ในอดีต “ป่าต้นน้ำเขายายดา” จังหวัดระยอง เกิดวิกฤตภัยแล้ง และไฟป่าอยู่เสมอ กระทั่งเมื่อปีพ.ศ.2550 SCGC ได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ และเครือข่ายชุมชนบริหารจัดการน้ำเขายายดา น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้แก่ การสร้างฝายชะลอน้ำ และการปลูกป่า 5 ระดับ เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา จนประสบความสำเร็จเห็นผลเชิงประจักษ์ โดยสามารถเปลี่ยนพื้นที่แล้งให้กลับกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เกิดระบบนิเวศและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้ง ช่วยพลิกฟื้นการเกษตรและสร้างอาชีพให้ชุมชนโดยรอบ
ความร่วมมืออย่างจริงจังดังกล่าวส่งผลให้ปัจจุบันมีฝายชะลอน้ำในพื้นที่เขายายดากว่า 7,600 ฝาย สร้างผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ ช่วยผลิตน้ำท่าในลำธารกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี มีปริมาณต้นไม้หนาแน่นเพิ่มขึ้น พบพรรณไม้ถึง 120 ชนิดพันธุ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ากว่า 123 ชนิด และยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีลดลง 1.6 องศาเซลเซียส ช่วยกักเก็บคาร์บอนฯ กว่า 38.5 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่
๐ เรียนรู้วิกฤต พัฒนา “ภูมิคุ้มกันน้ำ" ระดับชุมชน
ส่งต่อโมเดลบริหารจัดการน้ำยั่งยืน
แม้ผลลัพธ์ดังกล่าวจะเกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและแก้วิกฤตอย่างยั่งยืน SCGC จึงร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่ายต่อยอดความสำเร็จด้วยการถอดบทเรียนและสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง เกิดเป็นโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” โดย น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมาว่า “เรายินดีอย่างมากที่สามารถช่วยแก้วิกฤตให้ผ่านพ้นไปได้อย่างดี แต่ก้าวสำคัญต่อไปคือการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระดับชุมชน ให้รู้วิธีจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยการสร้างให้ชุมชนในพื้นที่พึ่งพาตนเองได้ และสามารถคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิด”
“ด้วยโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ คือ ‘สร้างคน’ ให้คนในชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ‘สร้างกติกา’ เพื่อให้มีข้อตกลงการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม ‘เก็บน้ำ’ ให้สามารถกักเก็บและกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ‘เก็บข้อมูล’ เพื่อให้รู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ สามารถนำข้อมูลมาวางแผนและตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่ต้องทำงานเป็นทีม ต้องมีการวางระบบการจัดการน้ำให้เกิดการเชื่อมต่อในระดับบ้าน ชุมชน ตำบล และเมือง”
“โดย สสน.ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถรู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต และอยากเห็นประเทศไทยสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียว การเติบโตของเยาวชนไทยเป็นผู้นำที่มีจิตสาธารณะ รวมถึงการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและน้อมนำไปใช้อย่างถูกต้อง สามารถนำพาประเทศไทยก้าวไปอย่างเป็นสุขและยั่งยืน”
๐ ชี้หัวใจสำคัญคือ
การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง
“ในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การจัดการป่าต้นน้ำจากด้านบนด้วยการทำฝายนั้นไม่เพียงพอ จะต้องจัดการพื้นที่ด้านล่างด้วย หลักการคือน้ำไหลจากต้นน้ำสู่ท้ายน้ำ การเรียนรู้เหตุและผล รวมทั้งภูมิคุ้มกัน บนข้อเท็จจริงที่สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งชุมชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำต้องเข้าใจโครงสร้างการจัดการ ทำได้ด้วยตนเอง และสามารถจัดการได้โดยไม่มีการแย่งน้ำกัน โดยสสน.และเอสซีจีซีเข้าไปช่วยปรับให้แต่ละพื้นที่ซึ่งมีบริบทต่างกัน สามารถจัดการได้อย่างถูกต้อง” ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.กล่าวถึงการเข้ามาช่วยวางระบบการจัดการน้ำในชุมชน
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการจัดทำข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำของประเทศไทยที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ว่า “สสน.ได้เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (ThaiWater) รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่” พร้อมย้ำว่า “หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว”
