xs
xsm
sm
md
lg

The Forestias ร่วมกับสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ - มูลนิธิไร่เชิญตะวัน - GISTDA เปิดตัวหนังสือแปล “มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปี โดยวิธีมิยาวากิ” ฉบับอ่านง่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์, The Foreatias บริษัท MQDC ในเครือ DTGO, มูลนิธิไร่เชิญตะวันและสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : GISTDA ได้ร่วมกันจัดงานเปิดตัวหนังสือแปล “มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปี โดยวิธีมิยาวากิ” ฉบับอ่านง่าย และหนังสือ “ป่าแห่งชีวิต ในกรุงโตเกียว” ของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเทคนิคการสร้างป่าโดยวิธีมิยาวากิ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำไปใช้ทั่วโลก และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และขยายผลการสร้างป่าแบบมิยาวากิ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเกาะความร้อนในเมืองและการสูญเสียความความหลากหลายทางชีวภาพ


ในงานเปิดตัวหนังสือดังกล่าว นอกจากจะมีการบรรยายพิเศษ โดย พระอาจารย์เมธีวชิโรดม (ว. วชิรเมธี) เรื่องการปลูกป่ามิยาวากิ และการจัดตั้งโรงเรียนสอนปลูกป่ามิยาวากิ ที่ไร่เชิญตะวัน ก็มีการเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือแปลทั้งสองเล่ม โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ได้นำแนวคิดการปลูกป่าแบบมิยาวากิ มาเผยแพร่ในประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้องกับหนังสือดังกล่าวเสวนาเชื่อมการสร้างป่า การออกแบบเมือง และเทคโนโลยีอวกาศ ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน โดย ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ถ่ายทอดแนวคิดและผลงานของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ ในการสร้างป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ศ.ดร.อริยา อรุณินท์ เชื่อมโยงการฟื้นฟูธรรมชาติกับการพัฒนาเมืองผ่านแนวคิด “มิยาวากิ ธรรมชาตินิยม ปลูกป่า ปลูกเมือง” และธนากร สงวนตระกูล นำเสนอการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศติดตามการเปลี่ยนแปลงของป่ามิยาวากิแห่งแรกในประเทศไทย ณ บ้านบ่อหวี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี


นอกจากนี้ ยังมีการนำชมป่ามิยาวากิ อายุ 6 ปีกว่า ที่ปลูกด้วยกล้าไม้ท้องถิ่น ขนาดเล็ก 60-80 เซนติเมตร จำนวน 300 ชนิด จำนวน 271,901 ต้น ในพื้นที่ 30 ไร่ ณ โครงการ The Forestias เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นการเจริญเติบโตของป่า ต้นไม้มีความสูงเฉลี่ย 12.23 เมตร (ต้นที่สูงที่สุดประมาณ 18 เมตร) และมีเส้นผ่าศูนย์กลางระดับอกเฉลี่ย 16.01 เซนติเมตร มีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น 181 ชนิด

ป่าแห่งนี้แม้จะอายุยังไม่ถึง 10 ปี แต่ได้สร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับป่าธรรมชาติ พืชพรรณที่คัดเลือกมาปลูก ล้วนเป็นพรรณไม้ที่สามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมที่ราบลุ่มภาคกลาง ตัวอย่าง เช่น สังคมพืชน้ำกร่อย ที่ปลูกบริเวณ Bioswale ไม้เด่นได้แก่ ลำพู แสม หงอนไก่ทะเล จิกทะล กลายเป็นบ้านของผึ้งหลวงมาหลายปี กลุ่มสังคมพืชริมน้ำ เช่น มะเดื่ออุทุมพร มะเดื่อกวาง สำโรง ตะคร้อ มะฝ่อ กระหนายปลิง ล้วนเป็นพรรณไม้ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ออกดอก ออกผลเป็นอาหารของนกนานาชนิด โดยเฉพาะนกแก็ก วงศ์นกเงือก ก็ได้แวะเวียนมาหาอาหารที่ป่าแห่งนี้ เดินลึกเข้าไปในป่า Deep Forest จะพบไม้ป่าจำนวนมาก ได้ แก่ ยางนา ตะเคียนทอง ตะเคียนหนู มะหาด ยมป่า ยมหอม พระเจ้าห้าพระองค์ มะค่าโมง ประดูป่า ล้วนเป็นพรรณไม้ป่าที่มีค่าทางเศรษฐกิจสูง

