MGR Online - ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นที่กลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียของพม่าคือการประกาศสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่เกี่ยวกับราชวงศ์คองบอง (อลองพญา) ที่เป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศ แม้การถ่ายทำจะยังไม่เริ่มต้นขึ้น แต่ด้วยงบประมาณมหาศาลและนักแสดงชื่อดังที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ ก็ทำให้ชาวพม่าแสดงความคิดเห็นถกเถียงกันอย่างมากมาย
รายงานระบุว่า บริษัท Bellarie Production และบริษัท Shwe Mann Empire Film Production จะร่วมกันสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมี วิน ลวิน เทต เป็นผู้กำกับ พวกเขาวางแผนที่จะถ่ายทำเป็น 5 ภาค และใช้งบประมาณราว 8,000-10,000 ล้านจ๊าต โดยหวังที่จะออกฉายได้ในปีพ.ศ. 2570 และหลังจากมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับภาพยนตร์ดังกล่าว ข่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วบนเฟซบุ๊ก
หลายคนตื่นเต้นและยินดีที่มีดารานักแสดงชื่อดังหลายคนเข้าร่วม เช่น ไนน์ ไนน์, มี้น มัต และไท รอน
“จากบรรดานักแสดงเหล่านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยิ่งดีขึ้นไปอีก” ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคนหนึ่งแสดงความเห็น
ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กอีกรายแสดงความเห็นด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในชาติว่า “ประเทศเพื่อนบ้านก็สร้างหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเรา ฉันอย่างเห็นประเทศของเราสร้างแบบนั้นบ้าง”
แต่หลายคนก็รู้สึกสงสัย หลังจากการรัฐประหารปี 2564 ชาวพม่าบางส่วนคว่ำบาตรภาพยนตร์ที่สร้างโดยบริษัทที่เชื่อมโยงกับกองทัพ โดยเฉพาะบริษัท 7th Sense Creation ที่มีขิ่น ธีรี เต๊ต มอน บุตรสาวของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร เป็นเจ้าของร่วมและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร
“ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยากลำบากเช่นนี้ ยังมีคนใช้เงินหลายพันล้านแบบนี้อีกหรือ” ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคนหนึ่งตั้งคำถาม และมีชาวเน็ตอีกรายแสดงความเห็นเสริมว่า “นี่เป็นภาพยนตร์ของ 7th Sense ที่กลับมาในชื่อใหม่หรือเปล่า?”
แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าบริษัททั้งสองแห่งนี้เกี่ยวข้องกับบริษัท 7th Sense หรือไม่
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์ ด้วยผู้คนจำได้ว่ารัฐบาลทหารในอดีตเคยใช้ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ส่งเสริมแนวคิดเรื่องจักรวรรดิพม่าที่แข็งแกร่ง
“พวกเขาจะถ่ายทำประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาหรือแค่ยกย่องกษัตริย์?” ความเห็นจากผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกราย ระบุ
ราชวงศ์คองบองปกครองประเทศตั้งแต่ปีพ.ศ. 2295-2428 เมื่ออังกฤษยุติระบอบกษัตริย์ของพม่า เนื่องจากเรื่องราวนี้เกี่ยวข้องกับความภาคภูมิใจของชาติอย่างมาก คำถามที่ว่าใครจะเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ และใครเป็นผู้ลงทุน จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว.


