รอยเตอร์ - กระทรวงอุตสาหกรรมเวียดนามระบุว่าคลื่นความร้อนที่ปกคลุมประเทศได้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อโครงข่ายระบบไฟฟ้าของประเทศแล้ว และปัญหาอาจเลวร้ายลงอีกเนื่องจากคาดการณ์ว่าปรากฎการณ์เอลนีโญจะกลับมาอีกครั้งในเดือนก.ค.
อุณหภูมิในภาคเหนือของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียสมาหลายวันแล้ว ประชาชนในกรุงฮานอยรายงานว่า นอนไม่หลับมาหลายคืนเนื่องจากไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผิดปกติทำให้ระบบไฟฟ้าตึงตัว
แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความรุนแรงของสภาพอากาศ แต่ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศของสหรัฐฯ ระบุว่ามีความเป็นไปได้ถึง 82% ที่ปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้นผิดปกติซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและคลื่นความร้อน จะพัฒนาขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. 2569
กระทรวงอุตสาหกรรมของเวียดนามออกคำแถลงว่า มีความเสี่ยงตั้งแต่เดือนก.ค. เป็นต้นไป ที่จะเกิดคลื่นความร้อนที่ยาวนาน ภัยแล้ง และระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำพลังงานไฟฟ้าลดลง
แต่ในระยะสั้น นักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนจะเริ่มลดลงตั้งแต่วันพฤหัสฯ
“เมื่อคืนที่ผ่านมาเราเจอไฟฟ้าดับ 3 ครั้ง แต่ละครั้งนานอย่างน้อย 40 นาที ถ้าเย็นนี้ สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อีก เราคงต้องเช่าโรงแรมให้ลูกๆ นอน” ” เหวียน เญิต กวาง ชาวฮานอย อายุ 35 ปี กล่าวกับรอยเตอร์ทางโทรศัพท์
การไฟฟ้าเวียดนามระบุในหน้าเพจเฟซบุ๊กว่าไม่มีแผนการตัดไฟ และรับประกันว่าจะมีกระแสไฟฟ้าที่เสถียร แต่การไฟฟ้าเวียดนามยังไม่ได้ตอบคำขอความคิดจากรอยเตอร์เห็นเกี่ยวกับปัญหาไฟฟ้าดับ
กระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่าการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นทำสถิติรายวันใหม่ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นในช่วงดึก ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบไฟฟ้าได้รับแรงกดดันมากที่สุด เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถใช้งานได้ และน้ำในอ่างเก็บน้ำพลังงานน้ำหลายแห่งอยู่ในระดับต่ำทำให้จำกัดการผลิต
เวียดนามพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความเปราะบางต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต่ำ
สถานการณ์เลวร้ายลงเนื่องจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว
การไฟฟ้าเวียดนามได้เรียกร้องให้ครัวเรือนและธุรกิจลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือที่อุปทานมีความเสี่ยงมากกว่า.


