xs
xsm
sm
md
lg

“วินกรุ๊ป” เอกชนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ปรับกลยุทธ์ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก วางแผนลงทุน 15 ประเทศ หลังตลาดท้องถิ่นชะลอตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เอพี - วินกรุ๊ป (Vingroup) กลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม กำลังขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก หลังจากธุรกิจในประเทศชะลอตัว โดยวางแผนไว้กว่า 20 โครงการในอย่างน้อย 15 ประเทศ ตั้งแต่ “เวียดนามทาวน์” ในอุซเบกิสถาน ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะในอินเดีย และการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำในคองโก

กำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นธุรกิจหลักของวินกรุ๊ป ได้ให้เงินทุนสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน รวมถึงการผลิตรถยนต์และเทคโนโลยี แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามที่เคยเฟื่องฟูกำลังชะลอตัวลง ขณะที่บริษัทวินฟาสต์ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังขาดทุน

เนื่องจากโอกาสในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในประเทศเริ่มหายากขึ้น บริษัทเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามรายนี้จึงมองหาโอกาสในต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนความทะเยอทะยานด้านรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญต่อเป้าหมายของประเทศในการก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวต่อไปของเอเชีย

ในอุซเบกิสถาน วินกรุ๊ปได้ลงนามในข้อตกลงเมื่อเดือนธ.ค. เพื่อสร้าง “เวียดนามทาวน์” ในกรุงทาชเคนต์ เมืองหลวงของประเทศ ในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง บริษัทวางแผนที่จะพัฒนาโครงการต่างๆ โดยใช้รูปแบบเดียวกับโครงการสำคัญของบริษัทในเวียดนาม ที่จะรวมที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน

โครงการอื่นๆ ได้แก่สถานที่ท่องเที่ยว เช่น สวนสัตว์ในอินเดีย และโครงการเมืองอัจฉริยะในแอฟริกา และวางแผนที่จะพัฒนาชิ้นส่วนและมอเตอร์ที่จำเป็นสำหรับหุ่นยนต์ในเยอรมนี

เช่นเดียวกับจีนก่อนหน้านี้ เวียดนามต้องการสร้างบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เนื่องจากโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่ช่วยให้ประเทศพ้นจากความยากจนนั้นกำลังเผชิญกับความกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตามคำกล่าวของโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

“การเติบโตกำลังชะลอตัว หนี้สาธารณะและต้นทุนของเงินทุนกำลังเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคุกคามความเป็นอยู่ของผู้คนหลายร้อยล้านคน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างพลิกผันสร้างโอกาสมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน” โต เลิม กล่าวสุนทรพจน์ในที่การประชุมแชงกรีลา ไดอะล็อก ที่เป็นการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงและกลาโหมชั้นนำของเอเชีย

เวียดนามเร่งขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก หลังจากที่มาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่แห่งมากเกินไป โดยสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของการส่งออกของเวียดนาม

เอเชียกลางกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยการค้ากับอุซเบกิสถานอยู่ที่ 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 26.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่เวียดนามยกระดับความสัมพันธ์กับคาซัคสถานเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในปี 2568

อุซเบกิสถานได้ส่งเสริมวิสาหกิจเอกชนและการลงทุนจากต่างประเทศนับตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการผ่อนคลายการควบคุมของรัฐในปี 2560 ประเทศในเอเชียกลางยังขยายการค้าของพวกเขาไปไกลกว่ารัสเซีย หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน ภาวนา เดฟ อาจารย์อาวุโสด้านการเมืองเอเชียกลางจากวิทยาลัย SOAS ระบุ

การลงทุนของจีนเติบโตขึ้น แต่กรุงทาชเคนต์กระตือรือร้นที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย ที่มองว่าเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจที่มีพลวัตมากที่สุดในโลก ภาวนา เดฟ ระบุ

นอกเหนือจากเอเชียกลาง การค้าทวิภาคีระหว่างอินเดียและเวียดนามเพิ่มขึ้น 3 เท่า อยู่ที่ 16,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จาก 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 การลงทุนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอินเดียลงทุนในภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรของเวียดนาม เช่น น้ำตาล และกาแฟ




โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของวินกรุ๊ปในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดีย เป็นผู้นำด้านการลงทุนในอินเดีย และบริษัทยังได้เปิดตัวบริการแท็กซี่ไฟฟ้าในกรุงนิวเดลีเมื่อเดือนมิ.ย. และได้ลงนามในข้อตกลงกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โรงพยาบาล โรงเรียน สวนสนุก และสวนสัตว์

นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซีย และเปิดให้บริการแท็กซี่ไฟฟ้าในฟิลิปปินส์

