xs
xsm
sm
md
lg

เสาร์นี้..ขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่ “หม้อหุงข้าว”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

<CENTER><FONT color=#FF0066> ภาพถ่ายวันที่ 12 ธ.ค.2550  ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในกรุงฮานอยกำลังขับผ่านแผ่นป้ายรณรงค์การใช้หมวกกันน๊อค ไม่ชอบขนาดไหน ออกจากบ้านสุดสัปดาห์นี้ก็จะต้องฝืนใจสวมใส่กัน (ภาพ: AFP) <FONT></CENTER>

ทางการเวียดนามได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนทัศนคติของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลายล้านคน ให้หันมาสวมใส่หมวกกันน็อก ซึ่งที่นั่นเรียกกันว่า “หม้อหุงข้าว”

นับตั้งแต่วันเสาร์ (15 ธ.ค.) นี้เป็นต้นไป ตำรวจจราจรทั่วประเทศจะเอาจริงกับเรื่องนี้ เนื่องจากช่วงผ่อนผันกำลังจะสิ้นสุดลง นับตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยหมวกกันน๊อคมีผลบังคับใช้เมื่อต้นปีและ กำหนดโทษปรับหนักสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะคู่ชีวิตของชาวเวียดนาม ตัวเลขที่เป็นทางการนั้นปัจจุบันผู้ใช้ถึง 22 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดเกือบ 85 ล้าน

ทางการเวียดนามได้พยายามบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยบนท้องถนนคล้ายกันเมื่อ 5 ปีก่อน แต่แล้วก็ถูกกดดันจากสาธารณชนให้ต้องเลื่อนเวลาออกมา แต่คราวรัฐบาลได้แสดงท่าทีเอาจริง

“ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายหมวกกันน็อกได้” ตำรวจจราจรนครโฮจิมินห์ผู้หนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจ

ทางการได้รณรงค์เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งขึ้นแผ่นป้ายตามสี่แยกใหญ่ โฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ กระทั่งการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียงตามหมู่บ้านและนิคมต่างๆ เอ็นจีโอหลายหน่วยงานก็ช่วยออกแรงสนับสนุนอีกทาง

ตำรวจพากันเอือมระอากับปัญหารถติดและอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนที่มียวดยานคับคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักรยานยนต์

แม้ว่าหมวกกันน็อกจะไม่สามารถช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดได้ แต่ก็สามารถช่วยชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนนได้ ว่ากันว่า อุบัติเหตุที่เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์คร่าชีวิตชาวเวียดนามวันละ 30 คน.. ทุกๆ วัน

ชาวเวียดนามทั่วไปรู้ว่า คราวนี้หนีไม่พ้นแน่ ผู้คนนับล้านๆ รีบไปซื้อหา “หม้อหุงข้าว” ที่พวกเขาชิงชังตามร้านค้าที่มีสตอกเอาไว้จำนวนนับล้านๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตจากจีน ราคาไม่แพง

“ผู้คนไม่ได้มีความสุขที่จะใส่หมวกกันน็อก แต่พวกขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับข้อเท็จจริง” นายเกร็ก คราฟท์ (Greg Kraft) แห่งมูลนิธิป้องกันการบาดเจ็บแห่งเอเชีย Asia Injury Prevention Foundation กล่าว

นายคราฟท์ กล่าวว่า ชาวเวียดนามมักจะนั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านกันทั้งครอบครัว เหยื่อจากอุบัติเหตุจึงมักจะเป็นเด็กๆ ที่บริสุทธิ์ หรือคนหนุ่มสาว ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบนศีรษะหรือเจ็บป่วยทางสมองจึงเต็มโรงพยาบาล และในหลายกรณีหนักกว่านั้น

ชาวเวียดนามรักรถมอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ มันเป็นสัญลักษณ์ของการกินดีอยู่ดีในช่วงหลังสงคราม แต่ไม่ได้ชอบเลยที่จะต้องสวมหมวกกันน๊อค

“เจ้าหม้อหุงข้าวนั่นทำให้ผมดูแย่ลง” เหวียนลิงห์เติม (Nguyen Linh Tam) นักศึกษาวัย 21 ปี เจ้าของสกูตเตอร์คันงามกับทรงผมฉีดสีทำไฮไลต์สไตล์ “เค-ป๊อป” อันเป็นเทร็นด์ใหม่ยอดฮิตสำหรับคนเมือง กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี

“ถ้าหากตำรวจไม่เฮี๊ยบจนเกินไปผมก็จะไม่ใส่มัน คอยดูว่าคนอื่นจะทำไง” นายเติม กล่าว

แต่คำพูดเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินมาก่อน..

“คนเวียดนามมีเหตุผลเป็นล้านๆ ที่จะไม่สวมหมวกกันน็อก.. มันทำให้ทรงผมยุ่งเหยิง ใส่เข้าไปแล้วมันทำให้มองดูเหมือนว่าผมมาจากบ้านนอกคอกนา ผมไม่ได้ไปไหนมาไหนไกลๆ สักหน่อย มันทำให้ไม่ได้ยินเสียง มองก็ไม่ถนัด และมันก็ร้อนมากด้วย” นักศึกษาคนเดิมกล่าว

ปัญหาใหญ่จริงๆ เกิดขึ้นที่ จ.เซินลา (Son La) ในเขตภูเขาทางตอนเหนือของประเทศ สตรีชนชาติส่วนน้อยชาวถาย (Thai) ที่แต่งงานแล้วจะพากันไว้ผมยาวเป็นเมตรๆ แล้วเกล้ามันขึ้นไว้บนศีรษะ พวกเธอกล่าวว่าไม่มีหมวกกันน็อกยี่ห้อไหนที่จะใช้ได้

ที่ผ่านมา มูลนิธิป้องกันการบาดเจ็บแห่งเอเชีย ได้เข้าร่วมการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้คนหันมาสวมหมวกกันน็อก โดยได้นางสาวเวียดนาม 2006 คือ มายเฟืองถวี (Mai Phuong Thuy) เป็นพรีเซ็นเตอร์

สาวงาม Miss Earth 2006 ฮิล เฮอร์นันเดซ เอสโคบาร์ กับรองอีก 2 คนที่เดินทางเข้าเวียดนามในเดือน ก.ย.ก็ลงทุนสวมหมวกกันน็อกนำขบวนจักรยานยนต์ขบวนใหญ่ไปตามท้องถนนนครโฮจิมินห์เพื่อเป็นตัวอย่าง

การประกวด Miss Sports Vietnam 2007 ที่ผ่านมาสาวงามหลายสิบคนก็ได้ช่วยกันทำกิจกรรมรณรงค์ ไปตามท้องถนนกรุงฮานอย

ความพยายามของฝ่ายต่างๆ เริ่มออกดอกผล..

นายคราฟท์ กล่าวว่า ยอดขายหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ หลายคนซื้อกันน๊อคหลายใบเพื่อคนที่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะเริ่มการปรับครั้งใหญ่

ในกรุงฮานอย.. นายเจิ่นวันต๋วน (Tran Van Tuan) มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซื้อหมวกกันน็อก 2 ใบสำหรับผู้โดยสารด้วย เขากำลังหาความสุขกับกระแสลมเย็นที่พัดโบกผมบนศีรษะเป็นครั้งสุดท้าย ระหว่างการขับขี่

นายคราฟท์ กล่าวเมื่อวันพุธ (12 ธ.ค.) นี้ว่า สิ่งที่ได้เห็นในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ “ผู้คนได้ยอมรับอย่างสนิทใจแล้ว หลังจากเคยเชื่อว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนใจ (อีกครั้ง) ในนาทีสุดท้าย”

เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงเปลี่ยนใจหันมาสวมใส่ “หม้อหุงข้าว” ..คำตอบที่ได้รับจากสิงห์มอเตอร์ไซค์บางคนเป็นสิ่งที่แม้กระทั่งนายคราฟท์เองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“เมื่อทุกคนเริ่มสวมใส่หม้อหุงข้าวบนศีรษะ.. ก็จะมองดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนมาจากดาวอีกดวงหนึ่ง มันจะดูเหมือนว่าพวกเรากำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 25” ผู้ขับขี่ จยย.รายนั้นกล่าว

[เขียนและเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทเขียนเรื่อง Vietnamese motorcyclists learn to love the 'rice cooker' โดย โงซวนตุ่ง (Ngo Xuan Tung) สำนักข่าวเอเอฟพี]