นักวิทยาศาสตร์ของไทยจากสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติ กับศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ได้ดั้นด้นไปค้นหาและสามารถจับภาพพร้อมกับถ่ายวิดีโอ 'หนูหิน 11 ล้านปี' ใน สปป.ลาวได้เป็นครั้งแรกในกลางเดือนที่แล้ว เป็นการยืนยันว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเรียกว่า "ซากดึกดำบรรพ์ที่ยังหายใจ" (Living Fossil) ชนิดนี้ยังมีเหลืออยู่
นายอุทัย ตรีสุคนธ์ นักชีววิทยาและนักอนุรักษ์สัตว์ของไทยกับ ดร.เดวิด เรดฟีลด์ (David Redfield) ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท (Florida State University) สามารถจับภาพของสัตว์หายากนี้ได้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในภาคกลางของ สปป.ลาว ซึ่งผลงานของบุคคลทั้งสองได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นประวัติศาสตร์
ก่อนหน้านี้เข้าใจกันว่า หนูหินหรือที่ชาวลาวในแขวงคำม่วนเรียกว่า "ข่าหนู" นั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ 11 ล้านปีก่อน เนื่องจากได้พบซากดำบรรพ์เผ่าพันธุ์ของมันในแถบตอนใต้ของจีน
ชื่อ "หนูหิน" (Rock Rat) เรียกขานตามแหล่งที่มันอยู่อาศัยคือ แถบภูเขาหินในภาคกลางของลาว รวมทั้งส่วนหัว รูปร่างหน้าตาและท่าทางของมัน ซึ่งมีหนวดยาวและนัยน์ตากลมมน เหมือนเช่นอวัยวะของหนูทั่วไป เพียงแต่ว่า "หนูหิน" นั้นไม่ได้เป็นแค่หนู (Rodent) ธรรมดา แต่มันมีส่วนที่ดูคล้ายกระรอกไม่น้อย
ตามรายงานของมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตทที่นำออกเผยแพร่ในวันอังคาร (13 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ภาพวิดีโอของ ศ.ดร.เรดฟีลด์ได้เปิดเผยให้เห็นเจ้าสัตว์ที่มีตัวขนาดเท่ากับกระรอกชนิดนี้อย่างละเอียด ลำตัวของมันปกคลุมด้วยขนนุ่มหนาสีเข้ม และมีลายในส่วนหางที่ไม่ได้มีขนปกปุยเท่ากับหางกระรอก
อย่างไรก็ตาม อวัยวะส่วนที่น่าทึ่งมากที่สุดของมันเท่าที่สังเกตเห็นก็คือเท้า กับการเดินเหินของมันที่คล้ายเป็ดเดิน ซึ่งบ่งบอกว่ามันไม่ได้มีเท้าไว้เพื่อปีนป่ายต้นไม้เหมือนกระรอก นอกจากนั้นเท้าของมันยังมีพังผืดเล็กๆ อันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในเท้าของเป็ด และ เท้าหลังของมันแผ่ออกกว้างเป็นรูปตัววี ทำมุมกับลำตัว
ศ.เรดฟีลด์ เป็นนักดูนกตัวยง ขณะเดียวกันก็เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติสมัครเล่น มาตั้งแต่ปี 2531 ที่เกษียณอายุราชการจากเป็นอาจารย์สอนและทำการวิจัยที่มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท จากนั้นก็ให้ความสนใจติดตามค้นหาสัตว์หายากต่างๆ เพื่อศึกษาชีวิตในธรรมชาติของมัน
เมื่อได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการค้นพบตัว "ข่าหนู" Laonastes aenigmamu ใน สปป.ลาวเมื่อปีที่แล้ว และยังไม่มีผู้ใดเคยได้พบเห็นตัวเป็นๆ ของสัตว์ชนิดนี้ ได้ทำให้ ศ.เรดฟีลด์ สนใจและเดินทางเข้า สปป.ลาว ร่วมกับ นักอนุรักษ์ของไทย
นายอุทัย ตรีสุคนธ์ ปัจจุบันเป็นอุปนายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นนักดูนก มีผลงานด้านภาพถ่ายและหนังสือรูปภาพเกี่ยวกับนกเป็นที่รู้จักกันมานาน "ผู้จัดการรายวัน" ได้ติดต่อเพื่อขอความเห็นและรายละเอียดอื่นๆ แต่เจ้าตัวยังติดภารกิจอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
