xs
xsm
sm
md
lg

กัมพูชาโต้ไทยปมปัดข้อกล่าวหารุกล้ำ โวหลักฐานชัด สายตานานาชาติเป็นพยาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



MGR Online - เนธ เพียกตรา รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศกัมพูชาได้โต้แย้งการปฏิเสธของฝ่ายไทยต่อข้อกล่าวหาของกัมพูชาเรื่องการรุกล้ำดินแดน โดยระบุว่าการปฏิเสธของกรุงเทพฯ นั้น ไม่สามารถลบล้างหลักฐานทางกายภาพที่กำลังถูกสังเกตและบันทึกโดยผู้สังเกตการณ์อาเซียน นักการทูตต่างชาติ และสหประชาชาติได้

คำกล่าวของเนธ เพียกตรา เกิดขึ้นหลังจากพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ว่ากองกำลังไทยกำลังรุกล้ำดินแดนของกัมพูชาผ่านการก่อสร้างถนน บังเกอร์ และกิจกรรมอื่นๆ พร้อมกับระบุว่าไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองประเทศเพื่อนบ้าน และยืนยันว่ากิจกรรมของไทยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องทหารและพลเรือน และรักษาอธิปไตยในพื้นที่ที่ไทยถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของตน

เนธ เพียกตรา ระบุว่าจุดยืนของกัมพูชาคือการกำหนดเขตแดนผ่านกลไกทางกฎหมายและทางเทคนิคที่ตกลงกันไว้ มากกว่าการควบคุมทางทหารหรือการสร้างสถานการณ์ให้จำยอมในพื้นที่พิพาท และย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่บันทึกสภาพการณ์บนพื้นที่พิพาทอีกต่อไป

“หลักฐานบนพื้นที่ไม่สามารถปิดบังได้” เนธ เพียกตรา ระบุ โดยอ้างถึงตู้คอนเทนเนอร์ รั้วลวดหนาม และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอื่นๆ ในพื้นที่ที่กัมพูชายืนยันว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของตน

รัฐมนตรีผู้นี้ยังกล่าวอ้างว่า สิ่งสำคัญคือ “สายตาของบุคคลที่สาม” ที่กำลังเห็นสภาพการณ์เหล่านั้น ที่ลดข้อพิพาทจากการเป็นเพียงเรื่องเล่าแข่งขันกันระหว่างกัมพูชาและไทย

เนธ เพียกตรา ระบุว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในกัมพูชา (AOT-KH) ที่นำโดยฟิลิปปินส์ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 3 แห่ง ประกอบด้วยบึงตะกวน หมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านเปรยจัน ในจ.บันเตียเมียนเจย เมื่อเร็วๆ นี้

เนธ เพียกตรา ระบุว่าทั้ง 3 พื้นที่ ผู้สังเกตการณ์ได้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ 116 ตู้ ใน 24 จุด และมีประชาชน 13,259 คน ยังไม่สามารถกลับบ้านได้

เขายังกล่าวอ้างว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การรายงานจากทางการกัมพูชาอีกต่อไปแล้ว

“มีบุคคลที่ 3 คอยเฝ้าดู มีผู้สังเกตการณ์ตรวจสอบความถูกต้อง ผู้แทนทางการทูตได้ไปดูสถานที่จริง” เนธ เพียกตรา ระบุ

เขายังอ้างความเห็นของทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ที่ได้ไปเยี่ยมชุมชนพลัดถิ่นและพื้นที่ชายแดนระหว่างภารกิจในเดือนกรกฎาคม ที่ในเวลาต่อมาได้รายงานว่ามีชาวกัมพูชาประมาณ 650,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในช่วงที่เกิดความขัดแย้งสูงสุด และมากกว่า 20,000 คนยังคงไม่สามารถเดินทางกลับได้

เนธ เพียกตรา อ้างว่าทั้งการตรวจสอบของอาเซียน การเยือนทางการทูต และการสังเกตการณ์ของแอนดรูว์ส ทำให้เกิดบันทึกของบุคคลที่สามที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมและทางกายภาพบริเวณชายแดน


แต่เขาย้ำว่าการสังเกตการณ์เหล่านี้ไม่ถือเป็นการกำหนดอธิปไตยโดยอาเซียนหรือสหประชาชาติ เนื่องจากบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนคือการสังเกตและตรวจสอบเงื่อนไขการหยุดยิง และภารกิจของแอนดรูว์สเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน การกำหนดเขตแดนยังคงเป็นเรื่องทางกฎหมายและทางเทคนิคแยกต่างหาก

“ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่เครื่องหมายชายแดน ลวดหนามไม่ใช่สนธิสัญญา สนามเพลาะไม่ใช่แผนที่เขตแดน การปักธงไม่ใช่โฉนดที่ดิน” เนธ เพียกตรา กล่าว

เขายืนยันจุดยืนของกัมพูชาว่าเขตแดนกัมพูชา-ไทย ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลควรได้รับการแก้ไขบนพื้นฐานของสนธิสัญญาและอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ระเบียบการทางเขตแดน แผนที่และการกำหนดเขตแดนของคณะกรรมการเขตแดนฝรั่งเศส-สยาม MOU44 และ TOR2003 รวมทั้งหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

“กัมพูชาไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใดๆ ที่เป็นผลจากการใช้กำลังหรือจากความพยายามฝ่ายเดียวในการสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่” เนธ เพียกตรา กล่าวเน้นย้ำ

เนธ เพียกตรา ยังอ้างคำกล่าวของพล.อ.อ.ประภาส ที่ระบุว่าไม่มีประเทศใดสามารถกำหนดอธิปไตยได้เพียงแค่การประกาศต่อสาธารณะ ไทยจะยังคงปกป้องสิ่งที่ตกถือว่าเป็นดินแดนของตน และจะไม่หยุดมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวของกัมพูชา

เนธ เพียกตรา กล่าวว่าคำกล่าวดังกล่าวนั้นทำให้สองฝ่ายมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยกล่าวว่าตนกำลังปกป้องอธิปไตยและกองกำลังของตน ในขณะที่กัมพูชากล่าวว่ากองกำลังของไทยกำลังใช้ข้ออ้างนั้นเข้าควบคุมดินแดนกัมพูชา

เขาระบุว่าการสังเกตการณ์อย่างอิสระจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเชื่อมโยงประเด็นดินแดนเข้ากับข้อที่ 4 ของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ระบุว่าพลเรือนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับบ้านได้ในฝั่งของตนโดยปราศจากอุปสรรค และด้วยความปลอดภัยและศักดิ์ศรี

เพียกตราระบุว่ายังมีชาวกัมพูชาหลายพันคนที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้เพราะถูกปิดกั้นด้วยตู้คอนเทนเนอร์และสิ่งกีดขวางอื่นๆ ซึ่งเป็นหลักฐานทางกายภาพที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์หลังสงครามยังไม่ได้รับการแก้ไข

เขาเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และกฎหมายระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา มากกว่าการดำเนินการฝ่ายเดียวหรือสร้างสถานการณ์ให้จำยอมในพื้นที่ และยังย้ำว่าการสำรวจและการปักปันเขตแดนควรดำเนินการผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ขณะเดียวกันพลเรือนกัมพูชาต้องได้รับอนุญาตให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ตามข้อผูกพันภายใต้คำแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม

“การหยุดยิงไม่ใช่การอนุญาตให้สร้างข้อเท็จจริงใหม่ในพื้นที่ สันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีเสียงปืน สันติภาพยังต้องหมายความว่าพลเรือนสามารถกลับบ้านได้” เนธ เพียกตรา กล่าว

เขาสรุปว่าพัฒนาการตามแนวชายแดนไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกหากไม่ได้รับการตรวจสอบจากนานาชาติ เนื่องจากอาเซียน ผู้แทนทางการทูต สหประชาชาติ และประชาคมระหว่างประเทศในวงกว้างยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การปฏิเสธเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เนื่องจากผู้สังเกตการณ์ภายนอกสามารถไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านั้นได้ด้วยตนเอง

“กองกำลังอาจสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ขึ้นชั่วคราว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนการยึดครองให้เป็นอธิปไตยที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตู้คอนเทนเนอร์อาจปิดกั้นถนนกลับบ้าน แต่ไม่สามารถปิดกั้นความจริง รั้วลวดหนามอาจขัดขวางพลเรือนได้ แต่ไม่สามารถปิดกั้นสายตาของโลกได้” เนธ เพียกตรา กล่าว.