xs
xsm
sm
md
lg

นักวิเคราะห์มองความพยายามเข้าถึงพม่าของอาเซียนเสี่ยงสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำทหาร ลดแรงกดดันต่อแผนสันติภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รอยเตอร์ - นักวิเคราะห์กล่าวว่าการที่อาเซียนกลับมามีส่วนร่วมกับพม่าอีกครั้ง อาจเสี่ยงต่อการให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลที่นำโดยกองทัพ และบ่อนทำลายแผนการของกลุ่มภูมิภาคเองในการยุติความรุนแรงในประเทศที่ถูกทำลายจากสงคราม

รัฐมนตรีต่างประเทศจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้พบหารือกับนักการทูตระดับสูงของพม่าในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการพบหารือกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารของกองทัพในปี 2564 และความขัดแย้งที่ตามมา ซึ่งส่งผลให้กองทัพถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่ม

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการประชุมในวันอาทิตย์เป็นโอกาสสำหรับพม่าที่จะแจ้งให้ประเทศเพื่อนบ้านทราบถึงสภาพการณ์ภายในประเทศ แต่ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกิจการเอเชียของ Crisis Group กล่าวว่าความเสี่ยงคือการประชุมครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งในการทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองกลับเป็นปกติก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

“จะเป็นความผิดพลาดหากอาเซียนยอมรับพม่ากลับเข้ามาโดยไม่ได้รับอะไรที่มีความหมายตอบแทน” ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ กล่าว

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบว่าอาเซียนจะยึดมั่นในกรอบสันติภาพของตนเองหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่ากลับมามีบทบาทในภูมิภาคโดยปราศจากขั้นตอนที่สำคัญในการยุติความขัดแย้ง เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมือง รวมถึงอองซานซูจี หรือการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ

พม่าตกอยู่ในความวุ่นวายตั้งแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจีถูกโค่นล้มในการรัฐประหารเดือนก.พ. 2564 การตอบสนองของรัฐบาลทหารต่อการประท้วงทั่วประเทศได้จุดชนวนให้เกิดการลุกฮือด้วยอาวุธซึ่งกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ

อาเซียนเห็นพ้องกันในฉันทมติ 5 ข้อ เมื่อเดือนเม.ย. 2564 ซึ่งเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง การเจรจาระหว่างทุกฝ่าย ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษ

แต่รัฐบาลทหารไม่ได้ดำเนินการตามแผน ทำให้อาเซียนนตัดสิทธิคณะรัฐบาลทหารจากการประชุมระดับสูงของกลุ่ม และเชิญเฉพาะผู้แทนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองจากพม่าเท่านั้น

รัฐสภาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจากรัฐบาลทหาร ได้อนุมัติญัตติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของพม่าต่อต้านฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน โดยกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ หนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมารายงาน

กลุ่มฝ่ายค้าน รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ และกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพล เช่น สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้ออกคำแถลงร่วมเมื่อวันเสาร์ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศ และเรียกร้องให้อาเซียนมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองประชาธิปไตยหลักทั้งหมดในประเทศ

จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งประมาณ 100,000 คน ผู้พลัดถิ่นมากกว่า 3.6 ล้านคน และเศรษฐกิจของประเทศก็อ่อนแอลงมาก

อองซานซูจีถูกกักบริเวณในบ้านพักโดยไม่ทราบที่อยู่ ขณะที่สมาชิกอาวุโสหลายคนของพรรคของเธอและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารคนอื่นๆ ถูกจำคุกหรือถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเมือง

นักวิเคราะห์กล่าวว่าอาเซียนอาจยอมให้กรุงเนปีดอมากเกินไป และสูญเสียอิทธิพลใดๆ ที่มีอยู่ในการเจรจา

“คำถามคือองค์กรจะยึดถือกรอบการทำงานที่ตกลงร่วมกันของตนเอง หรืออนุญาตให้รัฐบาลทหารกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้งโดยไม่ต้องมีการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้ออย่างมีความหมาย” เย เมียว เฮง นักวิจัยอาวุโสของสถาบันสันติภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกล่าวว่าการเจรจาเมื่อวันอาทิตย์ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนจะละทิ้งจุดยืนที่มีอยู่

“กระบวนการมีส่วนร่วมนี้ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในจุดยืนพื้นฐานของเราที่สะท้อนอยู่ในฉันทมติ 5 ข้อ แต่หมายถึงการบรรลุไปสู่การมีส่วนร่วม การรับฟัง และการคำนึงถึงสิ่งที่สามารถทำได้ตามความเป็นจริง” รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าว

สำนักข่าวบีบีซี ภาคภาษาพม่ารายงานว่า สีหศักดิ์วางแผนที่จะจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์บางองค์กร และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ แต่ยังไม่มีการยืนยันการเจรจาดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มฝ่ายค้าน

สัญญาณของการสร้างมิตรภาพอีกครั้งนี้เกิดขึ้นราว 6 เดือน หลังการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทหาร ที่นักวิจารณ์และรัฐบาลตะวันตกมองว่าเป็นเรื่องหลอกลวงที่ออกแบบมาเพื่อรักษาการปกครองของทหารในคราบพลเรือน

กระบวนการดังกล่าวสิ้นสุดลงในเดือนเม.ย. เมื่อรัฐสภาที่สนับสนุนทหารเลือกอดีตผู้นำรัฐบาลทหาร พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี ที่ทำให้อำนาจที่เขาถือครองอยู่ตั้งแต่การรัฐประหารถูกต้องตามกฎหมาย

นักวิเคราะห์ กล่าวว่าการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้งก่อนเวลาอันควรจะทำให้ความสามารถของอาเซียนในการดำเนินแผนสันติภาพและการมีอิทธิต่อรัฐบาลพม่านั้นลดลง

“เมื่อรัฐบาลพม่าได้ความชอบธรรมในระดับภูมิภาคที่ตนแสวงหาโดยไม่บรรลุเงื่อนไขที่มีความหมายใดๆ อาเซียนจะมีเครื่องมือน้อยลงมากในการส่งเสริมการปฏิบัติตามฉันทมติ 5 ข้อ หรือส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองอย่างแท้จริง” เย เมียว เฮง จากสถาบันสันติภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว.