโลมาเป็นที่มาของรายได้

ณ วันนี้วิถีชีวิตและอาชีพของชาวแม่น้ำบางปะกงได้อยู่ร่วมกับโลมาอิรวดีที่จะว่ายเวียนมาในทุกปีอย่างพึ่งพิงอาศัย จะเหลือก็เพียงการฆ่าอย่างไม่เจตนาด้วยเครื่องมือประมง ด้วยสภาวะแวดล้อม หรือด้วยการขาดความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิตของโลมาอิรวดีเท่านั้น

ความหวังในการจะอนุรักษ์โลมาอิรวดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝากไว้ในมือของพวกเขาและลูกหลาน แต่เครื่องมือที่จะส่งเสริมความรู้ ความนึกคิด และการปฏิบัติ จะมีองค์กรหรือหน่วยงานมากน้อยสักกี่รายที่นำมาหยิบยื่นให้ เพราะถามเพียงแค่ว่า วันนี้มีการศึกษาโลมาอิรวดีเพียงใด ตัวเลขหลายตัวที่ประมาณกันไว้คงเป็นคำตอบที่พอเพียง