MGR ออนไลน์ -- รัฐบาลกัมพูชาได้จัดรำลึกครบรอบ 6 ปีการเสด็จสวรรคตของกษัตริย์นโรดมสีหนุวันอาทิตย์ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ในพิธีอย่างเป็นทางการและอย่างเป็นกระบวนการที่จัดขึ้นในขอบเขตทั่วประเทศ ผู้นำระดับสูงทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นต่างๆ นำข้าราชการและประชาชนทั่วไป ทำพิธีสักการะดวงวิญญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ รวมทั้งพระบรมรูปตลอดทั้งวัน อันแสดงให้เห็นการยกย่องเทิดทูลอดีตประมุขแห่งรัฐ ที่ทรงนำประเทศเข้าสู่ยุคใหม่กับการปกครองระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่จัดร่างขึ้น โดยการขี้นำขององค์การสหประชาชาติ
นักวิเคราะห์ชี้ว่างานพิธีเมื่อวันอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งความพยายาม ที่แสดงให้เห็นการปรับตัวเข้าหาสถาบันหลักของรัฐบาลได้คะแนนถล่มทลาย ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเดือน ก.ค. กับผู้นำที่มีอำนาจมากที่สุด และ อยู่ในตำแหน่งมายาวนาน 34 ปี และ ประกาศจะอยู่ติดต่อกันอีก 2 สมัยรวม 10 ปี
"วันนี้ประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งบรรดาข้าราชการ กองกำลังติดอาวุธในทุกระดับ ต่างปรารถนาจะแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาติอย่างใหญ่หลวงของพระบรมรัตนโกศ ขอให้บรรดาเพื่อนร่วมชาติและเหล่าข้าราชการทั้งหลาย ร่วมกันสวดมนต์ ให้พระวิญญาณของพระองค์สถิตย์อย่างสงบสันติ.." นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ พระราชบิดา
กษัตริย์สีหนุเสด็จสวรรคตตอนเช้าวันที่ 15 ต.ค.2555 ในกรุงปักกิ่ง ขณะมีพระชนมายุ 90 พรรษา หลังมีพระประชวรด้วยโรคมะเร็ง
ทรงมีพระราชสมภพวันที่ 31 ต.ค.2465 เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียว ในสมเด็จนโรดมสุรามฤตกับพระนางเจ้าศรีสุวัตสิริมาตะนารีรัตน์ศรีวัฒนา และ ทรงขึ้นครองราชย์ในเดือน เม.ย.2484 ขณะมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา -- ทรงนำกัมพูชาเป็นเอกราชหลุดพ้นจากการปกครองของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในปี 2496
ปี 2498 ทรงสละราชสมบัติคืนแก่พระราชบิดา เพื่อทรงก่อตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม (Sangkum Reastr Niyum -- SRN) ซึ่งได้เป็นแกนนำประเทศสู่การพัฒนาในยุคใหม่ต่อมาอีกกว่า 10 ปี โดยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อมาเป็นประธานาธิบดี จนกระทั่งพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในปี 2503
.
ชีวิตการเมืองของพระองค์เต็มไปด้วยสีสัน แต่เต็มไปด้วยอันตราย และ ในท่ามกลางแรงกดดันจากรอบทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐ ถึงแม้รัฐบาลกัมพูชาจะประกาศตัวเป็นกลางในทางการทูตก็ตาม
"เจ้าสีหนุ" ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง เพื่อประชดประชันรัฐสภากับฝ่ายเดโมแครตซึ่งเป็นฝ่ายค้าน พระองค์ตรัสในหลายโอกาสว่า ทรงเหนื่อยหน่ายกับภารกิจในตำแหน่ง -- มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีแทน 2 ครั้ง แต่ทุกคนก็ลาออกในที่สุด ทำให้ทรงกลับเข้าทำหน้าที่ผู้นำต่อมา
ในยุคหนึ่งเจ้าสีหนุทรงประกาศใช้แนวทางที่เรียกว่า "สังคมพุทธนิยม" (Bhuddhist Socialism) เสริอมกับแนวคิดสังคม (Sangkhum) แสดงเจตนารมย์ที่จะให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่คู่กับการพัฒนาประเทศสืบไป ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตาม
เดือน พ.ค.2498 เจ้าสีหนุทรงรับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐเป็นครั้งแรก ถูกกดดันให้เข้าร่วมในองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Treaty Organization) หรือ "ซีโต้" (SEATO) ที่สหรัฐตั้งขึ้นมาเพื่อปิดล้อมการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยจีนค่ายหนึ่งกับโซเวียตอีกค่ายหนึ่ง
ในทางตรงข้าม เจ้าสีหนุเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์อย่างเงียบๆ กับนายโจวเอินหลาย (Zhou Enlai) นายกรัฐมนตรีจีนคอมมิวนิสต์ และเดินทางไปเยือนจีนครั้งแรกในเดือน ก.พ.2499 ซึ่งฝ่ายจีนได้ให้คำมั่น จะช่วยเหลือการพัฒนาเศรษฐกิจของกัมพูชาเป็นมูลค่าถึง 40 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้่น
อย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าสีหนุเดินทางกลับจากเยือนจีน ก็เป็นช่วงปีที่ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจในกรุงเทพฯ และ มีการยึดอำนาจในกรุงไซ่ง่อน โดยโง ดิ่ง ซเวียม (Ngô Đình Diệm หรือ "โงดินเดียม") ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรัฐบาลเวียดนามใต้ -- สองผู้นำเพื่อนบ้านต่างมีแนวสนับสนุนสหรัฐในภูมิภาคนี้ ไม่ต่างกับรัฐบาลราชอาณาจักรลาว จึงทำให้รัฐบาลเจ้าสีหนุถูกโดดเดี่ยว ถูกแซงชั่นทางเศรฐกิจเนื่องจากฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์
เจ้าสีหนุประกาศสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนเมื่อปี 2501 ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐ และเขมรฝ่ายขวาที่เพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งภายในพรรคสังคมราษฎร์นิยมเองด้วย
.
ในเดือน มี.ค.2513 ในขณะเสด็จฯเยือนยุโรปและกรุงมอสโก เชื่่อมสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐ ก็ได้เกิดการยึดอำนาจในรัฐสภากรุงพนมเปญ ก่อนนำไปสู่การรัฐประหารจริงโดยกองทัพ ที่มีนายพลลอนนอลรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้นำ ที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากองค์การสืบราชการลับซีไอเอ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าสีหนุประกาศจัดตั้งแนวร่วมแห่งชาติต่อต้านระบอบลอนนอล หรือ National United Front of Kampuchea (FUNK) ขึ้นเรียกร้องประชาชนทั่วไปลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม กับการแทรกแซงของสหรัฐ ซึ่งได้ผลพอสมควร แต่การประท้วงที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ก็ถูกปราบปรามอย่างทารุณโหดร้ายจากกองทัพ
ต่อมาวันที่ 5 พ.ค.ปีเดียวกันได้ทรงประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโดยใช้ชื่อว่า Royal Government of the National Union of Kampuchea หรือ GRUNK ในชื่อย่อจากภาษาฝรั่งเศส ทำให้จีน เวียดนามเหนือ และ เกาหลีเหนือประกาศตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลลอนนอล
ในช่วงปีโน้น เจ้าสีหนุเสด็จประทับทั้งในจีนและในเกาหลีเหนือ รัฐบาลของสองประเทศทรงสงวนพระตำหนักไว้สำหรับพระองค์ต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ในเดือน ก.พ.2516 เจ้าสีหนุเดินทางเข้ากรุงฮานอย เริ่มการเดินทางไกลกับนายเคียว สมพร และ ผู้นำเขมรแดงอีกจำนวนหนึ่ง โดยใช้เส้นทางโฮจิมินห์ผ่านดินแดนลาว ไปถึง จ.สะตึงแตร็ง ในเดือนต่อมา ก่อนจะเดินทางสู่ จ.พระวิหาร กับ จ.เสียมราฐ พระองค์ได้มีโอกาสเสด็จเยือนปราสาทนครวัด ปราสาทบายน กับปราสาทบันทายศรี มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์สำคัญนี้ไปทั่วโลก
ต่อมาในเดือน เม.ย.2518 พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือเขมรแดงกลุ่มโปลโป้ท เอียงสารี เคียวสมพร ที่จีนหนุนหลัง ก็ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลลอนนอลในกรุงพนมเปญได้สำเร็จ เจ้าสีหนุได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ -- กัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) ขณะทรงพำนักในกรุงปักกิ่ง โดยไม่ได้มีบทบาททางการเมืองใดๆในประเทศ
.
ดร.สมพร เป็นผู้นำเขมรแดงที่มีความใกล้ชิดกับเจ้าสีหนุมาก่อน เมื่อครั้งร่วมก่อตั้งแนวคิดสังคมราษฎร์นิยม ก่อนจะเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยโปลโป้ท-เอียง สารี นวน เจีย -- ดร.สมพร เรียนสำเร็จเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมองเปลิเยร์ (University of Montpellier) ฝรั่งเศส และ สำเร็จปริญญาเอกด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยแห่งปารีส (University of Paris) เวลาต่อมา
31 ธ.ค.2518 เจ้าสีหนุเสด็จคืนประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำพระอัฐิของพระราชมารดาจากกรุงปักกิ่งกลับคืนบ้านเกิด และ ในเดือน ก.พ.2519 นายเคียว สมพร นำพระองค์เดินทางไปทั่วกัมพูชา เพื่อเยี่ยมชมความคืบหน้าการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงมีพระลิขิตในภายหลังว่า ทรง "ช็อก" ที่ได้เห็นการบังคับใช้แรงงาน และ การพลัดถิ่นฐานของผู้คนมากมาย
องค์การปกครองสูงสุด หรือ Angkar เขมรแดงปฏิเสธการขอลาออก แต่ก็ได้ยินยอมในที่สุด โดยเชื่อกันว่าผ่านการกดดันจากจีน -- รัฐบาลเขมรแดงเห็นชอบในกลางเดือน เม.ย.2519 ให้เจ้าสีหนุพ้นจากตำแหน่ง โดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 2 เดือนเดียวกัน
พระองค์ทรงให้สัมภาษณ์ในหลายโอกาสในปีต่อๆมาว่า พระราชโอรส พระราชธิดา รวมทั้งพระญาติจำนวนมากได้ตกเป็นเหยื่อการสังหารของฝ่ายเขมรแดงสุดขั้ว ในช่วงเวลาเพียง 3 ปีเศษที่พวกนี้ครองอำนาจ
ในช่วงเวียดนามส่งกองทัพเข้าโค่นล้มเขมรแดงกลุ่มโปลโป้ท และตั้งเขมรแดงกลุ่มเฮง สัมริน เจีย ซิมกับฮุนเซน ขึ้นบริหารประเทศ และ ข้าสู่สงครามมกลางเมืองต่อมาอีก 10 ปี ระหว่างปี 2522-2533 เจ้าสีหนุทรงทำหน้าที่ประมุขรัฐบาลผสมสามฝ่ายกัมพูชาประชาธิปไตย -- คือทรงร่วมกับเขมรแดงกลุ่มเดิมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต่อต้านเวียดนามในกัมพูชา
พระองค์ทรงขับเคี่ยวกับรัฐบาลฮุนเซน และ ได้พบเจรจากับฮุนเซนหลายครั้งในฐานะรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศของรัฐบาลที่เวียดนามหนุนหลัง จนกระทั่งนำไปสู่การเซ็นสัญญาสันติภาพกรุงปารีสเดือน ต.ค.2533 และ กัมพูชาเข้าสู่ยุคที่บริหารโดยองค์การเปลี่ยนผ่านอำนาจของ UN ที่มีชื่อเรียกว่า UTAC (United Nation Transitional Authority for Cambodia) -- เปลี่ยนจากสาธารณรัฐประชาชนกำปูเจีย (People's Republic of Kampuchia) เป็นรัฐกัมพูชา หรือ State of Cambodia
เมื่อประเทศเข้าสู่ความสันติ เจ้าสีหนุได้เสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 2536 ก่อนสละราชบัลลังก์ในเดือน ต.ค.2547 เปิดทางให้พระราชโอรส ซึ่งก็คือสมเด็จพระนโรมบรมนาถสีหมุนี พระประมุขพระองค์ปัจจุบัน -- ส่วนพระองค์เองทรงประทับในกรุงปักกิ่ง จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ชีพ
ความสัมพันธ์ระหว่างฮุนเซนกับ "พระบรมรัตนโกศ" นั้นอยู่ในสภาพที่หวานอมขมกลืนมาตลอด แต่ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากไม่มีสมเด็จสีหนุ ก็จะไม่มีกัมพูชาในวันนี้ ครอบครัวนายกรัฐมนตรีทุกคนล้วนแสดงออกซึ่่งความเคารพเทิดทูลอดีตกษัตริย์ กับพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน ที่แทบจะไม่มีอำนาจใดๆ ในทางการเมือง
ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลและผู้นำระดับต่างๆ อยู่ร่วมกันกับสถาบันกษัตริย์ด้วยท่าทีที่ปรองดอง
พล.ท.ฮุนมาเนต รองเสนาธิการกองทัพราชอาณาจักรกัมพูชา และผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของฮุนเซน ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า กองทัพและทหารทุกคนต้องเคารพเทิดทูลและพิทักษ์ปกป้องพระมหาษัตริย์ กับสถาบันสูงสุด รวมทั้งปกป้องรัฐบาลที่ชอบธรรม -- ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
นักวิเคราะห์มองว่า ฮุนเซนได้เรียนรู้การเมือง ผ่านประสบการณ์ของกษัตริย์สีหนุ และ กำลังดำเนินการทุกอย่างตามแนวทางนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่วงดุลย์กับบรรดาอำนาจของโลกเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ก้มหัวให้แก่แรงกดดันจากภายนอก -- ฮุนเซนสามารถเปลี่ยนศัตรูหมายเลข 1 ในอดีต คือจีน ให้กลายเป็นมหามิตรได้ และยังรักษาความสัมพันธ์ในระดับสูงกับเวียดนาม ที่นำขึ้นสู่อำนาจได้อย่างคงเส้นคงวา ขณะเดียวกันก็แสดงการแข็งกร้าวต่อการกดดันจากตะวันตกที่นำโดยสหรัฐกับยุโรป
นักวิเคราะห์มองว่า ทุกครั้งที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซนพูดถึงพระมหากษัตริย์ และ แสดงการเทิดทูลสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นการแสดงออกจากใจจริงมิได้เสแสร้ง -- และ สื่อตะวันตกเรียกขานอดีตกษัตริย์แห่วงกัมพูชาเมื่อก่อนโฯ้นว่า "เจ้าชายปรอท" หรือ Mercuric Prince เนื่องจากพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เร็วตามอุณหภูมิ (โลก) ที่เปลี่ยนไป
เราสามารถคาดหวังที่จะได้เห็น การปรับตัวแบบปรอท ตามแบบฉบับของมหาเสนาบดีได้เช่นเดียวกัน.