นอกจากนี้ ยังมีพรรณไม้หายาก พรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย พรรณไม้ดอกหอม พรรณไม้สมุนไพร พรรณไม้ที่สามารถนำใบ ดอก ผล ไปประกอบอาหาร พรรณไม้มงคลนามประจำจังหวัดต่างๆ และพรรณไม้ในพุทธประวัติ ล้วนถูกนำมาปลูกผสมผสาน กลายเป็นป่าที่เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ และสัตว์ ป่านิเวศที่สร้างโดยวิธีมิยาวากิ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ให้กับนักเรียนนักศึกษา เป็นพื้นที่อาบป่าของผู้ที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพและลดภาวะความเครียด โดยพื้นที่ป่าส่วนกลางนี้ ยังได้เปิดให้ประชาชน บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้เข้าเยี่ยมชมอยู่เสมอ


๐ The Forestias: เมื่อ “โครงการเมือง” กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ

จากแนวคิดการฟื้นฟูป่าที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน วันนี้ “วิธีมิยาวากิ (Miyawaki Method)” ได้กลายเป็นหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก และกำลังแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย ผ่านผืนป่ากว่า 30 ไร่ ณ โครงการ The Forestias

งานเปิดตัวหนังสือว่าด้วยชีวิตและผลงานกว่า 50 ปีของ ศาสตราจารย์ ดร. Akira Miyawaki นักพฤกษศาสตร์และนักนิเวศวิทยาพืชชาวญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกแนวทางการสร้างป่าธรรมชาติด้วยพรรณไม้ท้องถิ่น จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัวหนังสือ แต่ยังเป็นโอกาสในการถ่ายทอดแนวคิดจากองค์ความรู้สู่ “ป่าจริง” ที่สามารถสัมผัสและเรียนรู้ได้


ศ.ดร. Miyawaki อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาสังคมพืชและการฟื้นฟูป่าธรรมชาติ โดยแนวทางของท่านได้รับการนำไปสร้างป่า 2,773 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และ 164 แห่งใน 19 ประเทศทั่วโลก รวมต้นไม้กว่า 40 ล้านต้น ตามข้อมูลที่รวบรวมไว้ในหนังสือ หัวใจสำคัญของ Miyawaki Method คือการสร้าง “Native Forest by Native Species” หรือป่าธรรมชาติจากพรรณไม้ท้องถิ่น โดยมุ่งฟื้นฟูโครงสร้าง และกระบวนการของระบบนิเวศให้กลับคืนมา ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้

The Forestias นำหลักการของ Miyawaki Method มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพรรณไม้ท้องถิ่นและความหลากหลายของสังคมพืชที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศดั้งเดิมของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปลูกต้นไม้ ในพื้นที่กว่า 30 ไร่ ใช้กล้าไม้ 271,901 ต้นปัจจุบันพื้นที่มีความหลากหลายของพืช 533 ชนิด และพบความหลากหลายของสัตว์ 181 ชนิด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของการสร้างป่าไม่ได้วัดเพียงว่า “ต้นไม้โตเร็วแค่ไหน” แต่ยังมองถึงการกลับคืนมาของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานของระบบนิเวศ ตั้งแต่ฝูงแมลงปอ ด้วงกว่างบนต้นพฤกษ์ ไปจนถึงผึ้งหลวง (Giant Honey Bee) ซึ่งโดยธรรมชาติมักเลือกทำรังบนต้นไม้สูง โดยภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มีการพบผึ้งหลวงถึง 4 รัง การกลับมาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงเป็นอีกมิติหนึ่ง ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของป่าที่กำลังพัฒนาจาก “พื้นที่ปลูกต้นไม้” ไปสู่ “ระบบนิเวศที่มีชีวิต”


๐ จาก Green Space สู่ Nature Positive

The Forestias มีการจัดทำข้อมูลพื้นฐาน (baseline) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพื่อความสวยงาม ไปสู่การให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Nature Positive

งานเปิดตัวหนังสือครั้งนี้จึงเชื่อมโยงเรื่องราวจาก “แนวคิด” สู่ “การลงมือทำ” จากประสบการณ์กว่า 50 ปีของ ศ.ดร. Akira Miyawaki สู่ผืนป่ามิยาวากิกว่า 30 ไร่ที่สามารถเดินเข้าไปสัมผัส เรียนรู้ และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศได้จริง

“เพราะคุณค่าของป่า ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนต้นไม้ที่เราปลูก แต่อยู่ที่ชีวิตและระบบนิเวศที่สามารถกลับคืนมาได้” และนี่อาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่าการพัฒนาเมืองในอนาคตจะสามารถสร้างพื้นที่ที่ “คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกัน” ได้อย่างไร ./