xs
xsm
sm
md
lg

ฤาจะเหลือแค่ 5 ปีที่คนกรุงจะมีเรือคลองแสนแสบเป็นปัจจัย 5

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ใครที่บอกว่ารถยนต์มีสถานะเป็นปัจจัย 5 เรือด่วนคลองแสนแสบก็คงไม่แตกต่างไปจากนั้น และถึงแม้ว่าวันนี้การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพจะวิวัฒนาการไปอย่างไร ลูกค้าขาประจำส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันว่า เรือด่วนคลองแสนแสบยังคงเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับพวกเขา ด้วยคำพูดนี้น่าจะสร้างพลังและกำลังใจก้อนโตให้แก่คนทำ

...แต่ด้วยเหตุผลกลใด “ชวลิต เมธยะประภาส” เจ้าของกิจการเรือด่วนถึงบอกว่า “ไม่เกิน 5 – 6 ปี ข้างหน้า กิจการนี้จะต้องสูญพันธุ์”

ปี 2533 เมื่อเรือคลองแสนแสบเริ่มวิ่งก็ให้ประสบการณ์แปลกใหม่กับผู้โดยสารชาวกรุง ด้วยความไม่รัญจวนของกลิ่นน้ำ น้ำดำๆ ที่กระเซ็นโดนหน้าตา ทำให้หลายคนไม่เคยใช้ก็ต้องพกผ้าเช็ดหน้าติดตัว สัมพาระรุงรังต้องจัดเก็บในกระเป๋าให้คล่องตัว ต้องมือไวเท้าไวคอยกระโดดขึ้นลงเรือจากขอบเรือ ต้องทนยืนเบียดเสียดยัดเยียดในเวลาเร่งด่วน รวมทั้งเสี่ยงต่อการเปียกน้ำหรือตกน้ำอีกต่างหาก

แต่เพียงไม่นานความทุลักทุเลทั้งหลาย ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติที่คุ้นชินกันไป โดยเฉพาะเมื่อนำอุปสรรคเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับระยะเวลาในการเดินทาง ตั้งแต่ย่านบางกะปิมาถึงย่านราชดำเนินผ่าน 27 ท่าไม่เกิน 1 ชั่วโมง เรือก็เทียบส่งถึงที่ ผิดกับสภาพการณ์บนท้องถนน ยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน ฝนตก น้ำท่วม คงต้องใช้เวลามากกว่าถึง 2 – 3 เท่า “ความเร็ว” จึงคงเป็นเอกลักษณ์ของเรือด่วนคลองแสนแสบที่ครองหัวใจของชาวกรุงหลายหมื่นคนมานานนับปี

……………………………..

ยามเย็นบริเวณท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ จะมีเรือจอดลอยลำรอผู้โดยสารอยู่ ช่วงไหนผู้โดยสารมาก เรือจะเข้าเทียบท่าเพียงครู่เดียว ช่วงไหนผู้โดยสารน้อยก็อาจยืดระยะเวลาจอดรอนานขึ้น

ธนพัฒน์ วงศ์คล้าย พนักงานธนาคาร นั่งรอเรือออกอยู่บนท่า หลังจากสอบถามก็พบว่าเขาเป็นหนึ่งในขาประจำที่ใช้บริการเรือในคลองสายนี้มานาน 5 - 6 ปีแล้ว “ผมนั่งเรือไปกลับที่ทำงานทุกวันจากท่าบางกะปิถึงท่าผ่านฟ้า ผมจับเวลาได้เลยว่าผมจะมาถึงที่ทำงานกี่โมง กลับถึงบ้านกี่โมง ส่วนมากคนที่นั่งเรือก็เพราะเรื่องนี้แหละ มันกำหนดเวลาได้ มันกำหนดแผนสำหรับชีวิตประจำได้”

สมสกุล งามแก้ว พนักงานบริษัทย่านปิ่นเกล้า อีกผู้ที่นั่งเรือสายนี้มาเป็นเวลานับ 10 ปี สมสกุล เล่าว่า “ผมนั่งเรือมาตั้งแต่เรียนราม ตอนนี้ทำงานมา 7 ปีแล้วก็ยังนั่งอยู่ นั่งจากต้นสายมาลงท่าผ่านฟ้า 15 บาท เร็วด้วย ...ผมมีรถยนต์นะ แต่ผมไปกลับแบบนี้ประหยัดกว่า วันนึง 30 บาทเอง ถ้าเทียบกับต้องเติมน้ำมันรถ ผมว่ามันยิ่งกว่าคุ้ม ยิ่งน้ำมันแพงอย่างตอนนี้”

