กรุงเทพฯ- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชากำลังกลายเป็นเขตอนาธิปไตย เนื่องจากใครใคร่จะทำอะไรก็ทำได้ในการขุดค้นหาแร่ธาตุล้ำค่า ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายว่าได้ด้วยการขุดค้นและจัดการทรัพยากรที่ออกเมื่อปี 2544 นั้น ไม่ได้ห้ามการทำเหมืองแร่เอาไว้ มีผลทำให้พระราชบัญญัติการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.มณฑลคีรี อ่อนปวกเปียก
เพราะฉะนั้นบริษัทลงทุนต่างชาติต่างก็กรูเข้าสู่กัมพูชา เหมือนกับเข้าไปฉกชิงวิ่งราวอะไรสักอย่าง โดยการเชื้อเชิญของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเหมืองจากออสเตรเลีย จีน กระทั่งบริษัทจากสหรัฐฯ และยุโรป
ผู้สังเกตการณ์ลงความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในขณะนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นผลร้ายต่อสภาพแวดล้อมเท่านั้น หากแต่ยังไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจอีกด้วย
บริษัทโกลด์มีทัลกรู๊ป (Gold Metal Group Co Ltd) จากออสเตรเลีย ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่และพลังงาน เข้าสำรวจขุดค้นในพื้นที่ราว 204 ตารางกิโลเมตร ในเขต อ.เพชรลดา (Pech Chreada) จ.มณฑลคีรี (Mondolkiri) ภายในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของจังหวัดนี้
การสัมปทานดังกล่าวทำให้กรมป่าไม้ต้องสั่งยกเลิกใบอนุญาตที่ให้ประชาชนกว่า 100 ราย ที่ เข้าไปอาศัยและขุดหาแร่ทองคำในเขตป่าสงวนดังกล่าว และคนเหล่านั้นจะต้องออกจากพื้นที่ และให้ไปยื่นขอสัมปทานต่อกระทรวงอุตสาหกรรมฯ เพื่อให้สามารถเข้าไปขุดทองได้อย่างถูกต้อง
หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลีรายงานว่า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของโกลด์มีทัลฯ เจ้าหน้าที่จังหวัด เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมฯ หรือคนในทำเนียบรัฐบาลตอบคำถามได้ว่า การบุกรุกป่าสงวนเพื่อทำเหมืองทองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของบริษัทออสเตรเลียในเขตป่าสงวนเพชรลดา
ถึงแม้กฎหมายเมื่อปี 2544 จะไม่ได้ห้ามเรื่องการทำเหมืองเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก่อนจะออกใบอนุญาตสัมปทานทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ได้นั้น กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเกษตร กับกระทรวงสิ่งแวดล้อมเสียก่อน ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 1,250-2,500 ดอลลาร์สหรัฐ และโทษจำคุกระหว่าง 6 เดือนจนถึง 2 ปี
กลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อมกล่าวว่า สัญญาสัมปทานเมืองแร่ส่วนใหญ่นั้นยังขาดรายละเอียดหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการ มักจะไม่มีการเปิดเผยรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมออกสู่สาธารณะ การทำเหมืองขนาดใหญ่จึงสร้างปัญหาต่อสภาพแวดล้อมและสร้างผลกระทบทางสังคมติดตามมาอย่างมากมาย
ผลที่ชัดเจนก็คือ เหมืองที่มีอยู่ในกัมพูชาปัจจุบันเกือบจะทุกแห่งได้ทำให้แม่น้ำเปลี่ยนสี ปลาตายลอยเป็นแพ คนงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือล้มป่วยจากสารไซยาไนด์ ได้รับพิษจากสารตะกั่ว สภาพพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกนาน หลังจากทองคำล้ำค่าถูกขนออกจากเหมืองไปแล้ว
กลุ่มอนุรักษ์ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เพื่อให้แน่ใจว่า เหมืองจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จะป่าไม้ของชาติจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพจะยังอยู่ตลอดไปคู่กับประเทศกัมพูชา
"เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีความร่วมมือประสานงานกันแต่เริ่มต้น" หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลี อ้างคำกล่าวของนายเส็งเตียก (Seng Teak) ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) ประจำกัมพูชา
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ว่าราชการจังกวัด นายไลย์สุขา (Lay Sokha) กับประธานองค์การบริหารของจังหวัด ต่างก็กล่าวว่าไม่ได้รับรายงานใดๆ เกี่ยวกับการสัมปทานเหมืองแร่ในเขตป่าสงวนของบริษัทโกลด์มีทัลกรู๊ป
เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า กำลังร่างหนังสือเพื่อแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกับองค์การบริหารในท้องถิ่นและกระทรวงเกษตร ที่ดูแลกรมป่าไม้ ได้ทราบเกี่ยวกับการสัมปทานของบริษัทเหมืองทองจากออสเตรเลีย
แต่เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งกล่าวว่ากระทรวงของเขาไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแจ้งให้หน่วยงานอื่นๆ ได้ทราบขณะกำลังดำเนินการอยู่ จะแจ้งให้ทราบก็ต่อเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว
อย่างไรก็ตามอนาธิปไตยเกี่ยวกับเหมืองแร่นี้ทำให้เกิดความสูญเสียมากมาย เรื่องนี้เกิดขึ้นกับชาวบ้านที่เข้าขุดทองในเขตป่าสงวน จ.มณฑลคีรี ไปจนถึงชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าไปเก็บหินปูนใน จ.กัมโป้ท (Kampot) เพื่อส่งขายให้โรงงานปูนซีเมนต์ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าชาวบ้านมีรายได้เท่านั้น แต่ยังเปิดช่องให้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะมากมายแทนที่จะเข้าท้องพระคลังหลวง
เหมืองแร่ในกัมพูชาไม่เพียงแต่กำลังทำให้สูญเสียทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบทางสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างอีกด้วย หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันกล่าว


