xs
xsm
sm
md
lg

ลาวจับมือเพื่อนบ้านเร่งผลิต-ขายไฟฟ้า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โรงไฟฟ้าที่เขื่อนน้ำงึม แขวงเวียงจันทน์ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับ กฟผ.ในปัจจุบัน
กรุงเทพฯ - รัฐบาลลาวได้เร่งเจรจากับทางการไทยเพื่อให้มีหลักประกันเกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต ขณะที่ลาวกำลังเร่งการผลิต เรื่องนี้เป็นสาระสำคัญประการหนึ่งที่ฝ่ายลาวให้ความสำคัญอย่างมากระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ลาว ที่เกาะช้าง จ.ตราดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันอย่างมั่นเหมาะจะให้การสนับสนุน เพื่อให้ลาวบรรลุยุทธศาสตร์ "แบตเตอรี่แห่งภูมิภาค"

ขณะเดียวกันลาวก็เร่งความร่วมมือด้านการผลิตกระแสไฟฟ้ากับเพื่อนบ้านอื่นๆ คือ จีนและเวียดนาม ในโครงการผลิตเพื่อส่งออกเช่นเดียวกัน

ตามรายงานของสื่อทางการนั้น ฝ่ายไทยซึ่งนำโดย นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ ได้แสดงความยินดีสนับสนุนทางการลาวในการเจรจากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย ในการซื้อกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ ที่จะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาแล้วในขณะนี้ ซึ่งรวมทั้ง เขื่อนน้ำงึม 2 น้ำงึม 3 โครงการเขื่อนน้ำเทินหินบูนส่วนขยาย โครงการน้ำเทิน 1 และ โครงการหงสาลิกไนต์ ซึ่งเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนจากถ่านหิน โดยนักลงทุนจากประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่

ในปี 2548 กลุ่มผู้ลงทุนในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 3 ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับอัตราค่ากระแสไฟฟ้าที่จะจำหน่ายให้กับ กฟผ.ของไทย การจำหน่ายกระแสไฟฟ้าดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2554 แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ราว 90% ของกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 3 แห่งนี้จะส่งจำหน่ายให้กับ กฟผ.ของไทย ซึ่งตามแผนการเดิมนั้น รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาวกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทยมีกำหนดจะร่วมกัน เซ็นสัญญาซื้อขายในเดือน มี.ค.2549

กฟผ. ได้เสนอราคาซื้อกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 3 ในอัตรา 0.0517 ดอลลาร์สหรัฐ (5.17 เซ็นต์) ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ฝ่ายผู้ลงทุนในโครงการได้เจรจาขอเพิ่มราคาจำหน่ายพื้นฐานดังกล่าว

โครงการเขื่อนน้ำงึม 3 มีมูลค่าการก่อสร้างราว 552 ล้านดอลลาร์ เป็นเขื่อนไฟฟ้าขนาด 460 เมกะวัตต์ กลุ่มผู้ลงทุนได้เจรจาขอการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียกับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JBIC โดยคาดว่าจะสามารถลงมือก่อสร้างได้ในปี 2550

รัฐบาลลาวโดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos) ถือหุ้น 23% ในโครงการเขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งจะกินเนื้อที่ครอบคลุมบางส่วนของแขวงเชียงขวางและเขตพิเศษไซสมบูนในภาคเหนือของประเทศ ผู้ร่วมทุนอีก 3 รายได้แก่ บริษัทเอ็มดีเอ็กซ์ลาวจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนจากไทย (27%) บริษัทมารุเบนี คอร์ปแห่งญี่ปุ่น(25%) และ บริษัทไฟฟ้าราชบุรีจำกัด (มหาชน) ของไทย (25%)

ลาวกำลังอยู่บนเส้นทางการพัฒนาตนเองโดยใช้ศักยภาพของทรัพยากรแหล่งน้ำที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์มาก ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนาให้ได้ภายในปี 2563 นอกจากผลิตเพื่อส่งออกแล้วลาวก็ยังผลิตไฟฟ้าเพื่อให้มีใช้อย่างเพียงพอภายในประเทศ โดยวางเป้าหมายจะดำเนินการให้ 70% ของครอบครัวทั่วประเทศมีไฟฟ้าภายในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในปี 2563

ในปี 2518 ทั่วประเทศมีกำลังติดตั้งผลิตเพียง 42 เมกะวัตต์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 241 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และมีประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าเพียง 19,000 ครอบครัวเท่านั้น กระทั่งปี 2548 ลาวติดตั้งการผลิตไฟฟ้าได้ 317 เมกะวัตต์ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1,400 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ทำให้ประชาชนเกือบ 5 แสนครอบครัว หรือเท่ากับประมาณ 45% ของประชาชนทั่วประเทศ มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2518 ถึง 22 เท่าตัว
เขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อปีที่แล้ว
ในปี 2548 ที่ผ่านมาลาวมีโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าเกิดขึ้นมากมาย กล่าวคือ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. คณะกรรมการแผนการและการลงทุนของลาวได้เซ็นบันทึกช่วยความจำเพื่อความเข้าใจฉบับหนึ่งกับบริษัท Sinohydro Corporation of China ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านระบบชลประทานและการก่อสร้างจากจีน ให้เป็นผู้ลงมือสำรวจและก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำอู 8 ซึ่งจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกในแขวงพงสาลีตอนเหนือสุดของประเทศ ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 640 เมกะวัตต์ ด้วยรูปแบบการลงทุนแบบ BOT (Build-Operate-Transfer) เงินลงทุนถึง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกันทางการลาวได้เริ่มลงมือการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าเซเสด 2 ในเขตเมืองเหล่างาม แขวงสาละวันในภาคใต้ของประเทศ เขื่อนไฟฟ้าขนาด 76 เมกะวัตต์นี้ มีรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว เป็นผู้ลงทุน 100% โดยใช้เงินงบประมาณจำนวนหนึ่งกับเงินกู้จากต่างประเทศอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากนั้นในเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว กับบริษัท China Machine Building International Corporation (CMIC) ประเทศจีน ได้มีการลงนามในบทบันทึกความเข้าใจ โครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าน้ำตกเซโปน 3 ในแขวงสาละวันเช่นเดียวกันโดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2549 นี้ ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขื่อนดังกล่าวมีขีดความสามารถในการผลบิตไฟฟ้า 70 เมกะวัตต์ กระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่จะนำไปให้บริการแก่เหมืองทองคำเซโปน และแขวงต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

ปลายปีที่แล้วบริษัทเวียดนามแห่งหนึ่งในกรุงฮานอย ได้รับอนุมัติให้เข้าลงทุนในโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าเขื่อนเซกะหมัน 3 (Xe Caman 3) ในลาว ด้วยเงินลงทุน 273.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการลงทุนนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดจากเวียดนาม

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋ (Tuoi Tre) บริษัทจากเวียดนามได้จดทะเบียนร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นในลาว เป็นบริษัท Viet-Laos Electricity Development & Investment Shareholding Co ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1.5 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยมีแผนการจะเริ่มปั่นไฟในปี 2551

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.บริษัทรีเจียนออย จำกัด (Russian Region Oil Co Ltd) จากประเทศรัสเซีย ได้ลงนามในบันทึกช่วยความจำในโครงการลงทุนและดำเนินการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าหลายแห่งในลาวตอนใต้ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทดังกล่าวจะเข้าดำเนินโครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำกง 1 น้ำกง 3 ในแขวงอัดตะปือ และ เขื่อนไฟฟ้าน้ำตกเซกอง 5 ในแขวงเซกอง การศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ จะเริ่มในปีนี้โดยจะใช้เวลาประมาณ 18 เดือน

สำหรับเขื่อนน้ำกง 1 มีกำลังติดตั้งประมาณ 238 เมกะวัตต์ ส่วน เขื่อนน้ำกง 3 เป็นเขื่อนขนาดเล็กมีศักยภาพ 35 เมกะวัตต์ และเขื่อนไฟฟ้าน้ำตกเซกอง 5 มีศักยภาพ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะดำเนินการผลิตไฟฟ้าจ่ายไปยังชุมชนในท้องถิ่น รวมทั้งส่งออกไปยังเวียดนามด้วย

ปัจจุบัน ในลาวมีเขื่อนไฟฟ้าแล้ว 11 แห่ง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1,541 กิโลวัตต์ชั่วโมง และในระยะ 10 เดือนแรกของปี 2548 ลาวได้รับค่าตอบแทนจากการขายกระแสไฟฟ้าแล้วกว่า 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.