เมืองหลวงพระบางได้จัดประกวดคัดเลือก “นางสังขาร” ไปเมื่อวันที่ 13 เม.ย.เพื่อเตรียมขึ้นปีใหม่ 2550 ตามประเพณีลาวแท้แต่โบราณ และในปีนี้ก็ได้ น.ส.สะหลักเพ็ด สีอุดมพัน วัย 18 ปี เป็นผู้นำหน้าที่
ปีนี้เป็นปีพิเศษ เป็นปีของนางสังขารที่บริโภคเนื้อเป็นอาหาร มือเบื้องซ้ายของนาง ถือจักรา เบื้องขวาถือตรีสูร หรือหอกสามง่าม เป็นอาวุธ ต้องถือเป็นการขึ้นปีใหม่ที่มีภาพลักษณ์ดุเอาการ
สะหลักเพ็ด เป็นบุตรสาวคนที่สองจากครอบครัวสีอุดมพัน แห่งบ้านเซียงม่วน เมืองหลวงพระบาง ที่ได้ทำหน้าที่ นางสังขาร เมื่อ 5 ปีก่อน คือ ปี 2545 พี่สาวของสะหลักเพ็ด ก็ได้เป็นนางสังขาร และบังเอิญเป็นนางสังขารพันดุ เช่นเดียวกัน
พวกเธอเป็นตัวแทนของมะโหทอนเทวี บุตรีคนที่ 7 ของพญากะบินละพม (กบิลพรหม? ท้าวมหาพรหม?) เป็นลูกสาวหล่า.. คนสุดท้อง และ ดุที่สุด
พี่สาวของมะโหทอนเทวี อีก 5 คน ล้วนบริโภคอาหารประเภท “ซอฟท์มีล” กันทั้งนั้น บ้างก็กินนม บ้างก็มังสวิรัติ กินถั่ว กินงา กินกล้วยน้ำว้า ยกเว้นพี่คนที่ 3 อีกคนหนึ่ง คือ รากสะเทวี ที่ดื่มเลือดทุกชนิดเป็นอาหาร มีตรีสูร กับธนู เป็นอาวุธ และมีหนูเป็นพาหนะ
ตามตำนานนั้น มะโหทอนเทวี ต้องออกล่าเนื้อเอง สังหารเหยื่อด้วยจักรา ต้องฆ่าอยู่ตลอดเวลา.. ดุชะมัด
นางสังขารกับบุญขึ้นปีใหม่ลาว เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เพราะบุตรีทั้ง 7 ของพญากะบินละพม เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเปลี่ยนจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่ เป็นผู้ทำให้เกิดประเพณีการรดน้ำขอพร ก่อนจะกลายมาเป็นการสาดน้ำ เล่นน้ำ อย่างไม่อิโหน่อิเหน่ในปัจจุบัน
วันขึ้นปีใหม่ประเพณีของชาวลาว จึงผูกพันกับตำนานพญากะบินละพมอย่างแนบแน่น เรื่องนี้ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ทั่วไป..
พญากะบินละพม กับบุตรีทั้ง 7 คือ ภูมิหลังและที่มาที่ไป ที่ทำให้ต้องมีการประกวดคัดเลือกนางสังขาร เป็นประจำทุกปีตามเมืองหรือแขวง หรือท้องถิ่นต่างๆ ใน ส.ป.ป.ลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองมรดกโลกแห่งนี้
และในทุกๆ ปีก็จะคัดเลือก “รองนางสังขาร” เอาไว้ 1 ซึ่งปีนี้ ได้แก่ คำมะนี มะนีจัน นอกจากนั้น ก็ยังมีผู้ช่วยอีก 5 รวมเป็นทั้งหมด 7 คน ครบตามจำนวน ในครอบครัวพญากะบินละพมนั่นเอง
ที่นี่ใช้คำว่า “ประกวดคัดเลือก” แทนคำว่า “ประกวด” เพราะอยากจะให้เห็นความแตกต่างระหว่างที่มาที่ไปของนางสังขารแห่งเมืองหลวงพระบาง กับ “นางสงกรานต์” ที่มีการ “ประกวด” ในที่อื่นๆ
นางสังขาร คือ ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีผู้เฒ่าผู้แก่ร่วมอยู่ด้วย เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้เน้นความสวยความงามทางสรีระเป็นหลัก ไม่มีการประกวดที่ใหญ่โต ไม่ได้มีการแสงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจการค้า ไม่มีสปอนเซ่อร์
ผู้ที่ถูกเสนอเข้าประกวดคัดเลือก ไม่จำเป็นต้องสวยแบบเลิศเลอ ไม่จำเป็นต้องหุ่นงาม ไม่ต้องถึงกับสะโพกผาย อกตึง ต้องตาต้องใจผู้พบเห็นในวินาทีแรก
เวทีนางสังขารปิดประตูตาย 100% ไม่เปิดโอกาสให้บรรดานักประกวดอาชีพเดินสายไปล่ารางวัล และรางวัลสำหรับนางสังขารก็ไม่ได้ใหญ่ได้โตอะไร เป็นแค่สินน้ำใจเท่านั้น
เพราะฉะนั้นลูกหลานของชาวเมืองหลวงพระบางส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสผ่านประกวดคัดเลือกนางสังขารกันทุกคน
การพิจารณาคัดเลือกนางสังขาร คณะกรรมการเน้นไปที่การสำรวจตรวจตราเรื่องกิริยามารยาท มองหาหญิงสาวสายเลือดหลวงพระบางแท้ๆ ที่อ่อนโยน อ่อนหวาน นุ่มนวล แต่ไม่อ่อนแอ เพื่อไปทำหน้าที่ในพิธีสำคัญประจำปี
นางสังขารกับผู้ช่วยจะต้องนำขบวน “แห่วอ” ซึ่งเป็นหัวขบวนของงานพิธีในวันขึ้นปีใหม่ เป็นผู้นำฆราวาสสงน้ำพระพุทธรูป เป็นหน้าเป็นตาของชาวเมืองมรดกโลก
นั่นคือ การปฏิบัติจำลองจากตำนาน ที่ในแต่ละปีลูกสาวทั้ง 7 คน ได้ผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ นำเอาศีรษะของบิดาจากถ้ำบนเขาไกลาด (ไกรลาส) ไปรดน้ำ เพื่อความสุขความร่วมเย็น ตามที่บิดาสั่งเอาไว้ก่อนสิ้นชีพ
ในยุคใหม่นี้หลายคนอาจจะเรียกนางสังขาร ว่า นางสาวหลวงพระบาง (Miss Luang Prabang)
แต่จะไม่ยุติธรรมอย่างสิ้นเชิงหากนำพวกเธอไปเทียบกับสาวงามเวทีอื่นๆ ที่มีการประกวดประชันกันชนิดแทบจะปอกเปลือก เพื่อเค้นเอาความสวยงามทางสรีระออกมาแข่งขัน
บุตรีของพญากะบินละพมทั้ง 7 นั้น เป็นหญิงสาวหลากหลายบุคลิก บางคนนุ่มนวลอ่อนหวาน และ อีก 2 คนมีความดุดันมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มะโหทอนเทวี นางสังขารพันธุ์ดุนั้น ก็มีด้านที่อ่อนหวาน ซึ่งเป็นด้านที่ตรงกันข้ามกับการเป็นพรานนักล่า.. นางเป็นสตรีรักสวยรักงามคนหนึ่ง ทัดดอกผักตบสีม่วงเข้มข้างหู ทรงนกยูง คือ มีนกยูงเป็นพาหนะ.. นี่คือ บทบาทสำหรับสะหลักเพ็ดที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ
ภารกิจของนางสังขารมีเฉพาะเจาะจงมาก.. ปีละครั้งเดียวเท่านั้น