xs
xsm
sm
md
lg

ฟังดนตรีป็อปสู่นิพพาน ผ่านอัลบั้ม ‘เกาะบันไดวัด’

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ใครเลยจะเชื่อว่าในยุคที่ซีดีเถื่อนและเอ็มพีสามครองเมือง จะยังมีอัลบั้มหนึ่งที่กลุ่มคนทำแทบจะเรียกได้ว่าโนเนม ไม่ได้สังกัดค่ายเพลงใหญ่ยักษ์ ไม่มีโฆษณาโปรโมตออกโทรทัศน์ แต่ทว่ายอดจำหน่ายอัลบั้มกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่กี่เดือน

หลายคนอาจจะมองว่าก็เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่คงไม่ธรรมดาแน่ๆ หากจะบอกต่อไปว่างานเพลงชุดนั้น เป็นอัลบั้มที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา และที่สำคัญคือเป็นแนวดนตรี “ป็อป”

“สุดแท้แต่ใจของใครจะฝัน อย่าขีดคั่นมันด้วยความรู้สึก ตรวจตราตรึกตรองด้วยความสำนึก ว่าลึกๆ นั้นเบียดเบียนผู้ใด แล้วใครๆ ในโลกไม่โศกไม่เศร้า ? เราไม่มีกังวล ทุกข์ที่เรากังวลนั้นเพียงอณู หากเปรียบกับโลกที่ใหญ่เท่าฟ้า ดวงดารานับพัน จักรวาลยิ่งใหญ่กว่านั้น ฉันแค่ตัวนิดเดียว เอาอะไรกันมาก อีกไม่นานก็ตาย ตายแค่เรื่องนิดเดียว...” คือเนื้อหาบางส่วนของเพลง ‘เรื่องนิดเดียว’ ในอัลบั้ม ‘เกาะบันไดวัด’ ของวงที่ชื่อแปลกและยาวว่า ‘เรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา (กรุ๊ป)’

พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา ในฐานะ “ประธาน” ของกลุ่มบอกเล่าว่า ‘เรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา (กรุ๊ป)’คือกลุ่มคนทำดนตรีที่ใช้บทเพลงเป็นสื่อถึงหมู่เยาวชนและคนทั่วไป โดยย่อยธรรมให้เข้าใจง่ายเพื่อดึงดูดให้สนใจติดตามต่อ ก่อเป็นผลเกาะกระแสพระนิพพานในที่สุด

เดิมทีพิสุทธิ์แต่งเพลงเก็บไว้ตั้งแต่ตอน ม.ปลาย โดยเขียนเพลงรักโลภโกรธหลงมาก่อน ต่อมาได้อ่านหนังสือธรรมะมากขึ้นก็เลยเกิดแรงบันดาลใจทำออกมาเป็นเพลง โดยที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจ แต่เก็บไว้เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสพบกับโปรดิวเซอร์ที่เข้าใจและเห็นด้วยในหลักการ จึงเกิดเป็นผลงานอัลบั้มชุด “เกาะบันไดวัด” นี้

“เหตุที่เลือกดนตรีป็อป เราคิดว่าจะเลือกเสียงดนตรีที่บริโภคง่าย เราเจาะกลุ่มไปที่วัยรุ่นโดยเฉพาะ ไม่ใช่เหตุผลทางการตลาด แต่เป็นเหตุผลว่าวัยรุ่นน่าจะต้องการธรรมะเป็นกลุ่มที่เร่งด่วนที่สุด เราก็เลยเลือกเสียงดนตรีแบบวัยรุ่น คนที่คิดก็คือคุณต๋อย เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วเขาเป็นคนเลือกว่าใครจะเป็นคนร้อง”

ส่วนที่มาของชื่อวงที่คนถามกันมากนั้น พิสุทธิ์บอกว่าเกิดจากความบังเอิญ

“ตอนแรกที่เราส่งซิงเกิ้ลแรกไปที่คลื่น Fat Radio 104.5 MHz. เราทำเก๋ดีไซน์เป็นซองผ้าป่า ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘เรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา’ เพราะว่าอัลบั้มชุดนี้รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย เราจะเอาไปทำบุญ มันก็เหมือนเป็นผ้าป่าอย่างหนึ่ง ดีเจเขาไม่รู้ว่าจะเรียกวงเราว่าอะไร เพราะตอนแรกเรายังไม่มีชื่อวง มีแต่ชื่ออัลบั้ม เขาก็เลยเรียกเราว่า ‘เรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา’ เราก็เลยตกกระไดพลอยโจนใช้ชื่อนี้มาเลย

ชื่อนี้มันมีความหมายในตัวเอง คือว่าคนที่มาก็มีจิตศรัทธาเพราะว่าทำฟรี ได้ค่าตัวก็ได้ราคาแบบราคาวัด ไม่ใช่ราคาทั่วไป คนที่ซื้อไปฟังก็ซื้อด้วยจิตศรัทธาเพราะว่าเขารู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปทำบุญ”

วงนี้เป็นวงดนตรีที่รวมตัวกันเฉพาะกิจจริงๆ เพราะมีศิลปินมาร่วมงานจากหลากหลายค่าย ทั้งแกรมมี่ อาร์เอส หรือศิลปินอินดี้ ซึ่งพิสุทธิ์บอกว่าทางผู้ใหญ่ในค่ายนั้นๆ ก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขารู้ว่าโปรเจกต์นี้เป็นโปรเจกต์การกุศล

“รายได้ผมจะมอบให้วัดต่างๆ ที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาทางปัญญา ตอนนี้ที่ลิสต์ไว้ บริจาคไปแล้วก็มีวัดสวนแก้ว บริจาค 20,000 กว่าบาท วัดสวนโมกข์ที่สุราษฎร์ธานี วัดชลประทานของท่านปัญญา แล้วก็วัดมาบจันทร์ที่ระยอง วัดเหล่านี้เป็นวัดที่เคยให้ธรรมะแก่ผมมาก่อน เราก็เลยอยากจะไปบูรณาการเขา”

ซึ่งระหว่างที่ทำเพลงอยู่นั้น พิสุทธิ์ก็ได้นำผลงานเพลงไปปรึกษากับพระสงฆ์หลายรูป

“ที่ไปปรึกษาเพราะกลัวว่าเดี๋ยวเพลงที่ทำออกมาแล้วจะผิดพลาด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนส์ซิทีฟ พระอาจารย์พยอมท่านก็แนะนำว่ามันดี มันจรรโลงใจ สิบกว่าปีที่แล้วท่านก็แต่งเพลงไว้ ให้คุณสุรพล โทณวณิกเป็นคนเรียบเรียง คุณสุเทพ คุณสวลีมาร้อง ผมฟังแล้วก็ดีนะครับ แต่ถ้าให้วัยรุ่นมาฟังเขาคงไม่สนใจ อัลบั้มนี้ก็เลยเป็นดนตรีแบบนี้ ท่านก็ว่าดี จรรโลงใจ แต่ว่ากลัวว่าคนฟังจะน้อยต้องทำใจ แต่ถ้าทำได้ ดี ท่านสนับสนุน ส่วนพระอาจารย์สุรศักดิ์ที่วัดชลประทานท่านแนะนำว่าเมื่อมีเพลงมาฆบูชาแล้ว น่าจะมีเพลงวันวิสาขบูชาด้วย ให้มันครบ ก็เลยอธิบายท่านว่าบางครั้งผมยังคิดไม่ออก ยังเขียนไม่เสร็จ ขอไปคิดต่อไปแล้วกัน”

การเขียนเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาและธรรมะนั้น พิสุทธิ์ยอมรับว่ายากและแตกต่างจากการเขียนเนื้อเพลงทั่วๆไ ป

“เพราะหนึ่ง ต้องทำให้มันถูกต้องเป็นอันดับแรกเลย ต้องไปค้นคว้าหลักธรรม ต้องทำให้มันถูกต้อง เพราะถ้าผิดไปแล้วผู้บริโภคเสียหาย ผิดไปแล้วศาสนาเสื่อมเสีย อย่างที่สองก็คือว่า ต้องให้มันอยู่ในความพอดี ไม่ให้มันสุดขั้ว สุดโต่งเกินไป ถ้าสุดขั้วเกินไปมันก็กลายเป็นว่าปรุงกิเลสแล้ว ปรุงกิเลสขึ้นมา แทนที่จะฟังแล้วจรรโลงก็กลับกลายเป็นแล้วหลุดทะเลไปอีก”

เทคนิคที่พิสุทธิ์นำมาใช้ในการเขียนเพลงธรรมะให้ผู้ฟังวัยรุ่นฟังแล้วไม่รู้สึกว่าถูกเทศนาสั่งสอน ก็คือ “ผมจะใช้วิธีการหยิบหัวข้อธรรมใดหัวข้อธรรมหนึ่งมาขยายผล เช่นคำว่า ‘มรณสติ’ เราก็จะขยายผลโดยใช้คำง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์แสงธรรมะ ไม่ใช้บาลีสันสกฤตมากมายนัก และใช้คำที่ ‘โดนๆ’ วัยรุ่นเขา จริงๆ แล้วก็เป็นคำที่ท่านพุทธทาสใช้มาหลายสิบปีแล้ว เช่นคำว่า ‘ตายก่อนตาย’ แล้วเราก็เอาคำนี้มาทำให้วัยรุ่นรับฟัง แล้วก็โชคดีที่โปรดิวเซอร์เขารับลูกทำดนตรีได้โดดเด่น พอคนฟังเพลงปั๊บก็เข้าไปหาเนื้อหา พอฟังเนื้อหาก็เข้าไปหาหลักธรรม”