สำหรับการเดินทางของคนกรุงเทพ นับวันก็ยิ่งมีทางเลือกให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถประจำทางสายต่างๆ แล้ว ก็ยังมีรถตู้ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ขนส่งมวลชนเหล่านี้ก็ไม่สามารถตีตื้นขึ้นมาทดแทนการนั่งเรือจากคลองแสนแสบได้ คำตอบก็ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยาก เพราะการขนส่งแบบนั้นยังแผ่โครงข่ายได้ไม่ครอบคลุมพื้นที่

“ถ้าบีทีเอส หรือรถไฟใต้ดินวิ่งมาถึงบางกะปิ มีนบุรี ผมก็คงไม่นั่งเรือหรอก แต่นี่สถานีรถไฟฟ้าอยู่ที่หมอชิต สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ที่แยกรัชดา บ้านผมอยู่มีนบุรี ต้องมาทำงานที่อิตัลไทย ผมไม่เกี่ยงนะถ้าจะให้นั่งรถเมล์มาต่อที่บางกะปิ แต่นี่ต้องนั่งรถเมล์ผ่านถนนลาดพร้าวไปเกือบครึ่งทางกว่าจะไปขึ้นรถไฟฟ้าทั้งหลายได้ มันไม่ไหว คนมีรถไม่เข้าใจหรอกว่าคนต้องพึ่งพาการเดินทางจากระบบมันเป็นอย่างไร อย่างผมเข้างาน 8 โมง ไปรถเมล์ คงต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 แต่นี่ขอให้มาขึ้นเรือได้ก่อน 7 โมงครึ่งผมก็ไม่สายแล้ว” ประพันธ์ ศรีอินทร์ คนทำงานอีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น

“14 ปี น้ำมันเพิ่ม ต้นทุนเพิ่ม เปลี่ยนเรือ เปลี่ยนท่า แต่ไม่เปลี่ยนราคาค่าโดยสาร ...ครอบครัวขนส่งเป็นของท่าน ...เราอยู่ได้ด้วยระบบเกียรติยศ …ช่วยบอกคนข้างๆ ให้ชำระค่าโดยสารด้วย...”

หากใครเป็นลูกค้าประจำหรือมีโอกาสได้ขึ้นเรือ วันนี้คงท่องจำข้อความเหล่านี้ได้ขึ้นใจแล้ว เพราะเจ้าของเค้าทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดไปทั่วทุกแห่งหนบนเรือ ซึ่งความรู้สึกหลังจากอ่านแล้ว นอกจากจะรู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่น แต่ก็ยังจับต้องได้ถึงสุ่มเสียงแห่งความน้อยใจอยู่กลายๆ หรือเจ้าของมีนัยยะที่จะบ่งบอกความในบางอย่างอยู่ ซึ่งหลังจากเข้าไปเจาะใจฟังจากปากคำของเจ้าของ กลับได้ยินถ้อยคำที่น่าตกใจกว่าที่คาดคิดว่า “ครอบครัวขนส่งอาจจะยืนหยัดอยู่อีกเพียง 5 – 6 ปี”

……………………………..

สำนักงานเล็กๆ สร้างขึ้นหยาบๆ ด้วยไม้ ที่นี่คือศูนย์กลางสำหรับการประสานงานการเดินเรือของครอบครัวขนส่ง ที่ที่ ชวลิต เมธยะประภาส เจ้าของบริษัทใช้บอกเล่าความในใจ

ด้วยการแต่งตัวแบบง่ายๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากคนขับเรือหรือเด็กเรือ ชวลิตนั่งจับเข่าเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวพร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาพรำๆ “ผมคาดว่าประมาณ 5 - 6 ปี กิจการแบบนี้ต้องสูญพันธุ์ เพราะว่าอะไร คุณต้องดูภาพรวมของโลก ระบบขนส่งมวลชนแบบรางคือแบบที่ดีที่สุดของโลก ประเทศที่พัฒนาแล้วเค้าใช้ระบบรางกันทั้งนั้น ต่อไปการพัฒนาการขนส่งหลักของประเทศก็ต้องใช้แบบราง ไม่มีทางที่เค้าจะไม่ทำรถไฟใต้ดิน ถ้ารถไฟฟ้าใต้ดินเปิดปีนี้ แล้วพัฒนาให้ดีไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะมีโครงข่ายเต็มไปหมด เหมือนกับ บีทีเอส แรกเกิดทุกข์ระกำมาก ท้ายสุดทุกคนก็ขอให้เพิ่มเส้นทาง มันเป็นความเปลี่ยนแปลงธรรมดาของโลก บทบาทของรถยนต์รถเมล์จะลดลง การขนส่งบนถนนพื้นราบต่อไปก็เจ๊งหมด รวมทั้งเรือด้วย เรือสู้ระบบขนส่งมวลชนจริงๆ กับเค้าไม่ได้หรอก ยิ่งตอนนี้ถือว่าเป็นยุควิกฤตของการใช้น้ำมัน มีการจดสิทธิบัตรทางปัญญากันชัดเจนมากขึ้น นักวิจัยก็จะพยายามคิดค้นรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช้น้ำมัน ในที่สุดมันก็จะมีรถที่ไม่ใช้น้ำมันออกมาวิ่ง ในส่วนกิจการของเรา เรือเอาไปแปลงทรัพย์สินเป็นทุนก็ไม่ได้ ไม่มีใครยอมรับให้ใช้เรือกู้เงิน อู่ซ่อมเรือก็สร้างในคลองไม่ได้ ต้องเอาออกไปนอกแม่น้ำ อีกไม่กี่ปีนี้เรือขนคนมันก็อยู่ไม่ได้ มันถูกปีบให้เลิกไปโดยปริยาย จะทำได้ก็แค่ใช้เป็นเรือเดินทางแบบท่องเที่ยวดูวัฒนธรรมริมคลอง เป็นธุรกิจเล็กๆ เท่านั้น ...แถมไม่พอเดี๋ยวนี้คนยังไม่ยอมจ่ายค่าโดยสารกันอีก เราก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่จ่ายก็ไม่จ่าย ใครที่บอกว่าผมรวย ไม่จริงเลย ถ้าทำแล้วรวยป่านนี้ทุกคลองก็มีแบบนี้กันหมดแล้ว ตอนนี้ผมมีเรืออยู่ 60 ลำ มีคนขึ้นวันละ 20,000 คน ก็เท่านั้น และต่อไปมันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ขนาดเรือเจ้าพระยาเค้ายังมีคนขึ้นวันละ 4 ถึง 5 หมื่นคนต่อวัน แต่นั่นเค้าทำมานาน ตอนนี้ผมแค่พออยู่ได้ แต่ผมยืนยันจะเก็บค่าโดยสารเท่าเดิมนะ ถึงได้บอกว่า ถ้าไหวก็ยังทำอยู่ ถ้าไม่ไหวก็จะบอก ...อย่างเรื่องราคาค่าโดยสารก็เหมือนกัน ตามความคิดผม ผมอยากให้มันลอยตัวขึ้นลงตามราคาน้ำมันเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันมันแพงก็สูงขึ้น น้ำมันมันลงก็ลดลง แต่มันจะคุมให้เป็นแบบนั้นได้หรือเปล่า ...น้ำมันมันต้องสั่งเข้าจากเมืองนอก ต้องหันมาใช้ของที่มีอยู่ในประเทศ อย่างอีจีวี ผมก็อยากใช้ แต่ถังน้ำมันเรามันโตทำไม่ได้ แล้วผมถามว่าต่อไปถ้าเจ๊ง เรือที่มีผมจะเอาไปขายใคร ใครเค้าจะซื้อ ...เรือที่วิ่งอยู่เดี๋ยวนี้ก็พยายามปรับปรุงให้มันดีขึ้น ผู้โดยสารโทรเข้ามาบอกว่าเราต้องทำอย่างไร เราก็ปรับเปลี่ยนตาม ผมบอกเสมอว่าเรือเป็นของเค้าด้วยเหมือนกัน” ถ้อยคำเปิดใจอัดอั้นยาวเหยียดของ ชวลิต จบลงพร้อมกับสายฝนพรำ

ทว่า หลังจากตรวจสอบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ได้สำรวจจำนวนคนโดยสารเฉลี่ยรายวันของเรือในคลองแสนแสบจำแนกตามท่าเทียบเรือ 15 ท่า จากทั้งหมด 27 ท่าในปี 2546 กลับพบจำนวนผู้โดยสารที่แตกต่างกันมากมาย คือ ในวันราชการจะมีคนขึ้นเรือทั้งหมด 77,987 คน ส่วนวันหยุดราชการมีคนขึ้นทั้งหมด 31,569 คน ทำให้ต้องกลับมามองใหม่ว่าเหตุผลเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่จะกระทบต่อกิจการการเดินเรือ มีน้ำหนักพอหรือไม่ หรือยังมีเหตุผลคลุมเครืออื่นที่เจ้าของกิจการยังไม่ได้แย้มเปรย...

……………………………..

