xs
xsm
sm
md
lg

“กันก่อนท่วม” เปิด 10 ข้อเท็จจริงที่คนไทยต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ “น้ำท่วม” ครั้งใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้และยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมด้านน้ำ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วม ฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ มุ่งผลักดันการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ สร้างชุมชนเข้มแข็ง และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือวิกฤตด้านน้ำในอนาคต

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดเสวนาเรื่อง “WAKE UP TO WATER ประเทศไทยต้องตื่นตัวเรื่องน้ำอย่างไร?” โดยมี รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และประธานศูนย์กันก่อนท่วม นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม รศ.ดร.เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำและกรรมการศูนย์กันก่อนท่วม และรศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เข้าร่วม


พร้อมทั้ง มีการรวบรวมสาระสำคัญเรื่อง 10 ข้อเท็จจริงที่คนไทยต้องรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ “น้ำท่วม” ครั้งใหม่ หรือ “10 FACTS OF WATER” โดยมองว่า วันนี้ประเทศไทยอาจควบคุมน้ำหรืออุทกภัยไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายได้ หาก “รู้ก่อน เตรียมก่อน และตัดสินใจก่อน”

ข้อแรก นิยามใหม่ของน้ำท่วม : มหันตภัยที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว
ในอดีตเราอาจกังวลเพียงแค่ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมา แต่ในปัจจุบันน้ำท่วมเมืองมักเกิดจากหลายปัจจัยเกื้อหนุนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำเหนือไหลหลาก สมทบด้วยสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ หรือที่เรียกว่า "ฝนแช่" จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงในยุคนี้จึงวัดจากปริมาณน้ำฝนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคำนวณร่วมกับปริมาณน้ำต้นทาง ระดับน้ำปลายทางที่เป็นทางออก และขีดความสามารถในการรองรับและระบายน้ำของพื้นที่นั้นๆ การรับมือที่ถูกต้องจึงต้องเข้าใจแหล่งที่มาของน้ำเพื่อบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยและแผนสำรองที่ใช้งานได้จริง

ข้อสอง เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนไป : น้ำส่ง “โจทย์ใหม่” โครงสร้างเดิมรับไม่ไหว
สถานการณ์ฝนตกสะสมในกรุงเทพมหานครช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่พุ่งสูงใกล้หรือเกิน 300 มิลลิเมตร ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง เป็นข้อพิสูจน์เด่นชัดว่า รูปแบบของฝนในปัจจุบันมีปริมาณมหาศาลและตกแช่ยาวนานกว่าในอดีต ซึ่งเกินกว่าศักยภาพที่ระบบรับ หน่วง และระบายน้ำเดิมของเมืองจะรองรับได้ทัน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในปัจจุบันถูกออกแบบและพัฒนามาตามข้อมูลสถิติฝนและระดับความเสี่ยงในอดีต เมื่อบริบทเปลี่ยนไป จึงไม่ใช่ความผิดของระบบเดิมหรือความผิดของธรรมชาติ แต่เป็นโจทย์ใหม่ที่เมืองต้องปรับตัว ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่น ยกระดับพื้นที่หน่วงน้ำ ปรับปรุงระบบกักเก็บ และเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในอนาคต


ข้อสาม ถอดรหัสความต่าง : สถานการณ์น้ำวันนี้ ไม่เหมือนปี 2554
หลายครั้งที่เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักมักจะมีการหยิบยกเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่เคยส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 13.6 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาทมาเปรียบเทียบ จนอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม ข้อเท็จจริงคือ สถานการณ์น้ำในแต่ละปีมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของจุดกำเนิดต้นน้ำ ปริมาณฝน ระยะเวลาที่ฝนตก เส้นทางการไหลของน้ำ และเงื่อนไขในการระบายน้ำ สิ่งสำคัญที่ประชาชนและภาครัฐต้องเฝ้าระวังจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าจะซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ แต่ต้องสืบค้นและรับรู้ข้อมูลให้แน่ชัดว่า น้ำกำลังมาจากไหน จะเดินทางไปในทิศทางใด จะมาถึงเมื่อไร และพื้นที่ปลายทางยังมีศักยภาพในการรองรับได้อีกมากน้อยเพียงใด

ข้อสี่ ยุคความปกติใหม่ (New Normal) : ฟ้าเปลี่ยน ดินเปลี่ยน คนต้องเปลี่ยนตาม
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะที่สุดโต่ง ทั้งฝนตกหนัก ฝนแช่ น้ำท่วมฉับพลัน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตภัยแล้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดปรากฏการณ์ "ท่วมในแล้ง" คือฝนทิ้งช่วงยาวนานแต่เมื่อตกกลับท่วมทันที และ "แล้งในท่วม" ที่มีน้ำมากในฤดูน้ำหลากแต่กลับไม่มีน้ำสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นดังนั้น แนวคิดการจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจาก “การตั้งรับ” เพื่อป้องกันน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ไปสู่ “การบริหารจัดการ” น้ำครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การหน่วงน้ำ การระบายน้ำอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการนำมาหมุนเวียนใช้และสำรองไว้ใช้ในยามขาดแคลน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในวันที่เผชิญภัยแล้งด้วยเช่นกัน


ช้อห้า รับมือปรากฏการณ์ Black Swan : แผนสำรองสำหรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ความเสี่ยงขั้นสูงสุดมักเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยลบทุกอย่าง ทั้งน้ำเหนือไหลหลาก สภาวะน้ำหนุน และฝนแช่ เกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียว จนส่งผลรุนแรงเกินกว่าประสบการณ์เดิมที่เคยเจอ หรือเกินกว่าระบบแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่คุ้นเคยจะคาดการณ์ได้ ดังนั้น ระบบการป้องกันที่ดีต้องมีความพร้อมทั้งการรับมือสิ่งที่คาดการณ์ได้และสิ่งที่คาดไม่ถึง โดยต้องทำระบบการป้องกันหลายชั้น เริ่มจากการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ นำไปสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจที่เด็ดขาดและการนำแผนสำรองมาใช้ พร้อมทั้งจัดการซ้อมรับมืออย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ระดับครัวเรือนควรจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นให้พร้อมพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช้อหก ความเสี่ยงด้านน้ำ คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจ
บทเรียนจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แสดงให้เห็นว่า น้ำไม่ได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและวิถีชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังโรงงานอุตสาหกรรม เส้นทางคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน ไปจนถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศ ทั้งนี้ความมั่นคงและการฟื้นตัวได้ไวจากภัยน้ำท่วม ถือเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องบรรจุการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ ควบคู่ไปกับการวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและการลงทุนเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า


ข้อเจ็ด ปฏิรูปข้อมูลน้ำ : จากการ "มีข้อมูล" สู่การ "ใช้ข้อมูลได้จริง"
ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำมากกว่า 40 หน่วยงาน ทำให้ข้อมูลและภารกิจต่างๆ กระจัดกระจายและจัดเก็บในระบบที่แตกต่างกัน ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่การขาดแคลนข้อมูล แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแบบบูรณาการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมองเห็นภาพเดียวกันอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถระบุได้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้รับผลกระทบ ต้องทำอะไร และต้องทำเมื่อไร เพราะข้อมูลที่ดีที่สุดไม่ใช่ข้อมูลที่มีปริมาณมากที่สุด แต่คือข้อมูลที่ช่วยให้ผู้มีอำนาจสามารถตัดสินใจได้ทันท่วงที

ข้อแปด การสื่อสารในภาวะวิกฤต : สื่อสารข้อมูลส่งตรงถึงคน "ก่อนน้ำมา"
ในยามที่เกิดภัยพิบัติ ข้อมูลข่าวสารที่สับสนมักสร้างความตื่นตระหนกมากกว่าตัวภัยธรรมชาติเอง การสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพจะต้องส่งตรงถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยตอบคำถามสำคัญ 4 ประการ คือ เกิดอะไรขึ้น ใครได้รับผลกระทบ จะเกิดขึ้นเมื่อไร และประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หน่วยงานรัฐต้องจัดตั้งศูนย์ข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงความจริงที่น่าเชื่อถือที่สุด และต้องทำการสื่อสารอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้งสามระยะ ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงขั้นตอนการฟื้นฟูหลังวิกฤตผ่านพ้น เพื่อให้ประชาชนนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีคุณค่า


ข้อเก้า สร้างชุมชนรู้รับน้ำ (Water Smart Community): คนต้องพร้อมเผชิญหน้า
การรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันการณ์ในยุคที่ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ชุมชนและครอบครัวยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทตนเอง จากการเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือมาเป็นผู้ร่วมจัดการความเสี่ยงร่วมกับสังคม ทั้งนี้ ทุกครัวเรือนควรจัดเตรียมแผนฉุกเฉินและถุงยังชีพที่ดำรงชีพได้ 72 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค แผนการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ แผนการเคลื่อนย้ายพาหนะ และการกำหนดเส้นทางอพยพ ขณะเดียวกันในระดับชุมชนควรมีการจัดตั้งโรงเรียนเรื่องน้ำเพื่อเรียนรู้ความเสี่ยงร่วมกัน มีแผนที่ชัดเจน และจัดการซ้อมรับมือน้ำท่วมจริงเป็นประจำ เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ

ข้อสิบ เปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย : จากค่าใช้จ่าย สู่การลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมา สังคมมักมองงบประมาณจัดการน้ำว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย หรือความสูญเสียทางงบประมาณที่ต้องจ่ายเพื่อแก้ปัญหาและชดเชยเยียวยาเฉพาะหน้า แต่ศูนย์กันก่อนท่วมเสนอให้ปรับมุมมองใหม่ว่า น้ำคือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการจ่ายค่าชดเชยเยียวยา มาเป็นการลงทุนเชิงรุกในโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นคงในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามภัยแล้ง ซึ่งเป็นการส่งเสริมความเชื่อมั่นในภาคการผลิต การลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

บทสรุปจากงานเสวนาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องตื่นตัว เรียนรู้ข้อเท็จจริง และร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงระบบบริหารจัดการ เพื่อนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ./