xs
xsm
sm
md
lg

กัมพูชาเปิดถ้อยแถลง “ปรัก สุคน” กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการประนอมวันที่ 2 ย้ำแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ-ปลดล็อกทรัพยากรในทะเล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



MGR Online - กัมพูชาและไทยได้เริ่มการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่สิงคโปร์ เป็นวันที่ 2 โดยการประชุมวันนี้ (15) ผู้แทนทั้งสองประเทศมีกำหนดกล่าวแถลงเปิดต่อหน้าคณะกรรมาธิการประนอมเพื่อนำเสนอจุดยืนของตน โดยปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ได้เป็นฝ่ายกล่าวถ้อยแถลงเปิดคนแรก  

ถ้อยแถลงเปิดของฝ่ายกัมพูชา มีเนื้อหาดังนี้

“ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และผู้เข้าร่วมทั้งหมด นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้าที่ได้กล่าวต่อทุกท่านในวันนี้ ในฐานะตัวแทนในนามของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในการประชุมครั้งแรกระหว่างคู่ภาคีและคณะกรรมาธิการประนอม กัมพูชารู้สึกซาบซึ้งใจต่อท่านประธานและคณะกรรมาธิการประนอมทุกท่านที่ได้ตอบรับเข้ามาร่วมทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนอมชุดนี้ รวมถึงประสบการณ์อันกว้างขวางที่ทุกท่านได้นำใช้ในการประนอมครั้งนี้ นอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอขอบคุณศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร. ดิ จิอาโคโม โทเลโด คุณซอก และผู้ร่วมงานทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายทะเบียนอย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าขอขอบคุณรัฐบาลไทย และผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ทั้งหมด สำหรับการมาร่วมแสดงตนในวันนี้

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลักในการนำเสนอของกัมพูชา ข้าพเจ้าขอกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับประเทศที่ข้าพเจ้าได้รับเกียรติเป็นผู้แทนในวันนี้ และขออธิบายว่าเหตุใดกัมพูชาถึงริเริ่มกระบวนการประนอม

คณะกรรมาธิการประนอม กัมพูชามีประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายยิ่งเช่นกัน อาณาจักรเขมร ที่มีอายุนับย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 เคยเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกตกทอดอันยั่งยืนของอาณาจักรสะท้อนให้เห็นผ่านศาสนสถานและโบราณสถานต่างๆ เช่นนครวัด และปราสาทพระวิหาร ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก นอกจากนี้ กัมพูชายังมีวัฒนธรรมประเพณีที่มั่งคั่ง ทั้งในด้านนาฏศิลป์ ละครเวที ดนตรี และศิลปะการต่อสู้ ซึ่งหลายสิ่งได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลก

กัมพูชาเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี 1863 และเส้นเขตแดนของประเทศในปัจจุบันถูกกำหนดขึ้นผ่านสนธิสัญญาและแผนที่หลายฉบับ รวมถึง สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ตลอดจนแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งกำหนดเขตแดนทางบกของกัมพูชากับประเทศไทย

หลังจากที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1953 ช่วงแรกกัมพูชาได้มีสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่ง แต่ความสงบสุขต้องพลังทลายลงจากการแพร่กระจายของความขัดแย้งในภูมิภาคในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ซึ่งกัมพูชาบอบช้ำอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดทางอากาศอย่างรุนแรง และในช่วงปี 1975 ถึงปี 1979 ระบอบเขมรแดงได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ประชากรประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศต้องเสียชีวิต และยังสร้างความเสียหายต่อสถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน และรากฐานทางสังคมของประเทศ

กัมพูชาเริ่มฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่อย่างแข็งขันภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพปารีสปี 1991 และกระบวนการสร้างสันติภาพที่สหประชาชาติให้การสนับสนุน

การก้าวพ้นจากความขัดแย้งที่ยาวนานและความโดดเดี่ยวในฐานะหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดและพัฒนาน้อยที่สุดในโลก กัมพูชามีภารกิจใหญ่หลวงในการฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจ สถาบัน และสังคมขึ้นมาใหม่

ด้วยเหตุนี้ จึงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้าใจคุณค่าของสันติภาพ รวมถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรมที่เกิดจากความขัดแย้งได้ลึกซึ้งเท่ากับกัมพูชา ภายใต้ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์นี้ ทำให้กัมพูชามีความมุ่งมั่นที่จะระงับข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลอย่างสันติ และเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 กัมพูชาได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเส้นเขตทางทะเลกับประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในการขับเคลื่อนการเติบโตทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป้นสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านได้รับประโยชน์มานานหลายทศวรรษ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กัมพูชาและไทยจึงได้ริเริ่มการหารือร่วมกันในเดือนเมษายน 1995 เกี่ยวกับเส้นเขตแดนทางทะเลของทั้งสองประเทศ

ในปี 2001 นั้น ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงในบันทึกความใจ (MOU44) เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในบริเวณไหล่ทวีป บันทึกความเข้าใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในที่จะจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับเส้นเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหาข้อตกลงระงับข้อพิพาทแล้ว แต่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทั้งในเรื่องเขตแดนทางทะเลหรือการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ก็ยังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ภูมิภาคของเราจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศถึงการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับข้างต้นฝ่ายเดียว แม้ว่ากัมพูชาได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้น รัฐบาลกัมพูชาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อทางเลือกโดยสันติที่มีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นต่อหลักนิติธรรมและการระงับข้อพิพาทด้วยสันติ กัมพูชาจึงเลือกที่จะริเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS

ในขณะที่กัมพูชาได้เริ่มกระบวนการเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้กล่าวถ้อยแถลงพิเศษเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ไทยและกัมพูชาจะได้รับประโยชน์จากการมีข้อตกลงที่ยั่งยืน ภายใต้คำแนะนำของคณะกรรมาธิการประนอม ผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ การระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธีเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื่อเชื่อใจ และปลดล็อกทรัพยากรด้านพลังงานเพื่อสนับสนุการพัฒนา และสร้างโอกาสด้านการสร้างงาน ทั้งตอนนี้และสำหรับในอนาคต สำหรับคนรุ่นต่อไปของกัมพูชาและไทย

กัมพูชาดำเนินการตามขั้นตอนนี้เพื่อค้นหาวิธีเดินหน้าร่วมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เป็นสันติวิธี กัมพูชามองว่ากระบวนการประนอมเป็นวิธีสร้างความไว้เนื่อเชื่อใจ ไม่ใช่รูปแบบของการยกระดับความขัดแย้ง กัมพูชาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการนี้ และในขณะเดียวกันก็จะร่วมมือืกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วมฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้พลัดถิ่นกว่า 20,000 คน กลับคืนสู่พื้นที่ ช่วยอนุรักษ์แหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญซึ่งได้รับความเสียหายจากการสู้รบ และการปูทางสู่การทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีของสองประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติ​ รวมทั้งจะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจซึ่งกันและกันขึ้นมาใหม่

การฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ ไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนของสองประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมอาเซียนโดยรวมด้วย

สำหรับวัตถุประสงค์ของกัมพูชาในการประนอมครั้งนี้ วัตถุประสงค์สูงสุดของเราคือการบรรลุข้อมติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กัมพูชาหวังว่า คณะกรรมาธิการจะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศสามารถนำไปสู่สนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศกับไทยในการกำหนดเส้นเขตแดนทะเลแบบเบ็ดเสร็จเพียงเส้นเดียวระหว่างสองประเทศ หรือในทางเลือกอื่น กัมพูชาก็พร้อมที่จะทำความตกลงกับไทยเพื่อการพัฒนาร่วมกันและการแบ่งปันทรัพยากรอย่างเท่าเทียมระหว่างสองรัฐ ในระหว่างที่ยังรอข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเส้นเขตแดนทางทะเล

หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลหรือข้อตกลงการพัฒนาร่วมกันได้ กัมพูชาจะร้องขอให้คณะกรรมาธิการประนอมจัดทำรายงานข้อเสนอแนะแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถจัดทำขึ้นได้ในภายหลังบนพื้นฐานของคำแนะนำนั้น เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีของคู่ภาคีภายใต้ UNCLOS

การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เป็นสิ่งที่มีรากฐานหยั่งลึกในประสบการณ์ระดับชาติของกัมพูชา การที่เราพึ่งพาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเราต่อสถาบันระหว่างประเทศในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับการระงับข้อพิพาทที่ซับซ้อนระหว่างรัฐต่างๆ อย่างสันติวิธีและเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประสบการณ์ของเรานั้นทำให้เห็นว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศสามารถแก้ไขได้โดยสันติวิธีและผ่านกลไกพหุภาคี มากกว่าที่จะแก้ไขด้วยการใช้กำลัง และกรอบการทำงานระหว่างประเทศสามารถให้รากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งรัฐเพื่อนบ้านจะสามารถใช้ในการบริหารจัดการความแตกต่างระหว่างกันได้

ความมุ่งมั่นนี้เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับไทย ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยได้ผ่านพ้นช่วงเวลวาที่ท้าทายมา และกัมพูชาหวังว่าคณะกรรมาธิการประนอมจะสามารถช่วยให้ทั้งสองประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

เราได้รับแรงผลักดันและกำลังใจจากผลลัพธ์ของกระบวนการประนอมระหว่างติมอร์-เลสเต และออสเตรเลีย เกี่ยวกับทะเลติมอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS สามารถนำไปสู่การระงับข้อพิพาทที่ยาวนานระหว่างรัฐเพื่อนบ้านลงได้ และนำไปสู่การจัดทำสนธิสัญญาที่ยั่งยืน

กัมพูชามีความมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการประนอมซึ่งมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก จะสามารถช่วยให้กัมพูชาและไทยบรรลุผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่จะนำพามาซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

ท่านประธาน คณะกรรมาธิการประนอม ในฐานะผู้แทนกัมพูชา ข้าพเจ้าขอขอบคุณสำหรับความตั้งใจรับฟัง และขอบคุณท่านสำหรับความเอาใจใส่และความอุตสาหะ ที่ได้ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบนี้ เราหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับทุกท่าน และร่วมกับฝ่ายไทย ด้วยจิตวิญญาณแห่งความสุจริตใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ข้าพเจ้าขอขอบคุณสำหรับความตั้งใจรับฟังของทุกท่าน”

หลังจากปรัก สุคน กล่าวถ้อยแถลงเปิดเสร็จสิ้นแล้ว ลำดับถัดไปเป็นการกล่าวถ้อยแถลงเปิดของฝ่ายไทย โดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเป็นผู้ขึ้นกล่าว

ในการประชุมครั้งแรกนี้จะพิจารณาการรับรองระเบียบวิธีพิจารณา ซึ่งจะกำหนดกฎและกรอบการทำงานสำหรับคณะกรรมาธิการ และให้คำแนะนำสำหรับการประชุมในอนาคต และการดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้อง คาดว่ากระบวนการของคณะกรรมาธิการจะใช้เวลาราว 12 เดือน เพื่อทำรายงานข้อสรุปหรือให้ข้อเสนอแนะ ถึงแม้ว่าข้อเสนอแนะเหล่านั้นจะไม่มีผลผูกพันต่อฝ่ายต่างๆ ก็ตาม.