ตั้งแต่ปี 2533 ที่เรือด่วนคลองแสนแสบเริ่มวิ่ง วันนี้ก็ผ่านยุคสมัยมาหลายเพลา สมัยนั้นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้ชักชวนกลุ่มเดินเรือหางยาวในนาม หจก.ขนส่ง มาวิ่งในคลองแสนแสบ เพื่อช่วยการจราจรที่เป็นอัมพาตในช่วงนั้น และยังมีเหตุผลประกอบที่ว่า เรือจะช่วยทุเลาความเน่าเสียของน้ำในคลองด้วย ในช่วงแรกๆ กิจการก็ยังขาดทุนอยู่ เพราะลักษณะของเรือหางยาวที่เคยวิ่งในแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่สะดวกและเหมาะสมกับน้ำในคลองที่มีทั้งตะกอน และขยะมากมาย ทำให้ใบจักรเรือเสียหาย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเรียนรู้ และแก้ไขปัญหา โดยการพัฒนาติดตั้งเครื่องยนต์ไว้กลางลำเรือ แต่หลังวิ่งไปไม่นานก็ถูกบ้านอาคารริมคลองร้องเรียน ว่าเป็นผู้ทำให้ตลิ่งพัง เสียงดัง ปล่อยควันพิษ ผสมโรงไปกับข้อท้วงติงจากผู้โดยสารที่มักจะเปียกน้ำหรือตกเรืออยู่เป็นประจำ ในสายตาของคนทั่วไปจึงมักมองว่าเรือมีแต่จะก่อปัญหา อย่างไรก็ตามหลังดำเนินกิจการมา 14 ปี ทุกวันนี้ ครอบครัวขนส่ง มีเรือทั้งหมด 60 ลำ ผ่านเส้นทางสาธารณะ 27 ท่า และหากมองจากค่าโดยสารสูงสุดที่ราคา 15 บาท วัดจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวันตามคำบอกกล่าวของเจ้าของกิจการ คือประมาณ 20,000 คน รายได้เฉลี่ยต่อวันของครอบครัวขนส่งจะตกอยู่เกือบ 500,000 บาท ตัวเลขเพียงเท่านี้ก็น่าจะยืนยันได้ว่ากิจการได้ผ่าวิกฤตมาจนอยู่ตัว

……………………………..

ในขณะที่การคาดการณ์ของชวลิตยังมาไม่ถึง ...ช่วง 5 ถึง 6 โมงเย็นในฤดูนี้ สายฝนกำลังโปรยปราย ผู้โดยสารนับร้อยที่เพิ่งเลิกงานจะมายืนรอเปลี่ยนเรือกันตรงท่าประตูน้ำ วัฒนา เขียวสิน กับ บังซี๊ด นายท่าประจำประตูน้ำของครอบครัวขนส่ง พร้อมกับ เกียรติ นายท่าจากกรมเจ้าท่า ทำงานกันอย่างแข็งขัน เสียงโทรโข่งดังขึ้นประชัญกับเสียงเรือและเสียงฝน

“เรืออีกลำกำลังจะเทียบท่าแล้วครับ ผู้โดยสารกรุณาเตรียมพร้อม อย่ายืนออกมานอกเส้นเหลืองนะครับ รอให้เรือจอดสนิทก่อนแล้วค่อยขึ้น เมื่อวานมีคนตกน้ำ โชคดีที่ไม่เป็นอะไร วันนี้ผมหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น ฟังเสียงนกหวีดด้วยนะครับ พอคือพอ ยังไงก็ได้กลับบ้านกันทุกคนครับ”

แต่ไม่ว่านายท่าทุกคนจะพร่ำพูดอย่างไร ผู้โดยสารเรือก็จะกรูกันลงเรือทุกครั้ง แม้เสียงนกหวีดจะดังขึ้นสามสี่หนแล้วก็ตาม อุบัติเหตุจึงไม่ได้เกิดเพราะอันตรายจากเรือเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความร้อนรนอยากจะถึงบ้านโดยเร็วของผู้โดยสารเองด้วย ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่ผู้โดยสารด้วยกันเองก็ยังยอมรับ

คณิต จีนเท่ห์ พนักงานโรงพยาบาลเอกชนบนถนนเพชรบุรีแสดงความคิดเห็นว่า “คนนั่งเรือประจำเค้าทำใจชินกับมันไปตั้งนานแล้ว และเค้าจะรู้ว่ามีการปรับปรุงขึ้น อย่างเด็กท้ายเรือก็บริการด้วยความจริงใจ ผมเห็นเค้าเอามือจับผ้าใบให้สูงขึ้นเวลาที่เรือแล่นสวนกัน ตอนจะขึ้นจากเรือพวกเค้าก็ช่วยดึงมือ ดูจนคนขึ้นลงเรือจนหมด ผมว่าอุบัติเหตุที่เกิดผู้โดยสารเองก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย เพราะทุกคนก็รีบร้อน และไม่ระวังตัวเองพอ”

