MGR Online - ผ่านไปแล้วหนึ่งปีหลังจากสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจาการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย แต่นักวิเคราะห์ในพนมเปญกล่าวว่า สหรัฐฯ ควรมีบทบาทด้านการทูตให้มากขึ้นในการกระตุ้นให้ไทยกลับมาเจรจาเรื่องชายแดนที่หยุดชะงัก และดำเนินการตามข้อตกลงที่มีอยู่
เมื่อต้นสัปดาห์ สถานทูตสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์เนื่องในวันครบรอบว่าเป็นข้อตกลงที่เป็นเครื่องมือในทางปฏิบัติสำหรับกัมพูชาและไทย ที่ช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการกลับไปสู่ความขัดแย้ง และสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
ทอง เมงเดวิด นักวิเคราะห์ชาวกัมพูชาและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพนมเปญ กล่าวถึงคำแถลงของสถานทูตสหรัฐฯ ว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ นั้นมีบทบาทสำคัญในการยุติการสู้รบเมื่อปีที่แล้ว และสร้างแรงผลักดันทางการทูต แต่การปะทะในเดือนธ.ค. 2568 ได้บ่อนทำลายความสำเร็จเหล่านั้น และย้ำว่าสันติภาพในระยะยาวขึ้นอยู่กับการเจรจาอย่างต่อเนื่อง
เมงเดวิดกล่าวว่า วอชิงตันสามารถสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาประชุมหารือกันภายใต้กลไกทวิภาคี เช่น คณะกรรมการชายแดนทั่วไป และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค แต่เขาไม่คาดหวังว่าจะมีการกดดันโดยตรง
คิน เพีย นักวิเคราะห์การเมืองกัมพูชาอีกรายหนึ่ง ได้แสดงความเห็นไปไกลกว่านั้นโดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลทางการทูต รวมถึงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กดดันไทยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และกลับสู่การเจรจา
“ทางออกที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียวคือการเจรจาบนพื้นฐานของข้อตกลงที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ” คิน เพีย กล่าว และเสริมว่ากัมพูชาปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลผ่านการกระทำทางทหาร
กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้กล่าวหาไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยการติดตั้งลวดหนาม วางตู้คอนเทนเนอร์ และคงกำลังทหารไว้ในดินแดนกัมพูชา
เพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาล ย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงพรมแดนใดๆ ที่เกิดจากการใช้กำลังโดยอ้างถึงคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส สนธิสัญญาทางประวัติศาสตร์ และแผนที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ
นักวิเคราะห์เขมรกล่าวว่า แม้การไกล่เกลี่ยของวอชิงตันจะช่วยยุติการสู้รบ แต่การขาดการเจรจาอย่างต่อเนื่องทำให้กระบวนการสันติภาพเปราะบาง.


