กรุงเทพฯ - การดำเนินการปรับปรุง และก่อสร้างเพื่อยกระดับขีดความสามารถของสนามบินนานาชาติวัดไต ในสปป.ลาวที่รัฐบาล และบริษัทก่อสร้างของไทยได้ให้การสนับสนุน ได้เสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งได้มีพิธีรับ มอบอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการด้วย
นายบัวทอง วงลอคำ รมว.รมว.กระทรวงคมนาคมขนส่ง ไปรษณีย์และก่อสร้างลาว และนายรัฐกิจ มานะทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำ สปป.ลาว ได้เป็นผู้แทนรัฐบาลทั้งสองฝ่ายตัดแถบผ้า ซึ่งมีนายยากัว ลำปางกาว หัวหน้ากรมการบินพลเรือน นายธีระ ธนศิวมิตรชัย หัวหน้าบริษัทไทยวัฒน์เอนจิเนียริง แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่
นายสมบูรณ์ เจริญมิตร หัวหน้าโครงการปรับปรุงสนามบินนานาชาติวัดไต ได้รายงานสรุปผลการดำเนินการว่าโดยจุดประสงค์ของโครงการเพื่อยกระดับสนามบินให้สามารถรองรับเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่อย่างโบอิ้ง B-747 ได้ เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางอากาศ การค้า และการท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สนามบินนานาชาติวัดไตยังเป็นจุดศูนย์กลางทางด้านการขนส่งทางอากาศใน สปป.ลาว และเป็นประตู้เข้าออกสู่สากล ฉะนั้นหลังจากรัฐบาลลาว ได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากรัฐบาลไทย ในวงเงิน 320 ล้านบาท เป็นเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า 30% หรือเท่ากับ 96 ล้านบาท และเงินกู้ยืม 70% เท่ากับ 224 ล้านบาท จึงได้ลงนามกับบริษัทดังกล่าวในวันที่ 18 ส.ค.2547 และเริ่มลงมือก่อสร้างในวันที่ 25 ส.ค.ปีเดียวกัน
การพัฒนายกระดับมีการลาดยางทางแล่นขึ้นลงความยาว 1,257 ม. กว้าง 45 ม. หนา 20 ซม.พร้อมทั้งขยายความกว้างของทางออกไปข้างละ 7.5 ม. และลาดยางทางแล่นขึ้นลงในส่วนปลายความยาว 1,743 ม. ด้วย ลาดยางแท็กซีเวย์ (Taxiway) ทั้งหมด 5 ช่องทาง ซึ่งมีความหนา 10 - 15 ซม. และขยายความกว้างออกเป็น 10.5 ม.
นอกจากนั้นเป็นการปรับปรุง และซ่อมแซมลานจอดเครื่องบิน เนื้อที่ 76,500 ตร.ม.ด้วยการปูคอนกรีต ย้ายระบบไฟฟ้าสนามบินทั้งหมด ปลูกหญ้าในพื้นที่ด้านข้างโดยรอบลานแล่นขึ้นลง และลานจอดเนื้อที่ประมาณ 99,435 ตร.ม. รวมทั้งทาสีอาคารภายใน เครื่องประดับตกแต่ง สัญลักษณ์จราจรทางแล่นขึ้นลง และลานจอดเครื่องบินเนื้อที่ 11,881 ตร.ม.
ภายหลังลงนามในข้อตกดำเนินการก่อสร้างโครงการแล้ว ยังมีเงินเหลือประมาณ 59 ล้านบาท รัฐบาลลาวจึงอนุมัติข้อตกลงเพิ่มกับบริษัทไทยวัฒน์ฯ เพื่อก่อสร้าง และซ่อมแซม ส่วนที่พุพังให้เรียบร้อย และสามารถเปิดบริการอย่างเป็นทางการนับแต่นี้เป็นต้นไป.


