ถ้าสถานการณ์ของฟุตบอลไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนคนไข้ที่ป่วยเรื้อรังอยู่ในห้องไอซียู มายาวนานบางช่วงเวลาก็เหมือนจะมีแสงสว่างแห่งความหวัง แต่หลายครั้งที่ความหวังเหล่านั้นถูกทำลายโดยระบบของการจัดการที่ไม่เคยประสานงานกันได้ นับตั้งแต่ฟุตบอลกึ่งอาชีพในเมืองไทยยังเรียกกันว่าฟุตบอลถ้วย ก. พัฒนามาสู่ ไทยแลนด์ลีก จนมาถึง ไทยลีก ในปัจจุบัน ความหวังที่จะเห็นนักฟุตบอลฝีเท้าเยี่ยม ที่เกิดในเมืองไทย ฝึกในเมืองไทย และ เล่นให้กับสโมสรไทย ดูท่าจะเป็นเพียงความสิ้นหวัง
เมื่อไม่มีฐานนักฟุตบอลฝีเท้าดีจากสโมสรในประเทศ ทำให้พัฒนาการของทีมชาติไทยยังย่ำอยู่กับที่ สิบปีที่ผ่านมาเป็นเช่นไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ผู้เล่นตัวหลักก็ยังคงเป็นม้าแก่ที่เกือบจะหมดสมรรถภาพ หลายต่อหลายครั้งที่มีโครงการส่งนักฟุตบอลในระดับเยาวชนไปหาประสบการณ์ หรือฝึกกับทีมในต่างประเทศ แต่ความที่ไม่มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้เยาวชนที่ถูกส่งไปหลายคนเงียบหาย หรือเด็กบางคนอาจทำผลงานในทีมระดับเยาวชนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เมื่อต้องทดสอบฝีเท้าในการเล่นอาชีพจริงมักจะหาโอกาสเกิดได้ลำบาก
นอกจากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยยังไม่มีลีกที่แข็งแกร่งรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเริ่มถอดใจกันหมดหันไปสู่วงการบันเทิงบ้าง หรือ ไปเล่นในลีกต่างประเทศที่ทำเงินได้ดีกว่า
แต่สำหรับ พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน และเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นของศูนย์หน้าชื่อดังอย่าง “ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน” นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่กำลังรอคอยวันแห่งความสำเร็จอย่างมุ่งมั่น แตงโม นั้นเป็นทั้งความหวังของพ่อ และ มีความปรารถนาส่วนตัวอย่างแรงกล้าที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยความมุ่งมั่นยิ่ง
ด้วยวัย 19 ปีเต็ม แตงโม ผ่านการฝึกอย่างเชี่ยวกรำจาก มิดเดิลสโบรช์ คอลเลจ ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนและทีมฟุตบอลที่ให้ทุนเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ในอังกฤษนานถึง 3 ปีเต็ม ก่อนหน้าที่จะกลับเมืองไทยครั้งนี้ แตงโม ได้นำทีมต้นสังกัด คว้าแชมป์ฟุตบอล เคาท์ตี้ คัพ และได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุด 16 ประตู
แต่ถึงแม้ แตงโม จะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนโอกาสที่จะได้เข้าไปคัดตัวกับสโมสรในอังกฤษก็ยังเลือนราง เพราะนอกจากปัญหาในเรื่องของการขอ เวิร์คเพอร์มิต หรือ ใบอนุญาตประกอบอาชีพแล้ว แตงโม ยังได้รับคำแนะนำจากบิดา ซึ่งมองว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ โอกาสของแตงโม ในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจะน้อยลงไปเรื่อยตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
การกลับมาเมืองไทยในครั้งนี้ของแตงโม จึงไม่ใช่เป็นเพียงการกลับมาเพื่อพักผ่อนตามปกติ แต่เป็นการกลับมาเพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนอนาคตนักฟุตบอลอาชีพ ร่วมกับบิดาที่กำลังจะปูทางให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เริ่มต้นกับ ลีกใหญ่ในเอเชีย อย่าง เค-ลีกของประเทศเกาหลีใต้
- โอกาสยากเย็นได้เล่นฟุตบอลอาชีพอังกฤษ
เวลา 3 ปีที่ แตงโม หรือ พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน ไปใช้ชีวิตของนักเรียน และ นักฟุตบอลของทีม มิดเดิลส