ศ.เรดฟีลด์กล่าวว่า ตัวเองกับคณะโชคดีในหลายๆ เรื่อง ที่สามารถทำสิ่งนี้ได้ และ เรื่องนี้ "เป็นประสบการณ์ที่สุดซึ้งมากในชีวิตผม และ หวังว่าภาพเหล่านี้คงจะมีส่วนช่วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ให้สูญเสียสัตว์ที่วิเศษชนิดนี้ไป"
ประชาชนลาวอาจจะรู้จัก "ขะหยุ" หรือ "ข่าหนู" มานานแล้ว แต่เรื่องราวของมันเพิ่งจะได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกในเดือน เม.ย.2548 ในวารสาร Systematics and Biodiversity และ ถูกจัดให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใหม่ในโลก ทำให้เจ้าตัวหน้าตาประหลาดนี้ตกเป็นข่าวไปทั่วโลก
ต่อมาในวันที่ 10 มี.ค. เจ้าข่าหนูก็ได้เป็นที่สนใจของชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนอรายงานชิ้นหนึ่งในวารสาร "วิทยาศาสตร์" ทั่วโลกได้ให้ความสนใจมันอีกครั้งหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของมันในรายละเอียดเพิ่มเติม และเรียกมันว่า ซากดึกดำบรรพ์ที่ยังมีลมหายใจ เนื่องจากญาติคนสุดท้ายของมัน ถูกพบว่า เสียชีวิตเมื่อ 11 ล้านปีมาแล้ว
นางแมรี่ ดอว์สัน ภัณฑารักษ์เกียรติคุณแห่งพิพิธภัณฑ์คาร์เนกี (Carnegie) ซึ่งเป็นผู้เขียนต้นฉบับเรื่องราวของข่าหนูเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร "วิทยาศาสตร์" เมื่อเดือน มี.ค. ได้ยืนยันว่าภาพถ่ายชุดล่าสุดนี้เป็นของจริง และกล่าวว่า "มันเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมาก" เป็นการพบตัวเป็นๆ ของสัตว์หายากตัวนี้ครั้งแรก และจะได้รับการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์
นางดอว์สัน เป็นผู้นำทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ที่รวมรวมไปจากปากีสถาน อินเดีย ประเทศไทย พม่าและญี่ป่น เพื่อพิสูจน์ว่าข่าหนู ไม่ได้เป็นสัตว์ชนิดใหม่ในทางวิทยาศาสตร์เสียเลยทีเดียว แต่บรรพบุรุษของมัน ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Diatomyida นั้นเคยอาศัยอยู่ในโลกนี้มาก่อน
นักวิทยาศาสตร์เรียกการค้นพบแบบนี้ว่า “ลาซารัสเอฟเฟ็กท์” (Lazarus Effect) ซึ่งหมายถึงชื่อในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่กลับมาเกิดอีกครั้ง เพื่อใช้อธิบายการเหตุการณ์สัตว์หายากบางชนิดซึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าเคยสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับมาพบตัวเป็นๆ อีกครั้งหนึ่ง
ศ.เรดฟีลด์ได้ติดต่อกับคนรู้จักในวงการนักอนุรักษ์พันธุ์นกด้วยกันที่คบหากันมานานปี เตรียมการในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้ผู้นำทางกับล่ามแปลภาษาเพื่อให้แน่ใจในการสื่อสารกับภาษาท้องถิ่น เดินทางสู่ "บ้านดอย" หมู่บ้านในภาคกลางของ สปป.ลาวใกล้กับชายแดนไทย และได้ใช้ความพยายามถึง 4 ครั้ง จึงหาตัวพบ ถ่ายและถ่ายวิดีโอเอาไว้ ก่อนจะนำเจ้าพระเอกของเรื่องกลับคืนที่อาศัยของมันซึ่งเป็นแหล่งภูเขาหิน
ศ.เรดฟีลด์ ได้ยกย่องนายอุทัย เพื่อนร่วมทีมชาวไทย ซึ่งเป็นทั้งนักชีววิทยาและนักอนุรักษ์พันธุ์นกที่มีชื่อเสียงของไทย ในการจัดเตรียมการประสานงาน ทำให้การเดินทางค้นหาประสบความสำเร็จ ในวันที่ 17 พ.ค.2548
นักอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าชาวอเมริกันคนหนึ่งได้พบพบซากของตัวข่าหนูโดยบังเอิญเมื่อปี 2547 มันกลายเป็นอาหารวางจำหน่ายในตลาดสดแห่งหนึ่งของเมืองคำม่วน นักวิทยาศาสตร์คนนั้นเคยกล่าวว่า มันไม่ใช่สัตว์ธรรมดาๆ อย่างที่เห็นอยู่ในตลาดสดอย่างแน่นอน.