ดังนั้นในสายตาของพิสุทธิ์จึงมองว่าทั้งเนื้อหาและทำนองดนตรีของเพลงนั้น มีความสำคัญพอๆ กัน

“ทำนองเพลงคือ เหมือนเป็นนางกวักเรียกเข้ามา เนื้อหาคือหลักธรรมที่เราต้องการมอบให้คนฟังเขา ผมใช้คำว่าอย่างนี้ดีกว่า ดนตรีเหมือนกับเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่เราใช้เป็นตัวนำสารไปให้เขา”

งานเพลงในอัลบั้มนี้ พวกเขาเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเอง โดยก่อนหน้านี้พิสุทธิ์ได้เคยนำไปเสนอค่ายเพลงใหญ่บางค่าย แต่ก็ล้วนถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง

“พอบอกว่าเพลงธรรมะเหรอ ทุกคนก็จะยี้เลย เขาไม่ตอบรับ ไม่ช่วยเหลือ ไม่สนับสนุน ไม่ลองผิดลองถูกใดๆ ทั้งสิ้น เขาพูดด้วยมารยาทตบท้ายว่าถ้าคุณว่างลองเอาเดโมมาทิ้งไว้ แล้วเดี๋ยวเราจะพิจารณาเอง ซึ่งผมก็มองว่าคงไม่ได้ผลหรอก ก็เลยไม่เอาเดโมไปทิ้งไว้ที่ไหนเลย ”

แต่ผลตอบรับและความสำเร็จที่ได้รับในขณะนี้ กลับแสดงให้เห็นว่า ‘เรียนเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา’ ได้หักล้างความเชื่อของวงการดนตรีไทยที่ว่า เพลงรักอกหักเท่านั้นถึงจะขายได้และมีคนฟัง ด้วยยอดจำหน่ายอัลบั้มซีดีเพลงเกือบ 6,000 แผ่น และกำลังเร่งปั๊มออกมาอีกเป็นครั้งที่ 3 อีก 3,000 แผ่น โดยที่แทบจะไม่มีการซื้อโฆษณาโปรโมตอัลบั้มในสื่อใดๆ เลย

“เงินทุนส่วนใหญ่ก็มาจากผม เราก็ทำแบบเจียมตัว ปั๊มทีละ 3,000 แผ่น เช็กแผงเทปมาแล้วหมดแน่ๆ ก็ปั๊มใหม่อีก 3,000 ทีละสามพันไปเรื่อยๆ ตามกำลังกระเป๋าตังค์หมด แล้วก็โชคดีที่ร้านปั๊มเทป ร้านพิมพ์กล่องเข้าใจในหลักการ ก็เลยให้เครดิตมาอีกระยะหนึ่ง มันก็เลยพอมีเวลาให้มันหมุนเวียนได้บ้าง”

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้รับผลตอบรับดี ขอแค่ได้รับผลตอบรับบางส่วนก็พอ แต่ตอนหลังกลายเป็นว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาด อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แปลก และมันเป็นสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาก็โหยหาเหมือนกันนะ แต่อาจจะไม่มีคนกล้าทำ เพราะว่าเสี่ยงต่อการขาดทุนและเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น จริงๆ เพลงรักก็ไม่ใช่ว่าเสียหาย ที่ผ่านมาก็มีหลายวงที่สอดแทรกเพลงธรรมะ อย่างเช่น อัศนี-วสันต์ ที่ทำเพลง ‘ทำดีได้ดี’ เขาก็ทำดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าใส่เพลงธรรมะลงไปทั้งหมด เพราะว่าจะไม่มีคนฟัง”

ซึ่งหากผลออกมาในทางตรงกันข้าม งานเพลงชุดนี้ไม่ได้รับการยอมรับ พิสุทธิ์บอกว่าเขาก็คงแต่งเพลงเก็บไว้ไปเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาสประจวบเหมาะ งบประมาณมีก็จะทำต่อไป