โบรช์ คอลเลจ ในประเทศอังกฤษ การกลับมาเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งของแตงโม มักจะเป็นการกลับมาแบบเงียบๆ และไม่ค่อยมีใครทราบข่าวนัก
แต่ครั้งนี้การกลับมาของแตงโม กลายเป็นที่จับตาของคนทั้งในและนอกวงการฟุตบอล เพราะถ้าเทียบฟอร์มในขณะนี้แล้ว เด็กหนุ่มในวัย 19 ปีเต็มที่ผ่านการฝึกอย่างเชี่ยวกรำจาก ประเทศซึ่งเป็นต้นกำเนิดกีฬาฟุตบอล ย่อมต้องเป็นเลือดใหม่แห่งวงการฟุตบอลไทย ที่น่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติไทยในอนาคตได้แบบไม่ต้องสงสัย
ปัจจุบัน แตงโม ฝึกซ้อมอยู่กับ สโมสรห้างขายยา “โอสถสภา” เป็นการฝึกซ้อมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแตงโม เล่าถึงกิจวัตรประจำวันของเขาว่า “ตอนเช้าจะไปเทรนกล้ามเนื้อ ด้วยการเล่น เวทที่ มหาวิทยาลัย ศรีปทุม ช่วงบ่ายจะพักซึ่งอาจจะดูหนังหรือไม่ก็อยู่บ้าน จากนั้นก็จะมาซ้อมร่วมกับสโมสรโอสถสภาในตอนเย็น”
การกลับมาในครั้งนี้ดูเหมือนว่า เป้าหมายในการเล่นอาชีพของแตงโมจะยังคงอยู่แต่อาจจะต้องเปลี่ยนเส้นทางจากอังกฤษมาเป็นเอเชียแทน ซึ่งแตงโมเองได้อธิบายถึงจุดเปลี่ยนในเวลานี้ของเขาว่า
“จากที่ได้ไปฝึกที่นั่น 3 ปี ก็รู้สึกว่าฝีเท้าพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม คือระบบการฝึกสอนที่เมืองไทยกับอังกฤษไม่ต่างกันมาก แต่สภาพอากาศและการจัดการของบ้านเรายังดีไม่เท่ากับเขา ที่อังกฤษจะเน้นเรื่องพละกำลังมากกว่า คือ โยนแล้ววิ่งตามบอล แต่เมืองไทยเล่นแบบวิ่งต่อบอล ส่วนการฝึกซ้อมก็ 2 รอบเหมือนเมืองไทย
ถือว่านอกจากได้ทักษะและประสบการณ์ทางด้านฟุตบอลแล้ว ยังได้เรื่องภาษา นอกจากนั้นยังได้รู้จักกับระบบและผู้คนในสังคมฟุตบอลอังกฤษอีกด้วย ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่โอกาสในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่นั่น ตัวผมยังเห็นภาพไม่ชัดนัก เพราะตอนนี้เราก็อายุ 19 แล้วต้องได้เล่นทีมอาชีพ แต่ก็ยังไม่ถูกเรียกไปคัดตัว แล้วยังมีเรื่องการของเวิร์คเพอร์มิต หรือ ใบประกอบอาชีพ ซึ่งจะมีปัญหามากกับนักฟุตบอลที่ไม่ได้มาจากประเทศที่อยู่ในอียู
ซึ่งตรงนี้ก็ได้ปรึกษากับ คุณพ่อ ก็คิดว่าจะลองไปทดสอบฝีเท้าที่ เค-ลีก ซึ่งก็มีสโมสรเรียกตัวมาแล้วสองสามแห่ง ถ้าการทดสอบผ่านไปได้ด้วยดีก็คิดว่าตนเองก็น่าจะเริ่มเล่นได้เลย เพราะปัจจุบันก็หมดสัญญากับทาง มิดเดิลสโบรช์ คอลเลจแล้ว”
- เค-ลีก ความหวังใหม่ของทายาทลูกหนัง
ด้วยความสำเร็จของบิดา ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ซึ่งเป็นศูนย์หน้าชื่อดังของเมืองไทยและเป็นดาราฟุตบอล
ของเอเชีย เส้นทางของเดอะตุ๊กในวงการลูกหนังนั้น ก้าวถึงจุดสูงสุดในการค้าแข้งอาชีพกับสโมสรของเกาหลีใต้ที่ชื่อ ลักกี้ โกลด์สตาร์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น อันยาง แอลจี ชีตาร์ ในปัจจุบัน เส้นทางแห่งความสำเร็จในอดีต กำลังจะถูกสานต่อด้วยความมุ่งมั่นของ พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน ทายาทลูกหนัง ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ ปิยะพงษ์เอง
สำหรับ ลีก ที่ได้มาตรฐานเอเชีย และได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งปั้นนักเตะดาวรุ่งมากมายสู่ตลาดนักฟุตบอล คงหนีไม่พ้นสองลีกดังอย่าง เค-ลีก แห่งเกาหลีใต้ และ เจ-ลีก ของญี่ปุ่น ครั้งหนึ่ง ปิยะพงษ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของลูกชายว่า
“มีอยู่ประมาณ 2-3 ทีมใน เค-ลีก ที่ต้องการให้ แตงโม ไปทดสอบฝีเท้า รวมถึงทีมใน เจลีก โดยเฉพาะทีมเก่าของผมที่เกาหลีใต้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการคุยในรายละเอียดในเบื้องต้นไปบ้างแล้วหากตกลงกันได้ ก็จะส่ง แตงโม ไปเล่นอาชีพทันที ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า แตงโม น่าจะทำได้ดี เพราะสภาพของเขาตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมาทั้งสรีระและฝีเท้า น่าจะได้เป็นนักเตะอาชีพที่ดีได้”