ส่วนจตุพร ปิ่นคล้าย นายท่าประจำผ่านฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเรือให้วิ่งอยู่ในระเบียบ บอกว่า “ตอนนี้เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ก็จะมีเรื่องผู้โดยสารเปียกเวลาเรือวิ่งผ่านกันแล้วน้ำกระเซ็นโดน นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ส่วนผู้โดยสารที่ตกน้ำ เป็นไม่ค่อยฟังเสียงนกหวีด ไม่ฟังคำเตือนของนายท่า แต่ทางครอบครัวขนส่งก็รับผิดชอบค่าเสียหายให้ทุกอย่างทั้งร่างกายและสิ่งของ”

……………………………..

หากวันหนึ่ง ถ้าเรือคลองแสนแสบไม่มีวิ่งอีกแล้ว แต่ละคนจะวางแผนแบบไหนกับการเดินทางสายใหม่ที่ถูกบังคับให้เลือกเดิน

ชัชฌากานต์ โมรัษเฐียร บอกเล่าถึงความวิตกกังวลว่า “เมื่อก่อนทำงานอยู่ถนนเพชรบุรี บ้านอยู่ซอยนวลจันทร์เกือบถึงถนนรามอินทรา ก็จะนั่งรถเมล์มาต่อเรือที่เดอะมอลล์บางกะปิไปกลับที่ทำงานประจำ เดี๋ยวนี้บริษัทแยกไปเปิดสาขาที่คลองตัน ก็ยังนั่งเรือไปทำงานอยู่ ...เรามันคนยุคใหม่ เพิ่งสร้างครอบครัว พ่อแม่ไม่ได้ร่ำรวย เรียนจบก็ทำงานกินเงินเดือนพอมีพอกิน ถ้าไม่มีเรือ การเดินทาง ชีวิตการงานคงจะแย่กว่านี้ บางทีอาจจะต้องวางแผนซื้อรถ แต่นี่เห็นว่ายังไปทำงานได้สะดวกอยู่ เลยหันมาผ่อนบ้านแทน เพราะจะทำทั้ง 2 อย่างตอนนี้ก็จะหนักเกินไป”

ธนพัฒน์ โอดครวญพร้อมกับตั้งความหวังใหม่ไว้ว่า “วันไหนที่เรือหยุดวิ่ง อย่างช่วงที่น้ำในคลองสูงมากๆ ในหน้าฝน เรือจะลอดสะพานคลองตันกับสะพานวัดพระยายังไม่ได้ แค่ไม่กี่วันนั้น ผมก็แทบไม่อยากจะมาทำงานอยู่แล้ว ไม่อยากคิดเลย ถ้าไม่มีเรือวิ่งจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าวันนั้นรถไฟฟ้าใต้ดินวิ่งมาถึงบางกะปิแล้วก็ดี”

แต่ อารียา แก้วงาม พนักงานบริษัท กลับไม่ได้วิตกกังวลจนเกินควร เธอให้เหตุผลว่า “คงเป็นไปไม่ได้หรอก ธุรกิจนี้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถึงระบบการขนส่งบนบกจะดีขึ้นอย่างไร แต่ก็ยังจะมีผู้โดยสารที่เค้าใช้เส้นทางนี้อยู่ประจำ แค่คนที่อาศัยอยู่ในละแวกคลองทั้งหมดตั้งแต่ต้นคลองยังท้ายคลองก็ไม่น้อยแล้ว ถ้ามีผู้โดยสารใช้ก็น่าจะมีเรือวิ่ง และถ้ามีคลองที่มีเรือวิ่งอยู่หลังบ้าน ใครจะขนขวายไปขึ้นรถอย่างอื่น แต่ถ้าเจ้าของเค้าจะเลิกกิจการขายเรือจริงๆ ก็คงจะมีคนรับช่วงมาทำต่อ”

……………………………..

อนาคตของชีวิตที่ดำเนินไปตามสายคลองแห่งนี้จะเป็นอย่างไร ทางออกสำหรับอีก5 – 6 ปีข้างหน้าในเรื่องที่ยังไม่เกิดยังไม่ชัดเจนก็ดูจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่สถานการณ์และความคิดเห็นที่มีในวันนี้ก็ใช่จะไร้ความหมาย โดยเฉพาะถ้าวันนั้นมีมาถึงจริง คนนับหมื่นจะถูกละทิ้งให้เผชิญหน้ากับปัญหาแต่เพียงลำพังหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม