xs
xsm
sm
md
lg

“นครหลวงคอนกรีต” เดินเครื่อง "เหมืองหินชลบุรี" ชูสมดุลธุรกิจ – ชุมชน - สิ่งแวดล้อม ตามหลัก ESG

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครหลวงคอนกรีต เดินหน้าธุรกิจเหมืองหินในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตามแนวทาง ESG ผ่านแผนฟื้นฟู 4 ระยะ ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว 82.6% และพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ รวมถึงการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตชุมชนใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี


นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 เป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แนวทางสำคัญครอบคลุมการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและน้ำ การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทางเลือก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและชุมชน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เหมืองโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
๐ แผนฟื้นฟูเหมืองสู่พื้นที่สีเขียว 646 ไร่

นายอมฤต มณีเสาวนพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอะกรีเกต บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือ อินทรี อะกรีเกต กล่าวว่า บริษัทฯ วางแผนฟื้นฟูเหมืองหินชลบุรีของ อินทรี อะกรีเกต ในพื้นที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำนวน 4 ระยะ ประกอบด้วย การวางแผนก่อนทำเหมือง การฟื้นฟูระหว่างทำเหมือง การปิดเหมืองและฟื้นฟูขั้นสุดท้าย และการติดตามผลหลังปิดเหมือง เพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัย สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และคงคุณค่าต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แผนการฟื้นฟูดำเนินการตามมาตรการ EIA โดยมีแผนปลูกต้นไม้ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 82.6% ของพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด พร้อมพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ ขณะที่บ่อน้ำอีก 17.4% จะใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชนโดยรอบ ซึ่งหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ “Buffer Zone” เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัทฯ เลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทนทาน เจริญเติบโตได้ดี และดูแลรักษาง่าย อย่างต้นสะเดา ประดู่ป่า พะยูง ตะแบก กระถินเทพา มะค่าโมง และยางนา

 นายอมฤต มณีเสาวนพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอะกรีเกต บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือ อินทรี อะกรีเกต
๐ จากพื้นที่อุตสาหกรรม สู่คุณค่าร่วมของชุมชน

นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อม “อินทรี อะกรีเกต” ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะผู้บริหารและพนักงานอาสาจากกลุ่มบริษัทฯ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กรพันธมิตร ลูกค้า และชุมชนมาบคล้า ได้ร่วมกันปลูกต้นสะเดา จำนวน 600 ต้น ในพื้นที่ Buffer Zone เพื่อเป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ และลดผลกระทบจากการดำเนินงาน รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนโรงเรียนบ้านมาบคล้า เช่น การปรับปรุงอาคารเรียน ทาสีรั้ว จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมสันทนาการและการเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชน อีกทั้ง ยังสนับสนุนการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ ประเพณีวิ่งควาย ลอยกระทง งานกฐินและงานทอดผ้าป่า รวมถึงเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง


๐ การสร้างแหล่งน้ำและใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอมฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการเหมืองดำเนินภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความปลอดภัย” ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน และการบริหารจัดการน้ำ ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง

บริษัทฯ นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนกระบวนการผลิตและการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบพ่นละอองน้ำและระบบตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

“สำหรับน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตหิน ในส่วนของโรงโม่จะใช้น้ำน้อย ใช้แค่สเปรย์ดักฝุ่น จากนั้น จะมีกระบวนการล้างทราย ซึ่งใช้น้ำมาก และเมื่อผ่านกระบวนการล้างแล้วน้ำจะมีตะกอน จึงต้องนำไปเข้าระบบบำบัด เพื่อให้ตกตะกอนและรีดดิน จึงได้น้ำที่มีความใสเพื่อนำกลับไปใช้ในกระบวนการผลิตใหม่ประมาณ 80% ส่วนอีกประมาณ 20% เป็นน้ำใหม่ที่เติมเข้ามา เรามีการคำนวณปริมาณน้ำฝนที่จะเก็บได้เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการใช้ และมีการเตรียมแผนสำรองหากเกิดปัญหาฝนตกน้อยจนปริมาณน้ำในบ่อไม่เพียงพอ ก็จะนำน้ำจากบ่อทรายที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมาใช้ได้”



๐ การใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน


เหมืองหินชลบุรี อินทรี อะกรีเกต แห่งนี้เป็นเหมืองเปิด มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1.2 ล้านตันต่อปี และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1.2 ล้านตันต่อปีในระยะต่อไป โดยเริ่มกำลังการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันวัสดุมวลรวมคุณภาพสูงและยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

บริษัทฯ มีแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ STONETEC และ SANDTEC ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หินและทรายทดแทนจากวัสดุพลอยได้ในกระบวนการผลิต (By-product) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

“การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารเหมืองที่ไม่ได้มุ่งเพียงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน เพื่อให้เหมืองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน”นายอมฤต ทิ้งท้าย