MGR Online - นักวิเคราะห์ชาวกัมพูชาได้ตั้งคำถามถึงการเรียกร้องสันติภาพและการเจรจาในพม่าของไทย โดยกล่าวหาว่ากรุงเทพฯ ส่งสัญญาณที่ขัดแย้ง ด้วยการผลักดันเสถียรภาพในภูมิภาค แต่ขณะเดียวกันก็เตรียมการให้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับกัมพูชา
สื่อมวลชนของกัมพูชารายงานว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินได้เรียกร้องให้อาเซียนกลับมามีส่วนร่วมกับพม่าอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อนบ้านที่มั่นคงมีความสำคัญต่อความเป็นเอกภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพต้อนรับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ของพม่าในวันที่ 6-7 สิงหาคม ตามคำเชิญของนายกฯ อนุทิน ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการทูตที่สำคัญหลังจากพม่าถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมระหว่างประเทศมานานหลายปี หลังการรัฐประหารในปี 2564
นับตั้งแต่การรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจี อาเซียนได้ใช้แนวทางที่ระมัดระวังต่อพม่า โดยยึดหลักฉันทมติ 5 ข้อ ของกลุ่มเป็นกรอบหลัก ที่เรียกร้องการยุติความรุนแรงโดยทันที และส่งเสริมการเจรจาของทุกฝ่าย
ผู้นำของไทยกล่าวว่าไทยสนับสนุนฉันทมติดังกล่าวในฐานะกรอบแนวทาง ขณะเดียวกันก็สนับสนุนแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการมีส่วนร่วมกับพม่า
“พม่าที่สงบสุขและมั่นคงไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ของไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อความเป็นเอกภาพของอาเซียนและความมั่นคงในภูมิภาค” นายกฯ อนุทิน ระบุ
นักวิเคราะห์ชาวเขมรกล่าวว่าสารแห่งสันติภาพของไทย ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับท่าทีทางทหารที่มีต่อกัมพูชา
คิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา กล่าวว่าสันติภาพต้องอาศัยการกระทำที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคำแถลงทางการทูต
“ผมเข้าใจว่าการพูดถึงสันติภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่สันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงแค่คำพูดทางการเมือง สันติภาพต้องเกิดขึ้นจากการดำเนินการอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจ ความมุ่งมั่น และการกระทำที่เป็นรูปธรรม” คิน เพีย กล่าว
เขายังกล่าววิจารณ์อีกว่า หากไทยปรารถนาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างแท้จริง ก็ควรแก้ไขความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับกัมพูชา
“ถ้าไทยกำลังคิดถึงสันติภาพกับพม่า ผมเชื่อว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาด้วยก็คือสันติภาพตามแนวชายแดนกับกัมพูชา ไทยต้องเคารพอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา ควรกลับมาเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อีกครั้ง นั่นถึงจะเป็นสันติภาพที่แท้จริง เปลี่ยนชายแดนระหว่างสองประเทศให้เป็นชายแดนแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือ” คิน เพีย กล่าว
เขากล่าวเสริมว่าไม่สามารถส่งเสริมสันติภาพได้ในขณะที่ยังมีการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค
ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองทัพอากาศของไทยได้เชิญนายกฯ อนุทิน ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 แบบ 2 ที่นั่ง ที่ประจำการอยู่ที่กองบิน 1
หากภารกิจดังกล่าวสำเร็จ อนุทินจะเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 2 ที่ได้ขึ้นบินในเครื่องบิน F-16 ต่อจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเข้าร่วมบินในลักษณะเดียวกัน
ยุก ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารกัมพูชา กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็นแค่ละครการเมือง
“มันเป็นละครทางการเมืองล้วนๆ กองทัพไทยน่าจะใช้เครื่องบินรบของตนให้เป็นประโยชน์มากกว่าการแสดงละคร ในพื้นที่จำกัดในห้องนักบิน F-16 น่าสงสัยว่านายกรัฐมนตรีของไทยจะได้ข้อมูลอะไรนอกเหนือจากภาพถ่ายของเขาในเครื่องบินก่อนและหลังการบิน” ยุก ชาง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภู โสธิรักษ์ อดีตนักการทูตและที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์ศึกษาภูมิภาคกัมพูชา กล่าวว่าการมีส่วนร่วมของไทยกับพม่า และการบิน F-16 ควรถูกมองเป็นประเด็นแยกกัน
สำหรับประเด็นพม่า เขามองว่าไทยดูเหมือนกำลังเป็นผู้นำในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของกลุ่มภูมิภาคกับรัฐบาลทหารพม่า และผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมอีกครั้ง พร้อมทั้งเตือนไทยให้มองภาพรวมในระดับสากล ไม่ใช่แค่ในกรอบอาเซียน เนื่องจากพม่ายังคงถูกประชาคมโลกวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับแผนการบิน F-16 ของไทยนั้น เขามองว่าเป็นการส่งสารเชิงจิตวิทยา เพื่อแสดงแสนยานุภาพและกดดันประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา แม้เขาจะเชื่อว่าภารกิจดังกล่าวน่าจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติภายในของกองทัพมากกว่าจะตั้งใจเชื่อมโยงกับพม่าหรือกัมพูชาโดยตรง แต่การสื่อสารประชาสัมพันธ์ออกไปเช่นนั้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ภู โสธิรักษ์ ระบุ.


