MGR Online - ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองภายในที่พุ่งสูงลิ่ว หลายพื้นที่ในพม่ายังต้องเผชิญกับวิกฤตอากาศร้อนจัด เมืองเช่าก์ ภาคมะกวย ติดอันดับกลายเป็นพื้นที่ร้อนที่สุดในโลก 45.9 องศาเซลเซียส รองลงมาเป็นเมืองหญ่องอู ภาคมัณฑะเลย์ 44.7 องศา หลายเมืองในรัฐมอญกำลังผจญกับสภาพแล้งจัด ชาวบ้านต้องปันส่วนน้ำกินน้ำใช้
วานนี้ (24 เม.ย.) Eleven Media Group มีรายงานโดยอ้างข้อมูลจากเว็บไซต์ El dorado weather ระบุว่า 2 เมืองในพม่ามีชื่อติดชาร์จ 15 เมืองที่มีอากาศร้อนที่สุดในโลก โดยวัดจากอุณหภูมิในพื้นที่ ณ เวลา 07.00 น. ตามเวลามาตรฐานโลก (Coordinated Universal Time : UTC) ของวันที่ 24 เมษายน 2567
โดยเมืองเช่าก์ ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดี ในภาคมะกวย มีอุณหภูมิสูงถึง 45.9 องศาเซลเซียส อยู่ในอันดับที่ 3 ส่วนอีกแห่งหนึ่ง ได้แก่ เมืองหญ่องอู ภาคมัณฑะเลย์ อุณหภูมิสูง 44.7 องศา สูงเป็นอันดับที่ 9 ขณะที่อีก 13 เมืองที่เหลือล้วนเป็นเมืองในทวีปอาฟริกาทั้งสิ้น (โปรดดูตารางในภาพประกอบ)
ก่อนหน้านั้น 1 วัน Eleven Media Group ได้รายงานข้อมูลลักษณะเดียวกันจาก El dorado weather โดยเป็นข้อมูล ณ เวลา 07.00 UTC ของวันที่ 23 เมษายน 2567 ซึ่งปรากฏว่า ใน 15 อันดับเมืองที่ร้อนที่สุดในโลกนั้นมีเมืองในพม่าติดชาร์จอยู่ถึง 5 เมืองด้วยกัน
ในวันดังกล่าว เมืองเช่าก์ ในภาคมะกวย ได้กลายเป็นเมืองที่ร้อนเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 45.8 องศาเซลเซียส รองลงมาเป็นเมืองมะกวย ภาคมะกวย อยู่อันดับที่ 3 ด้วยอุณหภูมิ 45 องศา เมืองมินบู ภาคมะกวย อยู่อันดับที่ 7 ด้วยอุณหภูมิ 44.5 องศา เมืองหญ่องอู ภาคมัณฑะเลย์ อยู่อันดับที่ 8 อุณหภูมิ 44.5 องศา และเมืองสะกาย ภาคสะกาย อยู่อันดับที่ 15 ด้วยอุณหภูมิ 43.8 องศา
ในรัฐมอญ มีรายงานว่าหลายเมืองนอกจากต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดแล้ว ยังกำลังเจอกับความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำกิน น้ำใช้ เนื่องจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติแห้งขอด การผลิตน้ำประปาไม่สามารถทำได้เต็มที่เพราะไฟฟ้ามีไม่เพียงพอสำหรับเครื่องปั๊มน้ำ หลายชุมชนประสบปัญหาเมื่อต้องสั่งซื้อน้ำจากพื้นที่อื่นเข้ามาแจกจ่าย เพราะค่าน้ำและค่าขนส่งแพงขึ้นกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัว ผู้ขายน้ำอ้างเหตุผลว่า การขนส่งต้องเจอกับหลายอุปสรรค โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และการสู้รบที่เกิดขึ้นในหลายจุด ทำให้ถนนหลายสายไม่สามารถสัญจรได้
หลายเมืองในรัฐมอญ เช่น เมืองสะเทิม เมืองไจก์มะรอ แม้กระทั่งในเมืองเมาะละแหม่ง ต้องนำระบบแบ่งปันน้ำมาใช้ รวมถึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศล และหน่วยงานกาชาดในการจัดหาน้ำสะอาดมาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน.