ผู้จัดการรายวัน-- เพิ่งมีการเปิดโรงงานทอและฟอกย้อมผ้าผืนขึ้นในนครหลวงเวียงจันทน์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นโรงงานที่ใช้อุปกรณ์ทันสมัยแห่งแรกของบริษัทร่วมทุนลาว-เวียดนาม ที่ดำเนินการมาหลายปีแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตเครื่องนุ่งห่มประเภทเสื้อผ้า ถึงรองเท่า ผ้าเช็ดตัวและผ้าผืนต่างๆ ออกสู่ตลาด
"โรงงานทอ-ฟอกย้อม 20 มกรา" ได้รับการตั้งชื่อโดยถือเอาฤกษ์วันที่ 20 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันกองทัพประชาชนลาว โรงงานแห่งนี้ถือหุ้นโดยบริษัทวันถูการค้าและบริการ (Van Thu Trade and Service Co) จากนครด่าหนัง (Danang) ในเวียดนามกับ กรมใหญ่พลาธิการ กองทัพประชาชนลาว โดยมีเป้าหมายในเบื้องต้น เพื่อผลิตเครื่องแบบและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สนับสนุนกองทัพ
พิธีเปิดโรงงานจัดขึ้นในวันจันทร์ (15 ม.ค.) ที่ผ่านมา โดยการเป็นประธานของ นายบุนยัง วอละจิต รองประธานประเทศ และการเข้าร่วมของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ พล.ท.อาวุโส ดวงใจ พิจิต
สื่อของทางการลาวกล่าวว่า โรงงานแห่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับความร่วมมือมิตรภาพอันใกล้ชิดและอย่างรอบด้านระหว่างลาว-เวียดนาม
บริษัทดังกล่าวได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 โดยแต่ละฝ่ายถือหุ้น 50% เท่ากัน และมีการแบ่งผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ ที่บริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทธุรกิจได้มากกว่า 49% ในประเทศนี้
โรงงานทอและฟอกย้อม 20 มกราฯ มีความสามารถในการผลิตในชั้นแรกปีละ 2 ล้านตัน รวมเงินลงทุน 4.5 ล้านดอลลาร์ พื้นที่สำนักงานและแผนกการผลิตกว้างถึง 13,000 ตารางเมตร นอกจากนั้นเป็นอาณาบริเวณอาคารที่พัก ร้านอาหาร สนามกีฬา สวนและที่พักผ่อนหย่อนใจของพนักงานรวมพื้นที่อีก เท่าๆ กัน
พ.ท.หุมแพง สุลิวง ผู้อำนวยการบริษัทฯ กล่าวว่า บริษัทจะผลิตถุงเท้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และผลิตภัณฑ์ถักทอต่างๆ สนองความต้องการของกระทรวงป้องกันประเทศและกระทรวงป้องกันความสงบภายใน
ในระยะที่ 2 บริษัทจะขยายการผลิตสินค้าผ้าผืนและผ้าเช็ดตัว ถึงเท้าและอื่นๆ ออกวางตลาด โดยเน้นสินค้าให้มีคุณภาพดี ราคาพอเหมาะและใช้ได้ทนทาน บริษัทสามารถมีผลกำไรเพื่อคุ้มตัวเองได้ในทางเศรษฐกิจ
ส่วนในระยะที่ 3 จะมีการขยายโรงงาน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาด และส่งจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านได้
เมื่อมองภาพรวม ในช่วงปีใกล้ๆ นี้อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอในลาวได้ขยายตัวสูงมาจากการเข้าลงทุนของต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
ในเดือน ก.ย.ปีที่แล้วศูนย์อำนวยการส่งเสริมการค้าลาว ได้ออกเตือนผู้ประกอบการธุรกิจสิ่งทอในประเทศ ให้เตรียมรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเสื้อผ้าที่ตัดเย็บใน สปป.ลาวอาจจะต้องพบกับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้และปริมาณส่งออกจะค่อยๆ ลดลงในที่สุด
นายบุนมี มะนีวง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่า แม้ว่า การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่มีแนวโน้มว่าภายในปี 2551 ลาวจะมีคู่แข่งในการส่งออกเสื้อผ้ามากรายขึ้นในทั่วทั้งภูมิภาค ทั้ง จีน เวียดนาม ไทย และ มาเลเซีย
นายบุนมีกล่าวอีกว่าปัจจุบันสินค้าจาก สปป.ลาวส่งออกอย่างแพร่หลายภายใต้สิทธิพิเศษด้านภาษี (Generalised System of Preferences) ที่เรียกว่า GSP ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทเพื่อช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา
ภายใต้ระบบนี้สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากลาว สามารถส่งไปจำหน่ายในหลายประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศยุโรป
นายบุนมีกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าสิทธิ GSP นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ปัจจัยอะไรที่จะทำให้สินค้าจากลาวต้องแข่งขันสูง และการส่งออกจะลดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตามเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่รายหนึ่งในภูมิภาคนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งจะทำให้สินค้าจากเวียดนามสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างกว้างขวาง และในอัตราภาษีที่ต่ำมากหรือไม่มีการเก็บภาษีเลยในหลายรายการ
จากการศึกษาขององค์การค้าโลก (WTO) อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ รวมทั้ง สปป.ลาวด้วย
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมแขนงนี้ในลาวมีการจ้างคนงานกว่า 25,000 คน ในปี 2546 การส่งออกเสื้อผ้ามีมูลค่าประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด รองจากกระแสไฟฟ้าที่ลาวมีข้อตกลงส่งจำหน่ายให้กับประเทศไทย.


