กรุงเทพฯ - หลังจากนิ่งเงียบมานาน สื่อมวลชนของทางการลาวทำลายความเงียบในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการออกบทเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “หมากเตะ โลกตะลึง” อย่างเผ็ดร้อนส 2 วันซ้อน สอนมวยแบบเจ็บๆ ทั้งนักเขียนบท ทีมผู้สร้างผู้กำกับ ล้วนมีการศึกษาดี แต่.. “กล้าคิดได้อย่างไร บังอาจเอานักแสดงคนไทยไปแต่งชุดกีฬาที่ประดับด้วยธงชาติลาว แล้วไปแสดงเป็นตัวตลกของเรื่อง”
บทเขียนของสื่อทางการลาวยังสำทับอย่างเผ็ดร้อนว่า ที่ผ่านมามีคนไทยเพียงหยิบมือเดียวสร้างความขุ่นเคืองให้ชาวลาวมานับครั้งไม่ถ้วน... มองเห็นคนลาวโง่ โดยหารู้ไม่ว่าเหตุที่ทนเงียบก็เพราะมีความอดทนสูง และมีจริยธรรม มโนธรรมสูงกว่าต่างหาก
บทเขียนได้วิจารณ์ภาพยนตร์หมากเตะ โลกตะลึง เป็น “ปลาตัวเดียว” ที่ทำให้ปลาตัวอื่นๆ “เน่าทั้งข้อง” พร้อมกับร่ายยาวยกอดีตขึ้นมาชี้ให้เห็นว่าบ่อยครั้งที่พวกผู้สร้างหนังที่เห็นแก่เงินอย่างเดียว นักแต่งเพลง นักร้อง ดารานักแสดง ผู้ดำเนินรายการทั้งวิทยุและโทรทัศน์ของไทย เป็นตัวดีทำให้สัมพันธ์ระหว่างลาวกับไทยเสื่อม
นักเขียนของลาวออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ หลังจากความไม่พอใจต่อภาพยนตร์ไทยเรื่อง “หมากเตะ โลกตะลึง” ซาลงไปได้พักใหญ่ โดยบริษัท GMM Thai Hub ซึ่งเป็นผู้สร้าง ได้ตกลงถอนออกจากโรงอย่างกะทันหัน จากกำหนดเดิมที่จะเข้าฉายในวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำไปแก้ไขตามที่ฝ่ายลาวร้องขอ คือ ไม่ให้หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับประเทศลาว และทีมฟุตบอลลาว
ผู้บริหารของ GTH กล่าวว่า อาจจะเป็นการยกเลิกฉาย “แบบชั่วนิรันดร์” ซึ่งทำให้บริษัทสูญเงินที่ทุ่มไปในการสร้างราว 60 ล้านบาท
คงจะจำกันได้ ในช่วงสัปดาห์ตึงเครียดต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายลาวมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ทำหน้าที่ออกโรงต่อต้าน มีโฆษกกระทรวงการต่างประเทศคอยแบ็กอัพให้ในเวียงจันทน์ จนเรื่องนี้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก ผ่านทางสำนักข่าวตะวันตกแห่งต่างๆ ผ่านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ และภาษาไทยในกรุงเทพฯ
แต่ในช่วงนั้นสื่อมวลชนของทางการลาวกลับนิ่งเงียบ ผิดไปจากที่เคยเป็นมา จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่า จริงๆ แล้วทางการและประชาชนลาวจริงจังกับภาพยนตร์เรื่องหมากเตะขนาดไหน หรือว่าสื่อไทยโวยวายตีตนก่อนไข้ไปเสียเอง แล้วทำไมสื่อลาวไม่ออกมาสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนทางฝั่งซ้าย เช่นทุกครั้งที่เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น มัวทำอะไรอยู่?
มาแล้ว ถึงจะล่า แต่ก็มาแบบแรงจัด เพื่อเก็บเกี่ยวบทเรียนจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีบรรพบุรุษเกิดร่วมสายสะดือเดียวกัน
เว็บไซต์ “มะหาสาน” ของลาวได้นำบทเขียนที่ชื่อ “บทรายงานเกี่ยวกับข้อสรุปของเรื่องหมากเตะ โลกตะลึง” ที่คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ ฉบับวันพุธที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ออกตีแผ่
ใจความบรรยายว่า ผู้เขียนได้มีโอกาสข้ามไปเที่ยว จ.อุดรธานี เมื่อต้นเดือน พ.ค.2549 และเห็นว่าตามโรงภาพยนตร์เกือบทุกแห่งมางฝั่งนี้ต่างติดโปสเตอร์โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง “หมากเตะ โลกตะลึง...18 พ.ค. ลาวจะไปบอลโลก” ที่สำคัญคือมีนักกีฬาชาวเอเชียสวมชุดที่มีสัญลักษณ์ธงชาติลาวร่วมอยู่ในโปสเตอร์ดังกล่าวด้วย
ภาพโปสเตอร์เหล่านี้ได้สร้างความแปลกใจให้แก่คอลัมนิสต์อย่างมาก เพราะในระยะที่ผ่านมาในลาวก็ยังไม่เคยปรากฎว่ามีนักกีฬาลาวไปร่วมในการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ผ่านมามีแต่เคยไปร่วมแข่งขันกับประเทศใกล้เคียงในกลุ่มสมาชิกอาเซียนด้วยกัน และแข่งแบบนัดเตะกันเป็นบางครั้งเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่เคยเห็นสักครั้งเลยว่านักกีฬาลาวคนใดที่ย้อมผม และขนรักแร้เป็นสีทอง
เมื่อผู้เขียนเดินทางกลับ สปป.ลาว ได้นำปัญหาดังกล่าวไปสอบถามกับเพื่อนที่เป็นนักกีฬาลาว ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย และถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดเสียด้วยซ้ำ
เมื่อมาถึงตรงนี้ของบทความก็ทำให้รู้ว่า การเคลื่อนไหวแสดงไม่พอใจต่อภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในลาวได้เริ่มขึ้นจากจุดนี้ จากนั้นโฆษกกระทรวงต่างประเทศ สปป.ลาว ก็ได้มีการพบปะสื่อมวลชนลาว ก่อนจะประท้วงไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำลาว เพื่อประสานไปยังรัฐบาลในกรุงเทพฯ เป็นการด่วน
นายเหียม พมมะจัน เอกอัครรัฐทูตสปป.ลาว ประจำไทย ได้แจ้งต่อผู้สร้างภาพยนตร์ว่าเนื้อหาของเรื่องมีความไม่เหมาะสมที่จะนำออกมาฉาย เพราะมีแต่สร้างความเสียหายแก่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ และเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวรุกลามบานปลายร้าย
แรงกว่านี้ จึงเสนอให้มีการระงับการฉายภาพยนตร์ และถ้าจะมีการนำกลับมาฉายก็ต้องมีการแก้ไขโดยในภาพยนตร์ต้องไม่มีส่วนใดเลยที่พาดพิง หรือเกี่ยวข้องกับลาวเลย ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นชอบร่วมกัน
คอลัมนิสต์เจ้าของบทเขียนที่ตีพิมพ์ใน “พิมพ์เวียงจันทน์ใหม่” กล่าวว่า สำหรับประชาชนลาวทั่วไป ยังคงมีความรู้สึกไม่พอใจอยู่อย่างมาก ด้วยข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใด ชาวไทยที่เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “หมากเตะ โลกตะลึง” กล้าคิดได้อย่างไร ที่บังอาจเอานักแสดงคนไทยมาแต่งกายด้วยชุดกีฬาที่ประดับด้วยธงชาติลาว แล้วไปแสดงเป็นตัวตลกของเรื่อง
“นักเขียนบท หรือผู้กำกับภาพยนตร์ ต่างก็เป็นคนที่มีระดับการศึกษาสูง รับรู้เกี่ยวกับแนวทางการเมืองภายใน และแนวทางการต่างประเทศ หรือว่าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เพียงต้องการเยาะเย้ยคนลาวว่าไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร สามารถเอามือลูบจมูกกันได้...อย่างนั้นหรือ ?” คอลัมนิสต์ลาว กล่าว
บทเขียนชัดต่อไปอีกว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บรรดาภาพยนตร์ไทยไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม คนกวาดถูบ้าน คนใช้ในครัว ต้องคอยหมอบคลานไปหาเจ้านาย ล้วนแต่เป็นคนไทยภาคอีสานเกือบ 100% ส่วนผู้แสดงเป็นเจ้านาย พระเอก-นางเอก ของเรื่องต้องเป็นคนไทยที่มาจากวงตระกูลชั้นสูง หรือไม่ก็ต้องเป็นลูกครึ่งฝรั่งจมูกโด่ง ครั้นเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องใช้คำศัพท์ภาษาลาว
นอกจากนี้คอลัมน์ “นานาสาระ” ของหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ฉบับศุกร์ (26 พ.ค.) ยังได้ออกมาตอกย้ำอีกครั้งภายใต้หัวเรื่อง “อย่าเห่อบันเทิงไทย” โดยผู้เขียนได้วิจารณ์ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นจากสื่อบันเทิงไทยเป็นส่วนใหญ่ ทั้งภาพยนตร์ ละคร หรือคำพูดของนักแสดง ผู้ดำเนินรายการว่าได้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ หรือ สร้างความหวาดระแวงสงสัยขึ้นในหมู่ชาวลาว
มีการกล่าวล้อเลียนเงินกีบลาวว่า “แหม!...ผมมีเงินเพียงสี่ห้าพันบาท แต่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินกีบลาวได้เยอะนับล้านกีบเชียว” การดูถูกดูหมิ่นของคนไทยเพียงน้อยนิดต่อคนลาว แต่สามารถสร้างความขุ่นเคืองใจให้ชาวลาวอย่างนับไม่ถ้วน แต่เพื่อความเป็นมิตรคนลาวก็ต้องเป็นฝ่ายอดทน เพราะเป็นฝ่ายมีจริยธรรม มโนธรรมสูงกว่า
“ปัญหาแบบนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะคนไทยบางคนโดยเฉพาะพวกที่อยู่ในวงการเหล่านี้ไม่หลาบไม่จำ และไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีสิทธิและความเท่าเทียมกัน ชอบถือว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ความจริงก็พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วว่าเป็นเช่นนั้น จะปฏิเสธว่าไม่รู้ หรือไม่มีเจตนานั้น แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมเขาก็ยังไม่เชื่อ และเรื่องแบบนี้ทุกประเทศใกล้เคียงกับไทยล้วนแต่มีกรณีเหมือนกัน คนไทยหยิบมือเดียว ถ้าทำสิ่งไม่ดีก็โด่งดังไปทั่วประเทศ...ไปทั่วโลก” บทเขียนระบุ
บทวิจารณ์นี้ยังเรียกร้องว่าต่อไปนี้ควรแยกแยะ และดูให้ดีว่าอะไรดี สิ่งใดไม่ควร เพราะบางครั้งในความสนุกสนาน เพลิดเพลินนั้นมีหลายอย่างแอบแฝงอยู่ ยิ่งในปัจจุบันเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารจะบังคับกันไม่ให้ดูให้ชมก็เป็นไปไม่ได้ แต่อยากให้มีสติยั้งคิดเพื่อเลือกเฟ้นเอาสิ่งที่ดี รายการโทรทัศน์ของไทยหลายรายการก็เข้าไปฉายในลาวมากขึ้น สิ่งสำคัญคือไม่อยากให้ชาวลาวไปเห่อตาม
นักเขียนคนเดียวกันยังได้ชี้กลับมาทางฝั่งไทยว่า รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไทย โดยเฉพาะสื่อบันเทิงไทยไม่ควรข้ามอย่างยิ่ง เพราะประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี ก็เป็นเรื่องของอดีต ควรมีการคิดใหม่ ทำใหม่ให้สร้างสรรค์เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และช่วยเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริม เชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลาว-ไทย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


