MGR Online - ทางการลาวไล่เช็คบิลผู้อยู่เบื้องหลังวิกฤติค่าเงินกีบ ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ล่าสุด ศาลฟัน 10 อดีตผู้บริหารและพนักงานแบงก์ชาติ สั่งจำคุกตลอดชีวิต 5 ราย ที่เหลือโดนคนละ 7-20 ปี
วานนี้ (8 ก.ย. 69) นางลินดามอน สีดาพอน รักษาการหัวหน้าสำนักงานศาลประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์ ได้แถลงผลการตัดสินคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงและฟอกเงิน 2 คดี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 2 ล้านล้านกีบ (ราว 3 พันล้านบาท) มีจำเลยรวม 10 คน ทั้งหมดเป็นอดีตผู้บริหารและอดีตพนักงาน ธนาคารแห่ง สปป.ลาว
คดีแรก มีจำเลย 2 ราย ได้แก่ ท้าวคำพุด สิดทิลาด อดีตหัวหน้ากรมนโยบายเงินตรา ธนาคารแห่ง สปป.ลาว อายุ 59 ปี อยู่บ้านดอนหนูน เมืองไซทานี นครหลวงเวียงจันทน์ กับท้าวอ๊อด พมเซียงดี อดีตหัวหน้ากรมบริหาร ธนาคารแห่ง สปป.ลาว อยู่บ้านเวียงจะเลิน เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์
จำเลยทั้ง 2 ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งนำเงินตราต่างประเทศในคลังสำรองของธนาคารแห่ง สปป.ลาว ออกมาแลกเปลี่ยนโดยไม่จำกัดวงเงิน สร้างความเสียหายเป็นเงิน 2,296,456,087,286 กีบ(2.29 ล้านล้านกีบ) ศาลตัดสินให้จำคุกจำเลยทั้ง 2 ตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย และให้ท้าวคำพุดชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคารการค้าต่างประเทศลาว เป็นเงิน 142,710,000,000 กีบ รวมถึงริบทรัพย์สิน เงินในบัญชี ที่ดิน ยานพาหนะของจำเลยให้เป็นของรัฐ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยที่ 2 คือท้าวอ๊อดได้เสียชีวิตไปแล้ว จึงให้ยกโทษทางอาญา
คดีที่ 2 มีจำเลยรวม 8 คน ประกอบด้วย
1.ท้าวคำแก้ว วิสีสมบัด อายุ 49 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านจอมมะนี เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์ ได้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับผู้ประกอบการธุรกิจ โดยไม่สอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา และเป็นหนึ่งในคณะเก็บซื้อเงินตราต่างประเทศในอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ ทำให้ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทเป็นเงิน 95,459.97 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,000,000 บาท หลังจากได้รับเงินก็นำไปซื้อทรัพย์สินและส่วนที่เหลือนำไปฝากธนาคาร จึงมีความผิดฐานฟอกเงินและฉ้อราษฎร์บังหลวง ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
2.นางคำหล้า ไซยะลาด อายุ 39 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านนาแค เมืองไซทานี นครหลวงเวียงจันทน์ ได้รับเงินสินบนจากบริษัทนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 180,000,000 กีบ จึงมีความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวงและรับสินบน ตัดสินให้จำคุก 7 ปี แต่เนื่องจากจำเลยมีความจริงใจในการชดใช้ค่าเสียหาย จึงลดหย่อนโทษจำคุก 4 ปี และปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
3.ท้าวบุนล้วน อุ่นละทะวง อายุ 59 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านเวียงจะเลิน เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์ ได้หาผลประโยชน์ด้วยการต่อรองกับผู้ที่มาขอแลกเปลี่ยนเงินตรา ทำให้ได้ผลประโยชน์เป็นเงิน 24,125,783,450 กีบ จากนั้นนำเงินไปซื้อทรัพย์สินและร่วมลงทุนธุรกิจ จึงมีความผิดฐานฟอกเงินและฉ้อราษฎร์บังหลวง ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
4.นางสุกทาดา แสนนาม อายุ 41 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านหนองเหนี่ยว เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ มีความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวง ตัดสินให้จำคุก 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยมีความจริงใจในการชดใช้ค่าเสียหาย จึงลดหย่อนโทษจำคุก 4 ปี เหลือโทษจำคุก 16 ปี และปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
5.ท้าวย่างจุ ต่งซา อายุ 35 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านสะพังเมิก เมืองไซทานี นครหลวงเวียงจันทน์
6.นางมะนีลัก อายุ 35 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านสีวิไล เมืองไซทานี นครหลวงเวียงจันทน์
7.นางสุทิดา เพ็ดจำพอน อายุ 30 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านสะพังเมิก เมืองไซทานี นครหลวงเวียงจันทน์
จำเลยทั้ง 3 คน มีความผิดฐานฉ้อราษฎร์บังหลวงและฉวยใช้ตำแหน่งหน้าที่เอาทรัพย์สินของรัฐ ตัดสินให้จำคุกคนละ 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยมีความจริงใจในการชดใช้ค่าเสียหาย จึงลดหย่อนโทษจำคุก 3 ปี และปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
8.ท้าวบุนถม พันทะวง อายุ 36 ปี อดีตพนักงานธนาคาร อยู่บ้านด่านคำ เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ มีความผิดฐานฟอกเงินและฉ้อราษฎร์บังหลวง ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย
ตามรายงานข่าวของสื่อในลาว ระบุว่า ความผิดของจำเลยทั้ง 10 คน เกิดขึ้นในช่วงที่ลาวกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินกีบผันผวนอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การรายงานข่าวคำตัดสินของศาลครั้งนี้ สื่อมวลชนในลาวได้นำเสนอภาพของจำเลยทั้ง 10 โดยไม่มีการเบลอหน้า แต่เนื่องจากจำเลยส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าได้อย่างชัดเจน