“ตัวผมเองตั้งใจจะทำปีละชุด ไม่ให้มากเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไป อยากทำให้เหมือนกับตอนที่ผมเด็กๆ ทุกๆ ตรุษจีนจะต้องมีหนังเฉินหลง ทีนี้ก็อยากจะให้นึกถึงว่าพอวันวิสาขบูชาปั๊บ อัลบั้มเกาะบันไดวัดจะต้องออกมา คนก็จะได้โน้มใจมาทางด้านพระพุทธศาสนาบ้าง ไม่ใช่ว่าวันวิสาขบูชานอนสบายอยู่บ้านไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอวันคริสต์มาส วันวาเลนไทน์ เฮฮาปาร์ตี้ ตรุษจีนก็ดีใจได้รับอั่งเปา แต่วันมาฆบูชา วิสาขบูชา ไม่เข้าใจ... อยากให้เป็นเพลงทุกคนร้องได้เหมือนเพลง ‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทู ยู’ ที่ร้องกันได้ทุกชาติทุกภาษา”

“ส่วนหนึ่งของผมก็อยากจะให้ธรรมะกระจายไปในวงกว้าง เหมือนกับในโบสถ์ศาสนาคริสต์ เขามีออแกน มีอิเล็กโทน มีเสียงประสานเพราะๆ แล้วจิตใจของคนที่เข้าโบสถ์นี่เขาจรรโลงแล้วเขารับไป แต่ว่าวัดเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราก็น่าจะมีประยุกต์แบบนี้เข้ามา เพื่อคนที่ไม่เข้าใจธรรมะลึกซึ้งมาก ฟังเพลงแล้วซึมซับ แต่คนที่เข้าใจธรรมะลึกซึ้ง คนเฒ่าคนแก่ฟังธรรม ฟังสวดมนต์ก็เพลิดเพลินได้ อันนี้ก็ไม่จำเป็น

อันนี้เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ขออนุญาตเปรียบเทียบเหมือนกับพระพยอมที่ท่านเทศน์ โดยใช้สอดแทรกมุกตลก สอดแทรกเหตุการณ์ปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของท่านเพียงเพื่อให้เด็กและคนเข้าวัดมาฟังเทศน์มากขึ้น ท่านไม่ได้มีเจตนาทำเป็นตลก พอเวลาเราเข้าไปคุยกับท่านส่วนตัวสองต่อสอง ไม่มีคนอยู่ ไม่ตลกเลยนะครับ คุยกันจริงจัง ซีเรียส ลึกซึ้ง…”

ส่วนความคาดหวังที่พิสุทธิ์หวังว่าคนฟังจะได้จากการฟังเพลงในอัลบั้มนี้ คือ

“หวังว่าเขาจะได้เกร็ดธรรม และก็เป็นการเริ่มต้นให้เขาศึกษาธรรม เหมือนกับชื่อชุดอัลบั้มเลย ตั้งชื่อ ‘เกาะบันไดวัด’ ก็เหมือนกับว่า ให้เขาเข้ามาถึงบันไดวัดแล้วเริ่มเกาะ แล้วเขาก็เข้าไปสู่ตามทิศทางของมันเอง พอเข้าไปลึกซึ้งถึงข้างในวัดแล้วก็ไม่ต้องมีเพลง เขาบอกว่าหลักธรรมนี่ถ่ายทอดด้วยคำพูดไม่ได้ สุดท้ายก็คือจิตถึงจิตเลย...” ชื่ออัลบั้มเกาะบันไดวัด จึงไม่ได้หมายถึงอัลบั้มเพลงธรรมะสูงส่งที่ฟังยากจนต้องปีนบันได (วัด) ฟัง แต่เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ทางธรรมของผู้ฟัง โดยเฉพาะวัยรุ่น นอกจากนี้พิสุทธิ์ยังหวังให้วงการดนตรีเมืองไทยเกิดวงดนตรีเพื่อศาสนาแนวนี้มากขึ้น

“สิ่งที่ผมคาดหวังคือ เหมือนกับผมโยนหินไปแล้วก็มีคลื่น วงน้ำที่เกิดขึ้นนี่ แล้วมีคนรับลูกต่อไม่ว่าแกรมมี่ อาร์เอส เห็นดีด้วย ไปช่วยกันแต่งออกไปเท่าไรยิ่งดี ให้มีวงดนตรีแนวนี้เยอะๆ ให้สอดแทรกธรรมะ มาเยอะๆ ไม่ใช่เพลงรักไม่ดี แต่ให้สอดแทรกเพลงธรรมะบ้าง

อยากจะให้คนที่ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่เข้าใจช่วยกันต่อยอดออกไป จะไปผลิตเป็นเพลง จะนำไปทำเป็นของชำร่วย หรือจะทำอะไรก็ได้ที่สอดแทรกธรรมะเข้าไป ในทุกๆ จุดของสังคม จะได้เป็นแนวร่วมไปด้วยกัน”