xs
xsm
sm
md
lg

ลาวจับมือไทยดัน 'สุวรรณโคมคำ' ขึ้นมรดกโลก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

<bR><FONT color=#cc00cc>ภาพถ่ายวันที่ 23 มิ.ย.2552 ศ.ดร.บ่อแสงคำ วงดาลา (ซ้าย) รมช.กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม และ อดีตเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย คำพัน สิมมาลาวง ยืนยันกับ ASTVผู้จัดการออนไลน์ส ลาวเอาแน่ จับมือไทยขึ้นทะเบียน ร่วมเข็นเมืองโบราณสุวรรณโคมคำ-เชียงแสนเป็นมรดกโลกเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย </FONT></bR>

ASTVผู้จัดการรายวัน—นักวิชาการของลาวกำลังศึกษา สำรวจขุดค้นเขตโบราณสถานเมืองสุวรรณโคมคำ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ก่อนนำเสนอต่อทางการไทย เพื่อร่วมกันขอขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก ซึ่งถ้าหากประสบความสำเร็จก็จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกที่สองประเทศเพื่อนบ้านขึ้นทะเบียนร่วมกัน

"เราเตรียมที่จะเสนอต่อไทยเพื่อร่วมกันขึ้นทะเบียน ตอนนี้เราได้ขอให้ (คณะกรรมการมรดกโลก) องค์การยูเนสโกช่วยสำรวจ เพราะคนของเราไม่พอ ยังจะต้องใช้ทุนรอนอีก" นายบ่อแสงคำ วงดาลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแถลงข่าวของลาวกล่าวกับ "ASTVผู้จัดการรายวัน" ที่ จ.เชียงราย

รัฐมนตรีของลาวกล่าวว่า ในปัจจุบันนอกจากยังมีโบราณวัตถุปรากฏให้เห็นบนพื้นดินเป็นจำนวนมากแล้ว การขุดค้นในเบื้องต้นยังพบแนวกำแพงเมืองที่ถูกถับถมอยู่ใต้ชั้นดินซึ่งจะต้องสำรวจและขุดต่อไปเพื่อหารายละเอียดก่อนฟื้นฟูบูรณะเมืองเก่าขึ้นมา โดยจะขอความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโกกับหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ

"เราเชื่อว่าเมื่อครั้งโบราณเมืองสุวรรณโคมคำเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่แผ่ความเจริญบนสองฝั่งแม่น้ำโขงคลุมพื้นที่ระหว่างเมืองต้นผึ้ง กับ อ.เชียงแสนของไทยในวันนี้ การขึ้นทะเบียนร่วมกันทั้งสองฝั่งจะทำให้ฟื้นฟูบูรณะเมืองโบราณให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้"

ศ.ดร.บ่อแสงคำ ในฐานะประธานสมาคมชาวไทยเพื่อมิตรภาพ ได้นำคณะเดินทางไปร่วมประชุมประจำปีกับสมาคมไทยลาวเพื่อมิตรภาพ ที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 22-23 มิ.ย. สองฝ่ายได้ทบทวนผลงานช่วงปี่ที่ผ่านมาและร่วมกันลงนามในบันทึกว่าด้วยโครงการความร่วมมือในระยะปีข้างหน้า
<bR><FONT color=#cc00cc>แผนที่แสดงที่ตั้งสังเขปเขตโบราณสถานเมืองสุวรรณโคมคำ ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงรายของไทย ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง </FONT></bR>
นายคำพัน สิมมาลาวง อดีตเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รองประธานสมาคมลาวไทยเพื่อมิตรภาพกล่าวกับ "ASTVผู้จัดการรายวัน" เช่นกันว่า ถ้าหากขึ้นทะเบียนได้สำเร็จก็จะเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกันที่สุด

ในช่วงหลายปีมานี้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ดำเนินขั้นตอนต่างๆ กับหน่วยงานขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เพื่อขอขึ้นทะเบียนทุ่งไหหินเป็นมรดกโลกอีกหนึ่งแห่ง ถัดจากเมืองเก่าหลวงพระบางในภาคเหนือกับปราสาทวัดพูในแขวงจำปาสักทางภาคใต้

"เราดำเนินการมาหลายปี ทราบว่ากำลังจะมีการพิจารณากันปีนี้" นายคำพันกล่าว

รัฐบาลลาวมีแผนการที่จะขอจดทะเบียนสถานที่อีกหลายแห่งเป็นมรดกโลกต่อไป ซึ่งรวมทั้งน้ำตกหลี่ผี-คอนพะเพง ในภาคใต้กับเมือเก่าสุวรรณโคมคำในแขวงบ่อแก้วที่จะร่วมดำเนินการกับฝ่ายไทย
<bR><FONT color=#cc00cc>ภาพจาก discoverylaos.com พระพุทธรูปขนาดมหึมา ยังคงอยู่ในเขตเมืองเก่าสุวรรณโคมคำ ในสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  </FONT></bR>
<bR><FONT color=#cc00cc>ภาพจาก discoverylaos.com เศียรพระพุทธรูปขนาดมหึมา ยังวางอยู่บนพื้นที่เขตโบราณสถานสุวรรณโคมคำ แขวงบ่อแก้ว </FONT></bR>
"การขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมีความยุ่งยากและซับซ้อนพอสมควร ไม่ง่ายอย่างที่เราคิดเลย มีขั้นมีตอน มีรายละเอียด ต้องใช้เวลามาก แต่ก็ค่อยทำกันไป" นายคำพันกล่าว

ชื่อเมืองสุวรรณโคมคำปรากฏอยู่ในพงศาวดารล้านนามานานหลายร้อยปี แต่เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังหลังจากมีการค้นพบโบราณวัตถุกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่หลายหมู่บ้านของเมือง (อำเภอ) ต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ซึ่ง รวมทั้งพระพุทธรูปศิลาเก่าแก่ เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ รวมทั้งซากเจดีย์เก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูด้วย

การศึกษาอย่างจริงจังโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้พบว่า วัตถุที่ใช้ในการก่อสร้างโบราณสถานเมืองสุวรรณโคมคำ มีความเก่าแก่ 500-600 ปีร่วมสมัยกับโบราณวัตถุในเขตเมืองเก่าเชียงแสนจำนวนหนึ่ง ยิ่งทำให้บันทึกในพงศาวดารต่างๆ ดูเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น

นายธีระ สลักเพชร รมว.กระทรวงวัฒนธรรมของไทย ได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือน มิ.ย.นี้ เกี่ยวกับแผนการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งใหม่อีก 5 แหล่ง ซึ่งรวมทั้ง “เมืองเก่าเชียงแสน-สุวรรณโคมคำ” ด้วย
<bR><FONT color=#cc00cc>ภาพรวบรวมจากแหล่งต่างๆ แสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นพระพุทธรูป กับซากวัดหรือวิหารที่ผุพัง และจารึกหิน โบราณวัตถุแห่งเมืองสุวรรณโคมคำเหล่านี้จำนวนหนึ่งสามารถมองเห็นได้จากฝั่ง อ.เชียงแสน   </FONT></bR>
แหล่งโบราณคดีข้ามพรคมแดนของสองประเทศจะมีลักษณะเป็น Trans-boundary of Archaeological Urban Complex of Chiang Saen and Suvannakhomkham ซึ่งหากดำเนินการได้สำเร็จก็จะเป็นมรดกโลกร่วมกันแห่งแรกระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

ตามข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมไทย เชียงแสน-สุวรรณโคมคำ เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสมบูรณ์อายุประมาณ 500-600 ปี เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองในอนุภูมิภาคนี้ “เป็นเสมือนช่องประตูแม่น้ำโขงตอนเหนือของ 2 ประเทศรับอารยธรรมยิ่งใหญ่ของโลก คือ จีน-อินเดีย มาผสมผสานจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ศิลปกรรมที่โดดเด่นของตนเอง”

**ตอกย้ำสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้านที่ดี**

นายสหวัฒน์ แน่นหนา ผู้อำนวยการ สำนักงานศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ก่อนหน้านี้ว่า กรมศิลปากรได้เสนอกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการเรื่องนี้กับองค์การยูเนสโก โดยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการพิจารณา เพราะเป็นการเสนอของสองประเทศ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับลาว
<bR><FONT color=#cc00cc>ภาพถ่ายวันที่ 23 มิ.ย.2552 มองจากท่าเรือศุลกากร อ.เชียงแสน ข้ามโขงไปยังเขตเมืองต้นผึ้ง เมืองโบราณสุวรรณโคมคำ อยู่ทางฟากโน้น </FONT></bR>
นายสหวัฒน์ กล่าวว่าโบราณสถานเมืองเก่าเชียงแสน สร้างขึ้นราวปี 1831 (ต้นศตวรรษที่ 19) ขณะที่โบราณสถานเมืองสุวรรณโคมคำสร้างขึ้นในภายหลังคือ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 ปัจจุบันจึงยังมีความบริสุทธิ์อยู่มาก

**แหล่งท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ**

นายมิติ ยาประสิทธิ์ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงแสน กล่าวก่อนหน้านี้เช่นกันว่า เมืองมรดกโลกเชียงแสน-สุวรรณโคมคำ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะที่ท้องถิ่นต่างๆ กำลังพยายามผลักดันความร่วมมือการท่องท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยัง อ.เชียงแสนกว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่มีเป้าหมายไปชมโบราณสถาน สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และ สามเหลี่ยมทองคำ ถ้าหากสามารถขึ้นทะเบียนโบราณสถานเชียงแสน-สุวรรณโคมคำ เป็นมรดกโลกได้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 10%

"นายมิติกล่าวว่าในอนาคตอาจจะสามารถเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานเชียงแสน-สุวรรณโคมคำ กับเมืองเก่าหลวงพระบาง รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวใน จ.น่าน ของไทยได้ เพราะการคมนาคมสะดวกขึ้นทั้งทางเรือและทางบก.