ซึ่งการไปค้าแข้งใน เค- ลีก นั้นแตงโม เองก็มีความมุ่งมั่นเช่นกัน เด็กหนุ่มอนาคตไกลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ตอนนี้เป้าหมายในการเล่นอาชีพของผม อยู่ที่เค-ลีกครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีเพราะ เค- ลีกก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น ลีก ที่ได้มาตรฐานและมีนักฟุตบอลต่างชาติไปค้าแข้งกันมาก คิดว่าตนเองน่าจะได้พัฒนาขึ้นไปอีกเมื่อได้เล่นอาชีพอีกอย่างคุณพ่อก็แนะนำด้วย เพราะเขาเองก็เคยเล่นที่เกาหลีมาก่อน ส่วน เจ-ลีก คงต้องรอเรียกไปคัดตัวก่อน ถึงจะรู้ในรายละเอียดทั้งหมดก่อนที่จะตัดสินใจ”
ด้วยสรีระที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี มีความสูงกว่า180 ซม. และยังเล่นได้แข็งแกร่งเพราะถูกฝึกฝนมาในทักษะเดียวกับนักฟุตบอลยุโรป แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้แตงโม น่าจะเป็นศูนย์หน้าที่สโมสรในเอเชียต้องการไปร่วมทีมด้วยมากที่สุดคนหนึ่ง
- ถ้ามีโอกาสอยากรับใช้ทีมชาติไทย
เป็นที่รู้กันดีว่า ในเมืองไทยนั้นหนทางเดียวที่นักฟุตบอลจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้รู้จักกันในวงกว้าง
คือการติดทีมชาติ การเล่นให้กับสโมสรในลีกอาชีพ นั้นดูจะเป็นหนทางที่ยากลำบากเพราะความสนใจของแฟนบอลเมืองไทยต่อฟุตบอลอาชีพในประเทศยังมีน้อยมาก
แตงโม ซึ่งรู้ซึ้งถึงการไต่เต้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพในเมืองไทยดี ตั้งแต่ยังเล็ก มองว่าหากมีโอกาสตัวเขาเองก็อยากรับใช้ทีมชาติ เพราะครั้งหนึ่งก็เคยเล่นให้กับทีมยู 20 มาแล้วตอนนี้ก็ถูกเรียกไปคัดตัวให้กับทีมยังบลัด ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวในทีมชาติ
นอกจากนี้ แตงโม ยังมองว่า หากเขาได้ไปค้าแข้งในลีกอาชีพ เต็มรูปแบบอย่างใน เค-ลีก ก็จะสามารถพัฒนาฝีเท้าได้มากกว่าเดิม และคิดว่าจะมีส่วนช่วยทีมชาติได้มาก ไม่เพียงเท่านั้นเด็กวัยรุ่นอย่างแตงโม ยังมีมุมมองในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยที่น่าสนใจ เขากล่าวว่า
“ในเมืองไทยนั้นเด็กที่อยากเล่นอาชีพอย่างผมยังมีอีกมาก เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสที่ดีอย่างที่ผมได้รับ อีกอย่างหลายคน พอพ้นวัยนี้ไปแล้วความมุ่งมั่นก็จะลดลง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากเรามีความมุ่งมั่นแล้ว เราก็จะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ นอกจากนี้เรื่องการสร้างกล้ามเนื้อหรือ เรื่องโภชนาการก็สำคัญต้องมีการดูแลควบคู่กันไปที่สำคัญที่สุดเรื่องยาเสพติดหรือของมึนเมาต้องไม่ยุ่งเลย
นอกจากนี้ในเมืองไทยนักฟุตบอลที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องเล่นให้กับทีมชาติ แต่ถ้าเป็นเมืองนอกเยาวชนของเขาจะพัฒนาขึ้นมาจากสโมสรซึ่งจะมีแมวมองคอยดูว่าคนไหน มีฟอร์มการเล่นที่น่าสนใจ ซึ่งเรื่องนี้เมืองไทยไม่มี ทำให้เด็กของเขาก็มีโอกาสมากกว่า”
แตงโม นั้นเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุเพียง 9 ปีเวลาที่ผ่านไป 10 ปีเขาได้รับประสบการณ์ทั้งในและนอกประเทศมากมายเป็น ปัจจุบันเขาคือหนึ่งเมล็ดพันธุ์แห่งวงการกีฬาที่กำลังจะเติบโตอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้การดูแลอย่างดีของผู้เป็นบิดา
ในวันนี้แม้ว่าแตงโม จะยังไม่มีสโมสรต้นสังกัดที่แน่นอน แต่ความสามารถและความมุ่งมั่นย่อมทำให้แตงโม ได้พบกับโอกาสที่จะเปิดประตูสู่สังคมของฟุตบอลอาชีพได้อย่างแน่นอน แม้จะเป็นในเอเชีย แต่ก็เป็นก้าวย่างที่มั่นคงและน่าจับตาอย่างยิ่ง