สำหรับสถานการณ์น้ำในประเทศไทยในปัจจุบันมีความผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปจนเกิดเป็นอุทกภัยและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (Reactive) ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า (Proactive) โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง จึงจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
๐ จากป่าต้นน้ำเขายายดา
สู่พื้นที่เกษตรปลายน้ำ
“ในอดีตพื้นที่เขายายดาเคยเสื่อมโทรม พอถึงหน้าแล้งก็เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กระทบทั้งการใช้ชีวิต การทำเกษตรและรายได้ของคนในชุมชน เมื่อก่อนเราพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ทุกปีต้องคอยลุ้นว่าฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน และไม่รู้ชัดว่ามีน้ำต้นทุนอยู่เท่าไร จึงวางแผนการใช้น้ำและการทำเกษตรได้ยาก” วันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ กล่าวถึงความยากลำบากในอดีต และการแก้ปัญหาที่ผ่านมาว่า
“หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เราเริ่มรู้ว่ามีน้ำต้นทุนเท่าไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และควรจัดสรรอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งรุนแรงในปี 2562 สิ่งที่ทำให้บ้านมาบจันทร์ผ่านสถานการณ์มาได้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำสำรอง แต่คือการมีทั้งความรู้ ข้อมูล กติกา และความร่วมมือ ทุกคนช่วยกันดูแลฝาย แหล่งน้ำ และป่าต้นน้ำ วันนี้ชุมชนจึงไม่ต้องรอให้เกิดภัยแล้งแล้วค่อยแก้ แต่สามารถวางแผนใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า นี่คือภูมิคุ้มกันของชุมชน นอกจากนี้ บ้านมาบจันทร์ยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ และชุมชนอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป”
วันดี อธิบายเพิ่มว่า “แม้วันนี้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอต่อการใช้ แต่เราไม่แน่ใจว่าปีหน้าจะพอหรือไม่ ซึ่งในเรื่องการสร้างกติการ่วมกันก็คือเรามีการแยกกันใช้น้ำระหว่างน้ำในครัวเรือนกับน้ำในการเกษตร โดยเรามีการจดบันทึกการใช้น้ำในครัวเรือนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมว่ามีปริมาณเท่าไร แต่ละครัวเรือนห้ามใช้เกิน 30 ยูนิต โดยทุกบ้านต้องมีถังน้ำและต้องใส่น้ำให้เต็ม และเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายนจะมีการเปิด-ปิดน้ำตามเวลาเพื่ออยู่ในโหมดประหยัดน้ำ ถ้าครัวเรือนใดใช้เกินจะต้องเสียค่าปรับ นี่คือสิ่งที่ทุกคนในชุมชนต้องทำด้วยกัน”
“สำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดการน้ำที่มีการสำรวจและจดบันทึกไว้อย่างละเอียด เช่น ปริมาณการใช้น้ำในครัวเรือน ปริมาณการใช้น้ำเพื่อการเกษตร จำนวนบ่อน้ำ จำนวนลำคลอง ฯลฯ นอกจากจะเป็นประโยชน์ในวันนี้แล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในอนาคต จึงต้องการให้เยาวชนรุ่นหลังมานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้ เรายังมีสวนทุเรียนที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชน และยังเป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีกด้วย”
บุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวถึงการจัดการน้ำในชุมชนบ้านหัวทุ่งว่า “ในอดีตบ้านหัวทุ่งเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจึงทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว แต่หลังจากเรียนรู้และปรับใช้แนวทาง ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน”
”ดังนั้น ในปัจจุบันเรามีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สามารถสนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น เพราะวันนี้เราสามารถวางแผนการจัดการน้ำได้ สำหรับท้องถิ่น เรากำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ การพัฒนาแผนน้ำตำบลระยะ 3 ปี และการสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต”
จากการสานพลังภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคชุมชน พร้อมเครือข่ายต่างๆ ช่วยแก้ไขวิกฤตที่เป็นโจทย์ใหญ่ในอดีตของชุมชน ให้กลับกลายเป็นตัวอย่างที่สร้างผลลัพธ์อย่างน่าทึ่งในวันนี้ และโอกาสที่ดีในวันข้างหน้า ./


