xs
xsm
sm
md
lg

ไปดูเทศกาลปลัดขิกใหญ่ในเวียดนาม ทำมหึมาปีนี้สาวๆเซลฟี่ถ่ายไปยิ้มไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

มันเป็นเทศกาลแห่งความสุขในฤดูใบไม้ผลิ ทุกคนมีรอยยิ้มบนใบหน้า เมื่อก่อนมีเพียงสตรีสูงวัยไปชมงาน แต่ไม่นานสาวๆทั่วไปก็คุ้นเคย รู้ภูมิหลังและจุดประสงค์ของงาน กล้าพอที่จะเข้าไปขอ เซลฟี่ หลายคนอาจจะยังไม่สามารถมีบุตรให้แก่ครอบครัวได้ และมีความหวังอยู่ลึกๆ เมื่อไปเทศกาลของชาวไต ใน จ.ลังเซิน.
Accompanying Photos Courtesy Tri Thức Trẻ Online.

MGR ออนไลน์ -- เทศกาลประจำท้องถิ่นที่หาดูชมได้ยากที่สุดในเวียดนาม เพิ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ในจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศ โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง เช่นเดียวกับบรรดานักท่องจำนวนหลายพันคน และ นี่เป็นประเพณีได้ชื่อว่า "กล้าที่สุด โจ่งครึ่มที่สุด" เกี่ยวกับการใช้อวัยวะเพศเป็นสัญลักษณ์ ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี แต่ได้ห่างหายไปหลายสิบปีในช่วงสงคราม และ เพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ผู้ไปร่วมงานเทศกาลปีนี้จำนวนมากให้ความสนใจต่ออวัยวะเพศจำลองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนาดใหญ่โตขึ้น ทาสีชมพูโดดเด่น มองเห็นแต่ไกล ไม่ว่าขบวนแห่จะเคลื่อนไปจุดไหนก็ตาม -- สุภาพสตรีจำนวนมากถือโอกาสถ่ายภาพร่วมกับ "ปลัดขิกยักษ์" เพื่อเป็นสิริมงคล และ สุขสมหวังในชีวิตครอบครัว สื่อออนไลน์ภาษาเวียดนามรายงาน

เทศกาลหนาแหญ่ม (Ná Nhèm) นี้จัดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา ตามประเพณีอันเกิดจากความเชื่อ กับนิยายปรัมปราแต่ครั้งโบราณกาล ผสมผสานกับการดำรงชีวิตในสังคมเกษตรกรสมัยใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไต ในคอมมูนเจิ๊นเอียน (Trấn Yên) อ.บั๊กเซิน (Bắc Sơn) จ.ลังเซิน (Lạng Sơn)

หนาแหญ่มกลายเป็นหนึ่งใน 5 เทศกาลเก่าแก่และมีความเป็นพิเศษสุด และ ถึงแม้ว่าคำๆนี้จะมีความหมายง่ายๆในภาษาถิ่นว่า "หน้าดำ" ก็ตาม แต่ผู้คนทั่วไปรู้จักดีกว่าในชื่อ "เทศกาลต่างทีง" (Tàng Thinh) ซึ่งหมายถึงอวัยวะเพศชายในภาษาของชนชาติส่วนน้อย

ตามรายงายของจิถึกแจ๋ (เยาวชนปัญญาชน) สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาววัยทำงาน -- ปีนี้ "เทศกาลปลัดขิก" จัดยิ่งใหญ่กว่าปีก่อน องคชาติที่ทำจากไม้ก็ยาวขึ้นเป็น 1.30 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 ซม.เศษ น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม เช่นเดียวกันกับขนาดของ "มัต งเวียต" (Mặt Nguyệt) หรือ โยนีที่ต้องทำออกมาให้สอดคล้องกัน





ไม่เคยมีการกำหนดขนาดตายตัว จากเมื่อก่อนที่ทำเท่าๆกับกระติกน้ำร้อน วันนี้ใหญ่เท่ากับขอนไม้.

ไม่มีการกำหนดตายตัวเกี่ยวกับขนาดของต่างทีง ขนาดและสีเปลี่ยนไปทุกปี "จากเมื่อก่อนที่มีขนาดเท่ากระติกน้ำร้อน ปัจจุบันกลายเป็นขอนไม้" สื่อออนไลน์กล่าว

"ชาวเวียดนามหลายพันคนจากทั่วสารทิศต่างมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปที่นั่นเพื่อร่วมเทศกาลที่หาดูชมได้ยากยิ่งนี้ และ องคชาติขนาดใหญ่ได้รับความสนใจจากสุภาพสตรีจำนวนไม่น้อย หลายคนไม่ลังเลที่จะขอถ่ายรูปคู่เพื่อเป็นศิริมงคล" จิถึกแจ๋รายงาน

