เมื่อกติกาการค้าโลกไม่ได้วัดกันเพียงคุณภาพและราคาสินค้า แต่ขยายขอบเขตไปถึงกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากร และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการรักษาตลาดส่งออกจึงกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายครั้งใหม่ โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป หรือ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ที่กำลังยกระดับมาตรฐานการผลิตและการจัดการบรรจุภัณฑ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
กฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องรู้ แต่ยังส่งผลถึงผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นส่วนประกอบในการจำหน่ายด้วย ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ การนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ ตลอดจนการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน นั่นหมายความว่า แม้สินค้าจะมีคุณภาพดีเพียงใด แต่หากบรรจุภัณฑ์ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าสู่ตลาดยุโรป
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN)จึงจับมือกับ Thailand PPWR Consortiumพร้อมองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เดินหน้าสร้างกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมือกติกาใหม่ ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “Stronger Together” ในงาน “Thailand PPWR Stronger Together: ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR” เพื่อเปลี่ยนความเข้าใจให้เป็นแผนปฏิบัติที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริง
๐ ผนึกเครือข่ายทุกภาคส่วน แก้เกมกติกาการค้าใหม่
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ThaiCBN กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ThaiCBN และ Thailand PPWR Consortium ซึ่งมีพันธมิตรสำคัญ อาทิ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ ความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ากับโจทย์การดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในตลาดโลก
PPWR สะท้อนทิศทางการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดของเสีย และการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้า มาเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับตัวตาม PPWR ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการลดวัสดุที่ไม่จำเป็น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ และการจัดการหลังการใช้งานอย่างเหมาะสม ล้วนช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การเตรียมพร้อมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาระต้นทุนเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับแนวทางขับเคลื่อน ThaiCBN จะร่วมกับ Thailand PPWR Consortium เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือสนับสนุน โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งอาจมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และความเข้าใจในข้อกำหนดที่ซับซ้อน พร้อมต่อยอดสู่กิจกรรม PPWR Intensive Workshop ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ภายในงาน SX 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจประเมินสถานะของตนเอง ค้นหาจุดที่ต้องปรับปรุง และกำหนดแนวทางจัดการบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่
๐ เตือน PPWR ไม่ใช่แค่เรื่องบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นโจทย์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ในฐานะผู้แทน Thailand PPWR Consortium ระบุว่า บรรจุภัณฑ์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างธุรกิจ หรือการจำหน่ายถึงผู้บริโภค เพราะต่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและมีศักยภาพทางการตลาดสูง แต่หากบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ก็อาจไม่สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้
ความท้าทายของ PPWR อยู่ที่การเป็นกฎระเบียบที่ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรีไซเคิลได้จริง การคัดเลือกวัสดุและควบคุมสารเคมี การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการทดสอบและประเมินความสอดคล้องตามข้อกำหนด ขณะที่รายละเอียดและวิธีการประเมินในหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ด้วยเหตุนี้ Thailand PPWR Consortium จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัย ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานตรวจสอบรับรอง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติ เครื่องมือ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น ลดความไม่แน่นอนในการตีความกฎหมาย ลดการทำงานซ้ำซ้อน และช่วยบรรเทาต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ โดยการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1. การออกแบบบรรจุภัณฑ์และการนำไปปฏิบัติ 2. การทดสอบและประเมินความสอดคล้อง และ 3. นโยบายและการสื่อสาร เพื่อให้การเตรียมความพร้อมครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค มาตรฐาน และการกำหนดแนวทางในระดับนโยบาย
๐ แนะธุรกิจคำนวณก่อนลงทุน ชี้ต้นทุนปรับตัวไม่เท่ากัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้ามคือภาระค่าใช้จ่ายในการปรับตัว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โดยตรง แต่ยังครอบคลุมธุรกิจส่งออกสินค้าทุกประเภทที่ใช้บรรจุภัณฑ์ในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป
ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบจาก PPWR มีขอบเขตกว้างกว่าที่หลายธุรกิจเข้าใจ โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่าประมาณ 900,000 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกบรรจุภัณฑ์โดยตรงมีมูลค่าประมาณ 2,900 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ธุรกิจต้องเร่งดำเนินการจึงไม่ใช่การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดในทันที แต่ต้องเริ่มจากการสำรวจสิ่งที่ใช้อยู่ ประเมินว่ารายการใดสามารถใช้รูปแบบเดิมต่อไปได้เมื่อมีผลทดสอบและเอกสารรับรองครบถ้วน และรายการใดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวัสดุหรือออกแบบใหม่ โดยประเมินว่า ในกรณีที่บรรจุภัณฑ์เดิมยังสามารถใช้งานได้ ค่าใช้จ่ายสำหรับการทดสอบและจัดทำเอกสารอาจอยู่ที่ประมาณ 10,000-30,000 บาท แต่หากจำเป็นต้องเปลี่ยนวัสดุหรือออกแบบใหม่ ภาระค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบความสอดคล้อง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเลือกใช้พลาสติก PET รีไซเคิล ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณ 35-55 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับ PET ใหม่ที่อยู่ราว 24-42 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่าการปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจมีต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นในบางกรณี ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินความคุ้มค่าและวางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ
ประเด็นสำคัญคือ การเตรียมพร้อมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนก้อนใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจข้อกำหนด ตรวจสอบข้อมูล และแยกแยะสิ่งที่มีอยู่แล้วออกจากสิ่งที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างตรงจุดและไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น
๐ รัฐต้องพัฒนาระบบรับรอง เพื่อลดต้นทุนตรวจสอบซ้ำ
นอกจากต้นทุนของผู้ประกอบการแล้ว ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานในประเทศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน
วิชชา พิชัยณรงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มรับรองหน่วยรับรอง สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ กล่าวว่า การสนับสนุนภาคธุรกิจให้รับมือกับ PPWR จำเป็นต้องครอบคลุมไปถึงหน่วยตรวจสอบรับรองและห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องลงทุนทั้งการพัฒนาบุคลากร เครื่องมือ และขีดความสามารถในการให้บริการ หากหน่วยงานเหล่านี้ต้องรับภาระการลงทุนเองทั้งหมด ค่าใช้จ่ายก็ย่อมถูกส่งต่อไปยังผู้ประกอบการ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองให้มีมาตรฐานเทียบเท่าและได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ รวมถึงสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบที่สามารถลดการตรวจสอบซ้ำ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน นั่นคือมาตรฐานสำหรับสินค้าส่งออกไปยุโรปกับมาตรฐานที่ใช้รองรับระบบจัดการบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศอาจมีเป้าหมายแตกต่างกัน เนื่องจากเกณฑ์การออกแบบเพื่อการรีไซเคิลของยุโรปอ้างอิงโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีคัดแยกของยุโรป ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับระบบของไทย ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาให้ชัดว่ากำลังเตรียมมาตรฐานเพื่อรองรับตลาดใด ไม่ควรเข้าใจว่าการผ่านเกณฑ์ภายในประเทศจะทำให้สามารถส่งออกไปยุโรปได้โดยอัตโนมัติ
๐ ธุรกิจใหญ่เร่งขยับ ชี้ปัญหาคู่ค้าเข้าใจกฎต่างกัน
สำหรับประสบการณ์จากภาคเอกชน ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทติดตามความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาความพร้อมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บุคลากร และระบบข้อมูล รวมถึงสื่อสารกับลูกค้าผ่านการจัดเวิร์กช็อปและสัมมนาออนไลน์
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำงานพบว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งยังมีแนวโน้มรอให้กฎหมายและรายละเอียดข้อกำหนดมีความชัดเจนก่อน จึงค่อยเริ่มเตรียมตัว ส่งผลให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เอกสารประกอบการดำเนินธุรกิจ จึงกลับมาเร่งสอบถามข้อมูลและขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน “เต็ดตรา แพ้ค” จึงให้ความสำคัญกับการยกตัวอย่างและอธิบายขั้นตอนปฏิบัติจริง เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าต้องเตรียมอะไรและควรเริ่มต้นจากจุดใด โดยบริษัทมีระบบจัดการข้อมูลส่วนกลางมาประมาณ 10 ปี และนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยค้นหาข้อมูลและจัดทำเอกสารตามความต้องการของลูกค้า
ปฏิญญามองว่า การลงทุนพัฒนาบุคลากรและความสามารถขององค์กรเป็นสิ่งจำเป็นในการรองรับกฎระเบียบที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน การมีระบบข้อมูลที่ดีจะช่วยลดภาระการจัดทำเอกสารและการสื่อสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้สามารถรองรับคำขอจากลูกค้าจำนวนมากได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอนการทำงานทุกครั้ง
ด้าน นาวิน สังขรัตน์ Packaging Research & Development Director ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนและทำงานร่วมกับคู่ค้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่การปฏิบัติตาม PPWR ยังมีความท้าทายทั้งในเรื่องการตีความข้อกำหนดและการจัดเตรียมข้อมูล
CPF จึงตั้งทีมงานติดตามกฎระเบียบ สำรวจรายการบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับสินค้าส่งออกไปยุโรป รวมถึงแหล่งจัดซื้อและผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง ก่อนประเมินว่าบรรจุภัณฑ์ส่วนใดจำเป็นต้องปรับปรุง จากนั้นจึงตรวจสอบหลักฐานและรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้ฝ่ายขายต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้ พร้อมปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อม CPF ใช้กลยุทธ์ 4R ได้แก่ Read ศึกษาและทำความเข้าใจข้อกำหนดให้ถูกต้อง Redesign คาดการณ์และวางแผนออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ Resecure ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาแนวทางและวางแผนระยะยาว และ Revalidate ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและการดำเนินงาน
นาวินยังชี้ว่า การขอผลทดสอบจากคู่ค้าต้องเผื่อทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะแม้แต่การเปลี่ยนแปลงวัสดุหรือสีของบรรจุภัณฑ์ก็อาจทำให้ต้องจัดเตรียมหลักฐานเพิ่มเติม การควบคุมต้นทุนจึงต้องเริ่มจากการประสานงานกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และผู้จำหน่ายวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง พัฒนารูปแบบที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับสินค้าหลายรายการ และเลือกใช้วัสดุอย่างเหมาะสม โดยต้องทดสอบยืนยันด้วยว่ายังคงรักษาคุณภาพอาหารและอายุการเก็บรักษาตามมาตรฐานที่กำหนด
อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือ ต้นทุนตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะราคาบรรจุภัณฑ์ ณ วันจัดซื้อ เพราะวัสดุที่มีต้นทุนเริ่มต้นสูงขึ้นอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการหลังการใช้งานได้ในระยะยาว
ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษก็เผชิญความท้าทายด้านการจัดการข้อมูลไม่ต่างกัน พุทธชาด สุพรรณตรี ผู้จัดการฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ บริษัท ยูเนียน แอนด์ โอจิ อินเตอร์แพ็ค จำกัด กล่าวว่า ลูกค้าบางรายยังมองว่าการจัดเตรียมข้อมูลตามข้อกำหนดเป็นภาระและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องอธิบายความจำเป็นและช่วยหาวิธีจัดทำข้อมูลที่ไม่ต้องลงทุนสูง
นอกจากนี้ ลูกค้ายังมีความเข้าใจแตกต่างกัน บางรายเข้าใจข้อกำหนดเป็นอย่างดี ขณะที่บางรายต้องการข้อมูลจำนวนมากโดยยังไม่ได้แยกแยะว่าข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานจริง ทำให้บริษัทต้องช่วยชี้แจงขอบเขตและรายละเอียดให้ตรงกัน และในบางกรณีต้องดำเนินการทดสอบเองเมื่อไม่สามารถรวบรวมข้อมูลจากคู่ค้าได้
ปัจจุบันบริษัทมีการรวบรวมข้อมูลผู้ขายไว้ในระบบส่วนกลาง และนำมาประมวลผลตามรูปแบบที่ลูกค้าแต่ละรายต้องการ แต่เมื่อจำนวนคำขอเพิ่มขึ้นและมีรูปแบบแตกต่างกัน ภาระงานของบุคลากรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย บริษัทจึงอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางนำ AI มาช่วยตั้งแต่การสำรวจและจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล ไปจนถึงการจัดทำรายงานในรูปแบบมาตรฐานที่สามารถนำไปตอบสนองความต้องการของลูกค้าหลายรายได้ เพื่อลดงานซ้ำซ้อนและต้นทุนการบริหารจัดการข้อมูล
๐ กสิกรไทยเชื่อมเงินทุนกับการเปลี่ยนผ่าน มุ่งดันธุรกิจสีเขียว
นอกจากการปรับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการข้อมูลแล้ว การเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็เป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง
ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต หรือ Future-Ready and Resilient เนื่องจากนอกเหนือจาก PPWR แล้ว ยังมีแนวโน้มต้องเผชิญกฎระเบียบและความเสี่ยงรูปแบบอื่นเพิ่มขึ้นอีก การปรับตัวจึงต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่การดำเนินการเฉพาะเมื่อมีกฎหมายใหม่เกิดขึ้น
ธนาคารนำหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมเพิ่มการสนับสนุนกิจกรรมสีเขียวและธุรกิจที่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นกรอบในการพิจารณากิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์อาจได้รับการสนับสนุนด้านต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงตามเงื่อนไขที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเงินทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีโครงการสีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถนำมาใช้ประเมินได้ด้วย เพราะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเวลาในการรวบรวมและสะสม ธุรกิจจึงควรเริ่มจัดเก็บตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมพัฒนาระบบให้สามารถส่งต่อและประมวลผลร่วมกันได้ ธนาคารจึงเข้ามามีบทบาทเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ การประเมิน และแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนลงทุนและเปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางห่วงโซ่อุปทานโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
๐ จากโจทย์กฎหมาย สู่การยกระดับขีดความสามารถธุรกิจไทย
ภาพรวมของการรับมือ PPWR สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนการลงทุน ระบบทดสอบและรับรองมาตรฐาน การบริหารข้อมูล การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตสินค้า ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ซัพพลายเออร์ และสถาบันการเงิน
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ คือการสำรวจบรรจุภัณฑ์และข้อมูลที่มีอยู่ ประเมินช่องว่างเมื่อเทียบกับข้อกำหนด วางแผนงบประมาณและการทดสอบ รวมถึงพูดคุยกับคู่ค้าเพื่อเตรียมหลักฐานที่จำเป็นล่วงหน้า ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้จัดการข้อมูลก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
ท้ายที่สุด PPWR กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่ไม่ได้จบลงที่ประตูโรงงาน แต่ครอบคลุมไปถึงทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า ธุรกิจที่ยังมองเรื่องบรรจุภัณฑ์เป็นเพียงส่วนประกอบของสินค้าอาจต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่องค์กรที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ย่อมมีโอกาสสร้างมาตรฐานใหม่และรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่า
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแต่ละบริษัทจะปรับบรรจุภัณฑ์ของตนเองอย่างไร แต่คือประเทศไทยจะสร้างระบบสนับสนุนที่ทำให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ซัพพลายเออร์ หน่วยงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ หน่วยงานรับรองมาตรฐาน และสถาบันการเงิน เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร เพราะภายใต้กติกาการค้าใหม่ การรับมือเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอ การผนึกกำลังทั้งระบบจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจไทยสู่การแข่งขันระดับสากลอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ตัวแทนของสององค์กรที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย ตัวแทนฝั่ง PPWR ได้แก่ 1.นายสุรสิทธิ์ ทองจันทร์ รองประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2.ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. และผู้แทน Thailand PPWR Consortium 3.นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ 4.รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ส่วนตัวแทนฝั่งเครือข่ายฯ ThaiCBN ได้แก่ 5.ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายฯ ThaiCBN และรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย 6.นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการบริหารเครือข่ายฯ ThaiCBN กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 7.นายยุทธนา เจียมตระการประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย และ8.ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ./