ในแอฟริกา วินกรุ๊ปลงนามข้อตกลงกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อสร้างเมืองริมแม่น้ำขนาด 6,300 เฮกตาร์ ระหว่างแม่น้ำคองโกและสนามบินนานาชาติกินชาซา วินฟาสต์ยังวางแผนที่จะจัดหารถยนต์ไฟฟ้าและอาจรวมถึงรถโดยสารไฟฟ้าให้กับคองโก เนื่องจากประเทศนี้วางแผนที่จะเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 300,000 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า

วินกรุ๊ปและบริษัท Jospong Group ของกานา กำลังจัดจำหน่ายรถยนต์ สกู้ตเตอร์ รถมอเตอร์ไซค์ และรถโดยสาร ที่ผลิตโดยวินฟาสต์ ที่เป็นบริษัทในเครือด้านรถยนต์ไฟฟ้าของวินกรุ๊ป

“กานาเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดสำหรับวินฟาสต์” ทอม คอร์ทไรท์ จากองค์กร Africa E-Mobility Alliance กล่าว โดยอ้างถึงการรับประกันสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเวลา 8 ปี ประชากรมากกว่า 35 ล้านคน และตลาดรถยนต์ที่ค่อนข้างใหญ่ และเสริมว่าในกานามีการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนค่อนข้างจำกัด

แรงกดดันต่อวินกรุ๊ปเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกำไรจากวินโฮม ที่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือชะลอตัวลง

ราคาบ้านตามเมืองใหญ่ต่างๆ ของเวียดนามพุ่งสูงขึ้น และบ้านที่ราคาไม่แพงนั้นมีไม่มากพอ เนื่องจากโครงการพัฒนาใหม่ส่วนใหญ่รองรับผู้ซื้อที่มีฐานะร่ำรวย การก่อสร้างเฟื่องฟูในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ความต้องการก็เติบโตตามไม่ทัน ทำให้มีอพาร์ทเม้นท์ว่างเปล่าจำนวนมาก เล ฮง เฮียบ จากสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าว

“บ้านเหล่านี้เคยขายดีมาก แต่มันไม่คงอยู่ตลอดไป” เล ฮง เฮียบ กล่าว

ในเดือนมิ.ย. บริษัทวินโฮมประกาศว่าจะหยุดขยายการถือครองที่ดินในประเทศและหันมามุ่งเน้นที่การพัฒนาโครงการที่มีอยู่แล้วแทน

วินฟาสต์ บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายงานผลขาดทุนสุทธิที่ 8,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 แม้ว่าจะส่งมอบรถยนต์ได้ถึง 196,919 คัน ซึ่งมากกว่าเป็น 2 เท่าของปีที่แล้ว และเป็นตัวเลขรายปีสูงสุดเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายไปถึง 5,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ

รายงานระบุว่าวินฟาสต์ได้ตัดมูลค่าโรงงานในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่สร้างล่าช้าไป 236 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทหวังที่จะติดอันดับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกเมื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในปี 2566 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq แต่ยอดขายที่อ่อนแอในตลาดตะวันตกทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนไปมุ่งเน้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ที่เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์จำนวนมากกำลังซื้อรถยนต์คันแรกของพวกเขา

ดูเหมือนว่าวินกรุ๊ปกำลังเดิมพันว่าสูตรความสำเร็จในเวียดนามจะสามารถนำไปใช้ในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงการเติบโตที่คล้ายกัน

ฝ่าม เญิต เวือง ผู้ก่อตั้งบริษัท เริ่มต้นจากการผลิตบะหมี่กึ่สำเร็จรูปในยูเครนในช่วงทศวรรษ 1990 จากนั้นก็เริ่มโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในเวียดนาม ต่อมาวินกรุ๊ปได้เพิ่มกิจการด้านโรงพยาบาล โรงเรียน และช้อปปิ้งมอลล์ และสร้างชุมชนที่ต้องการบริการและสินค้าอื่นๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า

“พวกเขาคิดว่าพวกเขาอาจจะสามารถทำซ้ำความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาดต่างประเทศเหล่านั้นได้” เล ฮง เฮียบ กล่าว

คอร์ทไรท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งระบุว่าในขณะที่นักลงทุนในคองโกมักจะถูกดึงดูดด้วยขนาดประชากร 124 ล้านคน ซึ่งคล้ายกับญี่ปุ่น แต่วินกรุ๊ปอาจมองข้ามเหตุผลที่บริษัทต่างชาติดำเนินธุรกิจที่นั่นไม่มาก ซึ่งนอกเหนือจากแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้แล้ว บริการเรียกรถส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในเมืองเช่น ลากอสและไนโรบี เพราะขึ้นอยู่กับการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายและรายได้ที่เพียงพอ

โครงการขนาดใหญ่เช่นโครงการที่เสนอที่ริมฝั่งแม่น้ำคองโก มักจบลงด้วยข้อตกลงที่ลงนามแล้วแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง คอร์ทไรท์ กล่าว.