xs
xsm
sm
md
lg

หญิงลาวผู้รอดชีวิตจากเหตุการสังหารหมู่ที่ถ้ำปิว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หญิงลาวนางหนึ่งผู้เคยอาศัยถ้ำปิวในแขวงเซียงขวางเป็นเกราะกำบังจากศรัตรู ถือว่าโชคดีหรือไม่ เมื่อมีเธอเพียงคนเดียวที่สามารถมีชีวิตรอดจากการโจมตีจากขีปนาวุธร้ายที่ฆ่า และทำลายชีวิตชาวลาวผู้บริสุทธิ์ไป 374 ราย ในสงครามอินโดจีนมาได้

ถึงแม้ว่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมนั้นจะผ่านมานานแล้วกว่า 37 ปี แต่มันยังคงเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ และยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนที่ต้องสูญเสียชีวิตของญาติพี่น้องไว้ภายในถ้ำ

เพราะการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ เฉกเช่น นางเวียง ที่เป็นเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดมาได้ว ปัจจุบันเธออายุ 50 ปี อาศัยอยู่ในเมื่องคำ แขวงเซียงขวาง แต่เมื่อนึกย้อนไปในช่วงที่เธออยากให้มันเป็นเพียงฝันร้ายนั้น เธอ คือ เด็กหญิงลาวธรรมดา ๆ ที่มีอายุเพียง 13 ปี เท่านั้น

ในปี พ.ศ.2507 กองทัพสหรัฐฯเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่ในเขตชนบทลาว ซึ่งรวมถึงในหมู่บ้านของนางเวียง ในแขวงเซียงขวางด้วย เธอและครอบครัวจึงต้องหนีลูกระเบิดเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าเป็นเวลานานกว่า 3 ปี หลังจากนั้นจึงได้ย้ายไปหลบอยู่ภายในถ้ำปิว

เมื่อกองกำลังทหารสหรัฐฯได้เคลื่อนเข้ามาในพื้นที่ การทิ้งระเบิดโจมตีหมู่บ้านก็มีเพิ่มมากขึ้น ผู้คนมากมายต่างก็ต้องละทิ้งบ้านเรือนของตน บ้างก็ไปพักพิงสร้างบ้านเรือนอยู่ในป่า บ้างก็ไปอาศัยอยู่ภายในถ้ำ และเมื่อการโจมตีจากฝูงบินของกองทัพสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น ครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจย้ายเข้าไปหลบอยู่ภายในถ้ำปิว

ภายหลังที่สงครามได้ปะทุขึ้นในปี พ.ศ.2507 กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ให้การสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวอย่างเต็มที่ การโจมตีแขวงเซียงขวางได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ฆ่า ทำลาย และถอนรากถอนโคน

ตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 24 พ.ย. 2511 ถ้ำปิวก็ถูกโจมตี เด็ก ๆ และคนแก่ต้องหลบอยู่ภายในถ้ำขณะที่คนอื่น ๆ เสี่ยงออกไปหาอาหารข้างนอก เครื่องบินต่อสู้สหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธ 4 ลูกตรงลงมาที่ถ้ำปิว ถึงแม้ว่าลูกแรก และลูกที่ 2 จะพลาดเป้าไป แต่ลูกที่ 3 และ 4 นั้นแม่นยำ มันพุ่งตรงเข้าไปในถ้ำ ชาวบ้านภายในถ้ำทั้งหมดจำนวน 374 คนเสียชีวิตทันที

"ผู้คนตายในท่าทางที่แตกต่างกัน" นางเวียง กล่าว และเล่าต่อไปว่า บ้างก็ตายในท่านั่ง แม่ที่กำลังให้นมลูกก็ตายในท่านั้น บ้างก็พบอยู่ในท่าทางที่กำลังอุ้มลูกเพื่อป้องกันความร้อน และควันไฟที่คละคลุ้งอยู่ภายในถ้ำ

"วันนั้นฉันโชคดีมาก เพราะฉันออกไปนอกถ้ำกับพี่สะใภ้ที่มาหาที่ถ้ำเพื่อมาบอกพ่อกับแม่ว่าเธอไม่สามารถคลอดลูกในถ้ำได้ เพราะเป็นไปไม่ที่จะจัดทำพิธีอยู่ไฟตามประเพณีดั้งเดิมที่สะอาดได้ อีกทั้งถ้ำปิวยังถูกใช้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะกิจ สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะ และเมื่อพี่สะใภ้กลับออกไปจากถ้ำ ฉันร้องตามอยากที่จะไปด้วย พ่อแม่ฉันจึงอนุญาต พี่สะใภ้ของฉันอยู่ในป่าบริเวณที่ฉันและครอบครัวเคยอยู่ ก่อนที่จะย้ายมาที่ถ้ำ"

นางเวียงเล่าด้วยนำเสียงเครือว่า ราว ๆ เวลา 15.15 น. ของวันนั้น เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯก็เริ่มปล่อยขีปนาวุธโจมตีถ้ำ "ฉันสูญเสียทุกคนในครอบครัว พ่อ แม่ พี่ชายทั้ง 3 คน ต้องตายอยู่ภายในถ้ำ"

นางเวียง เล่าต่อไปว่า จริง ๆ แล้ววันนั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ถ้ำถูกโจมตี แต่พอตกเช้าวันรุ่งขึ้น ได้ย้อนกลับไปพร้อมเนื้อควายสำหรับทำอาหารจำนวนมาก แต่พอมาถึงสิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นร่างอันไร้วิญญานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด เธอตกใจมาก รีบวิ่งกลับไปในป่าไปหาพี่สะใภ้อย่างไม่คิดชีวิต

ทหารในท้องถิ่น และชาวบ้านไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยคนที่อยู่ในถ้ำภายหลังถูกโจมตี เพราะพลังความร้อนจากแรงระเบิดอของขีปนาวุธยังคงแผ่กระจายอยู่ทั่ว และกลัวว่าเครื่องบินสหรัฐฯอาจจะกลับมาโจมตีอีกได้ทุกเมื่อ

หลังจากนั้นอีก 3 วัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และทหาร ได้ไปตรวจภายในถ้ำ หวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่น่าสลดใจที่สุดก็คือไม่มีผู้รอดชีวิตเหลือยู่เลย

ปัจจุบัน นางเวียง ไม่ได้แต่งงาน และยังคงอาศัยอยู่กับพี่สะใภ้ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียง 2 กม.

(แปลและเรียบเรียงจาก One woman's lucky escape from death ของหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทม์)

รูป : Trekkingthai.com