นับเป็นเทศกาลแห่งความสุขอย่างแท้จริง ภาพที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ข้ามวันมานี้ แสดงให้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ชมกับบรรดานักท่องเที่ยว ที่ไปร่วมงานและเฝ้าติดตามกิจกรรมต่างๆ ด้วยความสนใจ สมกับความตั้งใจของเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคล และความอยู่ดีกินดี ในต้นฤดูใบไม้ผลิ

เทศกาลปลัดขิกใหญ่จัดขึ้นประจำ ในวันเดือนเพ็ญแรกของปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 19 ก.พ. (มาฆบูชา) เป็นการเริ่มต้นปีอย่างเป็นทางการของชนชาติไต -- จัดขึ้นเพื่อเซ่นไหว้ สวดอ้อนวอน ขอให้ประชาชนในท้องถิ่นที่มีอยู่ทั้งหมดราว 400 ครอบครับ ประสบความสุขความเจริญ การเกษตรได้ผลดี ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีลูกเต็มบ้าน เป็นแรงงานช่วยกันผลิตทำกินให้ มีข้าวปลาอาหารอุดมตลอดปีใหม่ ที่เวียนมาอีกครั้ง

ไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่าเทศกาลหนาแหญ่มเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการบ่งบอกว่า ชาวไตจัดเทศกาลนี้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 (กรุงศรีอยุธยา) เมื่อปฐมกษัตริย์ของชนชาติต้องต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน ในขณะที่ผู้อาวุโสของชาวไตกล่าวว่า เป็นเทศกาลที่ "มีมาพร้อมแผ่นดิน"

ตามประเพณที่สืบทอดกันมา พิธีกรรมจะเริ่มแต่เช้าตรู่จากการไปนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบ่อน้ำนอกหมู่บ้าน.
ทุกคนต้องทาหน้า แม้แต่บรรดา ขุนพล เองก็ต้องทา.
ขุนพลทั้ง 4 ต้องหลบๆ ให้พ้นสายตาอยู่นอกหมู่บ้าน และ จะไปปรากฏตัวในขบวนแห่ ต่างทีง-มั๊ต งเวียต ในนี้ 2 คนจะไปเป็นขุนพลฝ่ายข้าศึก ที่ถูกจับถ่วงแม่น้ำ.


เทศกาลหยุดชงักลงเมื่อสงครามครั้งใหม่ระเบิดขึ้นมา การจัดครั้งสุดท้ายมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 -- ไม่มีการจัดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งปี 2555 -- ในปีเดียวกัน รัฐสภาเวียดนามได้ผ่านรัฐบัญญัติฉบับหนึ่ง รับรองหนาแหญ่มเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ประเภทที่ไม่สามารถจับต้องได้

เช้าวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมานายหว่าง มีง จวน (Hoàng Minh Chuẩn) ผู้ใหญ่บ้านวัย 64 ปี ได้เป็นเจ้าพิธีนำคณะไปเชิญน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นอกหมู่บ้าน เพื่อใช้ในพิธีบวงสรวง -- เจ้าพิธีคนสุดท้ายเมื่อปี 49 ปีที่แล้ว เป็นคุณปู่ของเขาเอง

เมื่อขบวนอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้าถึงหมู่บ้าน งานเทศกาลก็จะเริ่มขึ้น นายจวนจะทำหน้าที่เป็นผู้ "เบิกเจ้าโลก" คือ เป็นเจ้าพิธีเปิดองคชาติไม้ขนาดใหญ่ที่จัดเตรียมไว้ในแพ็คอย่างดี และ เริ่มขบวนแห่เพื่อนำไปยังศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวไต ที่เชื่อกันในตำนานว่า เคยเป็นพระตำหนักของปฐมกษัตริย์ และ ในปัจจุบันเป็นที่สถิตย์ของเทพที่ชนชาติเคารพบูชา

เทศกาลนี้มีการจัดขบวนแห่งจากหมู่บ้านไปยังศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขบวน -- ขบวนแรกนำโดยบรรดาขุนพลเป็นขบวนชายล้วน นำองคชาติกับโยนี มีขบวนฟ้อนรำประกอบ -- อีกขบวนเป็นของเซ่นไหว้ ที่มีทั้งไก่ต้ม หัวหมู พืชสมุนไพรหายากบางชนิดที่นำไปจากป่า หมากสำหรับเคี้ยว และ อื่นๆ อีกหลายรายการ -- พิธีบวงสรวงขอพรจากเทพเจ้าทำกันขึ้นภายในศาล

เมื่อเสร็จจากพิธีกรรมชาวบ้านจะช่วยกันแห่ต่างทีง กับ มัต งเวียต กลับเข้าไปยังหมู่บ้านเตรียมเผาทำลาย ทำเช่นนี้ทุกปี


นี้ไง.. สองนายพลฝ่ายศัตรูโดนสาวๆหลอกให้นอนในถุงนอน ตามตำนานต้องเย็บปากถุงให้เรียบร้อย ก่อนนำไปถ่วงน้ำ.


