ผู้จัดการรายวัน- รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้เริ่มต้นก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นอีก 2 แห่ง ในต้นเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นเขื่อนแห่งที่ 3 และ 4 บนแม่น้ำดา (Song Da) ทั้งหมดนี้มีขึ้นในช่วงเวลาแค่ข้ามเดือนหลังจากได้วางศิลาฤกษ์และลงมือก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเซินลาบนลำน้ำสายเดียวกันเมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านว่าพื้นที่ที่ก่อสร้างเขื่อนจะยังเกิดมีแผ่นดินไหวอยู่ก็ตาม
พิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ณ แหล่งก่อสร้างเขื่อนบ๋านจ๊าต (Ban Chat) กับเขื่อนเหือยกว๋าง (Huoi Quang) ในท้องที่ อ.เถิ่นเอวียน (Than Uyen) จ.ลายโจว (Lai Chau) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกมีกำลังปั่นไฟขนาด 220 เมกะวัตต์ กำหนดให้สามารถเปิดใช้งานได้ภายในปี 2553 ส่วนเขื่อนแห่งที่ 2 โรงไฟฟ้ามีขนาดใหญ่กว่าคือ 520 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เต็มที่ในปี 2554
การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทั้งสองแห่งนี้ทางการเวียดนามต้องอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากเขตพื้นที่น้ำท่วมราว 3,500 ครอบครัว ซึ่งทางการได้จัดที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้ใหม่ เทียบกับการสร้างเขื่อนเซินลา ที่มีผู้ต้องอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่น้ำท่วมเกือบ 100,000 ราย
ใต้ลงไปเป็นที่ตั้งของเขื่อนฮว่าบิ่ง ในจังหวัดชื่อเดียวกันบนลำน้ำสายนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามนายเหวียนเติ๋นสวุง (Nguyen Tan Dung) ซึ่งไปเป็นประธานในพิธีได้กล่าวแสดงความชมเชยและขอบคุณ เหล่าคนงานก่อสร้างที่ต้องทำงานอย่างทรหดอดทนเพื่อให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จทันกำหนด และบรรดาประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือในการอพยพออกจากเขตก่อสร้าง ทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งสามารถเริ่มต้นได้เร็วยิ่งขึ้น
เมื่อโรงไฟฟ้าทั้งสองเปิดใช้งาน จะมีประโยชน์มหาศาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา พร้อมทั้งยังเป็นการช่วยภาคเศรษฐกิจของประเทศด้วย เนื่องจากว่า เมื่อโรงไฟฟ้าเปิดใช้งานคาดว่าจะสามารถสร้าง กำไรได้ถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์อ้างคำกล่าวของนายเติ๋นสวุง
ผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม นายด่าววันหุ่ง (Dao Van Hung) กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่ง นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำของแม่น้ำดา ในความเป็นไปได้ที่จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแม่น้ำแห่งนี้ ในปริมาณ 21-28 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี
โรงไฟฟ้าบ๋านจ๊าตและเหือยกว๋าง จะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 3 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ในแต่ละปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าเซินลา ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำดาเช่นเดียวกันนี้ มีขนาด 2,400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2556 สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 10 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และกำลังจะกลายเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
นายด่าววันหุ่ง ยังได้ระบุว่า รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนามได้ใช้เงินลงทุนของตัวเองรวมกับเงินกู้ยืมจากรัฐเพื่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าทั้งสองแห่งเป็นจำนวนเงินมากกว่า 16 ล้านล้านด่ง (1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งหมดใช้บริษัทก่อสร้างในประเทศ
เมื่อโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งเปิดใช้งานแล้ว จะปล่อยน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำที่เซินลาและฮว่าบิ่ง ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเขื่อนทั้งสองบนแม่น้ำดาสายเดียวกันนี้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอเพื่อใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าเซินลา ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้และที่ฮว่าบิ่ง นอกจากนั้นยังช่วยในการชลประทานบริเวณพื้นที่ลุ่มของภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน
รัฐบาลเวียดนามได้วางแผนที่จะเคลื่อนย้ายประชาชนจำนวน 91,000 คนออกจากบริเวณที่อาจจะเกิดน้ำท่วมจากอ่างเก็บน้ำ เซินลาภายในปี 2555 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างส่วนใหญ่ เป็นชนกลุ่มน้อยหลายชนเผ่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชนเผ่าไท เขื่อนแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มต้นผลิตได้ในปี 2555 และจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพที่ในปี 2558
รัฐสภาเวียดนามได้อนุมัติโครงการการก่อสร้างเขื่อนเซินลาในปี 2545 หลังจากที่รัฐบาลได้ลดขนาดลง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาชน ตลอดจนเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจาก จ.เซินลา ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีการเกิดแผ่นดินไหว และบรรดาสมาชิกรัฐสภาเวียดนามต่างวิตกกังวลในเรื่องของการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำ ซึ่งหากเขื่อนไม่แข็งแรงพอเกิดปริร้าวก็จะทำให้น้ำทะลักลงไปถึงกรุงฮานอยที่อยู่ปลายทาง
แต่ในขณะเดียวกันเวียดนามก็ยังขาดแคลนกระแสไฟฟ้าอย่างหนัก และระยะที่ผ่านมาปริมาณความต้องการก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 13-15% ในทุกปี ตามที่รัฐบาลได้คาดการณ์ไว้ เวียดนามจะต้องการพลังงานมากกว่า 90 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2553.