เทศกาลไม่ได้มีเพียงขบวนแห่อวัยวะสืบพันธุ์และของเซ่นไหว้เท่านั้น หากยังมีการละเล่นพื้นเมืองตามประเพณีของชนชาติ ทั้งเก่าและใหม่มากมายหลายรายการ รวมทั้งการแสดงสัปประยุทธ์โดยทีมงานที่ฝึกฝนกันขึ้นมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ -- สะท้อนให้เห็นการรบพุ่งศัตรูผู้รุกราน ที่นำโดยขุนพลของชาวไตในครั้งอดีต

องคชาติยักษ์กับโยนีมหึมา เกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้อย่างไร?

มีคำอธิบายว่า แต่ครั้งโบราณกาลนั้นปฐมกษัตริย์ชนชาติไตมีพระราชประสงค์ให้อาณาจักรมั่นคงเข้มแข็ง ประกอบด้วยไพร่ฟ้าและไพร่พลจำนวนมาก การจัดแห่อวัยวะสืบพันธ์ถวาย จึงเป็นการสนองพระราชประสงค์ -- การถูกศัตรูรุกรานในอดีต แสดงให้เห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ และ การเพิ่มจำนวนประชากรเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมการเกษตร

ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ในภาคเหนือเวียดนามนั้น หลายจังหวัดได้มีประเพณีส่งเสริมการเจริญพันธุ์ อวยชัยให้คู่ครองที่ยังไม่มีทายาทเพื่อมีได้สำเร็จ สมความปรารถนา รวมทั้ง "ประเพณีสมสู่ในฤดูใบไม้ผลิ" ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.ฟุเถาะ (Phu Tho) ทางตอนเหนือของกรุงฮานอยด้วย -- ประเพณีโบราณนี้ได้กลายเป็น มรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติพร้อมๆ กับประเพณีแห่องคชาติยักษ์ของชาวไต


มันเป็น เทศกาลหน้าดำ ทุกคนต้องทาหน้า เพื่อปิดบังอำพราง ไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายจำได้.

แล้วเหตุใดผู้คนที่เข้าร่วมการแสดงในเทศกาลหนาแหญ่ม จึงต้องทาหน้าด้วยสีดำ?

เรื่องนี้มีที่มาในตำนาณ เมื่อครั้งแผ่นดินถูกข้าศึกรุกรานและไม่สามารถต้านทานได้นั้น ศัตรูบุกเข้ายึดพระตำหนักของปฐมกษัตริย์ ซึ่งก็คือที่ตั้งของศาลเจ้าในวันนี้ -- ขุนพลของฝ่ายศัตรูจำนวน 5 คนได้บังคับให้หญิงสาวในหมู่บ้านต้องไปปรนนิบัติ -- เปิดโอกาสให้ผู้นำชาวไตออกอุบาย ให้ทุกครัวเรือนสั่งให้ลูกสาวของตนจัดเตรียมถุงนอนอย่างดีสำหรับขุนพลทั้ง 5 โดยให้เป็นถุงที่สามารถเย็บปากปิดได้อย่างสนิทแน่นหนา

เมื่อผู้นำของฝ่ายศัตรูเผลอหลับ หญิงสาวจะช่วยกันเย็บปากถุงนอน ทำให้ฝ่ายข้าศึกเพลี่ยงพล้ำ ชาวไตที่เตรียมกำลังรออยู่แล้ว ได้กรูเข้าบุกยึดพระตำหนักกลับคืน และ นำขุนพลทั้ง 5 ไปทิ้งลงแม่น้ำถึงแก่ความตาย

อย่างไรก็ตามในปีต่อมาได้เกิดภัยพิบัติในท้องถิ่นโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดมีรังแตนขนาดใหญ่มหึมาขึ้น 5 รัง แตนได้ไล่ต่อยวัวควายล้มตายจนหมดสิ้น เกิดทุพิกภัยในชุมชน ข้าวยากหมากแพง -- พ่อหมอของชาวไตบอกว่า เกิดจากดวงวิญญาณของปิศาจร้ายในแม่น้ำ ที่มีความอาฆาตและหิวโหย ซึ่งได้นำมาสู่พิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าประจำชุมชนให้ปกป้องคุ้มครอง และกลายเป็นภูมิหลังของ "เทศกาลหน้าดำ"

นั่นคือ ผู้เข้าร่วมแสดงในพิธีทุกคนจึงต้องทาหน้าด้วยสีดำ ทั้งนี้เพื่อปิดบังมิให้ดวงวิญญาณร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท ได้เห็นใบหน้ากับตัวตนอันแท้จริงนั้่นเอง.