xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นในโรงเรียน เราจะสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในเด็กอย่างไร / กฤษณ์ รุยาพร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบครัว ครู หรือโรงเรียน
คำถามที่สังคมมักถามคือ “เกิดอะไรขึ้น?” “ทำไมเด็กคนหนึ่งจึงไปถึงจุดนั้น?”
“โรงเรียนและครอบครัวจะป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?”

แน่นอนว่า ความรุนแรงเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่มีสาเหตุเดียว และไม่ควรอธิบายว่าเกิดจากการขาดทักษะใดทักษะหนึ่งเพียงอย่างเดียว การป้องกันต้องอาศัยหลายกลไกร่วมกัน ทั้งครอบครัว โรงเรียน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้เชี่ยวชาญ และมาตรการด้านความปลอดภัย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจต้องกลับมาถามคำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า ก่อนที่ความรุนแรงภายนอกจะเกิดขึ้น เราได้ช่วยให้เด็กมีเครื่องมือจัดการกับโลกภายใของตัวเองมากพอหรือยัง? เด็กคนหนึ่งรู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังโกรธ? เมื่อถูกปฏิเสธ เขามองเห็นทางเลือกอื่นหรือไม่? เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว เขารู้หรือไม่ว่าจะไปหาใคร? เมื่อเกิดความขัดแย้ง เขารู้วิธีพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกับคนอื่นหรือไม่? และเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขากล้าขอความช่วยเหลือหรือไม่?

นี่คือบริบทที่แนวคิด Inner Development Guide (IDG) สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มได้ IDG ไม่ใช่เครื่องมือทำนายว่าใครจะก่อความรุนแรง และไม่ใช่สิ่งทดแทนระบบความปลอดภัยหรือการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

แต่เป็นกรอบในการพัฒนาความสามารถภายในของมนุษย์ ที่นำมาเกื้อหนุนให้เด็กรู้จักตนเอง คิดอย่างรอบด้าน เชื่อมโยงกับผู้อื่น ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเลือกลงมือทำอย่างสร้างสรรค์ 
อธิบายง่ายๆ ผ่าน 5 มิติได้ว่า
Being — รู้จักและดูแลตัวเอง
Thinking — หยุดคิดและมองเห็นทางเลือก
Relating — เข้าใจและเชื่อมโยงกับคนอื่น
Collaborating — พูดคุยและร่วมมือกันแก้ปัญหา
Acting — กล้าลงมือทำในสิ่งที่ควรทำ

ทั้ง 5 ด้านนี้อาจเปรียบได้กับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันจากภายใน” หรือ Inner Safety ให้กับเด็ก

1. Being — รู้จักตัวเอง
ก่อนที่อารมณ์จะควบคุมเรา ก่อนความรุนแรงจะปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรม
ภายในมนุษย์มักมีบางสิ่งเกิดขึ้นก่อน อาจเป็นความโกรธ ความกลัว ความเสียใจ ความน้อยใจ ความอับอาย ความรู้สึกถูกปฏิเสธ หรือความโดดเดี่ยว

ปัญหาคือ บางครั้งเด็กอาจกำลังเผชิญคลื่นอารมณ์เหล่านี้ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร และไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร Being จึงเริ่มจากทักษะพื้นฐานมาๆ คือ  “รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นข้างในตัวเรา” เด็กควรสามารถหยุดและถามตัวเองได้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร?” “อะไรทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้?” “ความโกรธของฉันกำลังแรงขึ้นหรือเปล่า?” “ร่างกายของฉันกำลังบอกอะไร?” “ฉันต้องทำอย่างไรให้ตัวเองสงบลงก่อน?”

นี่คือ Self-Awareness ในภาษาง่ายๆ รู้ทันตัวเอง ก่อนที่อารมณ์จะพาเราไปทำสิ่งที่อาจเสียใจภายหลัง การสอน Being ไม่ใช่การบอกเด็กว่า “ห้ามโกรธ”
เพราะความโกรธ ความกลัว และความเสียใจเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งสำคัญกว่าคือการช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า “ฉันโกรธได้ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นเพราะความโกรธของฉัน”

2. Thinking — หยุดคิด ก่อนที่จะตอบโต้
เมื่อมนุษย์อยู่ในอารมณ์รุนแรง โลกในความคิดอาจแคบลง เรื่องหนึ่งอาจถูกมองเป็นเรื่องทั้งหมด ความผิดหวังครั้งหนึ่งอาจถูกตีความว่า “ชีวิตฉันไม่มีทางดีขึ้น”

การถูกเพื่อนปฏิเสธอาจกลายเป็น “ไม่มีใครชอบฉัน” การถูกตำหนิอาจกลายเป็น “ทุกคนเกลียดฉัน”

Thinking จึงไม่ใช่เพียงความฉลาดทางวิชาการ แต่หมายถึงความสามารถในการหยุด คิดให้รอบ มองจากหลายมุม และเห็นว่าชีวิตยังมีทางเลือกอื่น
เด็กควรได้ฝึกถามตัวเองว่า  “สิ่งที่ฉันกำลังคิดเป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่า?” “อีกฝ่ายอาจกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร?” “ถ้าฉันทำสิ่งนี้ ผลจะเกิดอะไรขึ้น?” “พรุ่งนี้ฉันจะยังคิดแบบเดียวกันไหม?”

และคำถามที่สำคัญมากคือ “ยังมีทางเลือกอื่นอีกไหม?” Thinking จึงช่วยสร้างช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่าง ความรู้สึก กับ การกระทำ จาก Reaction — ตอบโต้ทันที ไปสู่ Reflection — หยุดและคิด และสุดท้ายคือ Choice — เลือกการกระทำที่ดีกว่า ช่องว่างเล็กๆ นี้อาจมีความหมายอย่างมากในช่วงเวลาวิกฤต

3. Relating — ทำให้เด็กรู้ว่า “ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”
Relating เป็นมิติที่มักสับสนกับ Collaborating แต่จริงๆ แล้วแตกต่างกันอย่างสำคัญ Relating คือเรื่องของ “ความสัมพันธ์” คำถามสำคัญของ Relating คือ “ฉันมองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้าหรือไม่?” เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกของเพื่อนได้หรือไม่? เมื่อเพื่อนเงียบผิดปกติ เราสังเกตเห็นไหม? เมื่อเพื่อนถูกล้อ เรารู้สึกถึงความเจ็บปวดของเขาหรือไม่?

เมื่อคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา เรายังเคารพเขาในฐานะมนุษย์ได้หรือไม่?
และในอีกด้านหนึ่ง เด็กเองต้องรู้สึกด้วยว่า “มีคนเห็นฉัน” “มีคนฟังฉัน”
“มีคนที่ฉันไว้ใจได้” “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”

นี่คือหัวใจของ Empathy, Connectedness และ Compassion บางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการคนที่มีคำตอบให้ทุกเรื่อง เขาอาจต้องการเพียงผู้ใหญ่หรือเพื่อนสักคนที่สามารถนั่งอยู่ข้างๆ และพูดว่า “เล่าให้ฟังได้นะ ฉันพร้อมฟัง”

โรงเรียนที่สร้าง Relating ได้ดี จึงไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่เด็กมีเพื่อนจำนวนมาก
แต่เป็นโรงเรียนที่เด็กสัมผัสได้ว่า “เมื่อฉันมีปัญหา ฉันยังมีใครบางคน”
Relating จึงเป็นการสร้าง สายสัมพันธ์และความไว้วางใจ — Relationship &
Trust

4. Collaborating — เมื่อมีปัญหา เราไม่จำเป็นต้องแก้คนเดียว
ถ้า Relating คือ “ฉันเข้าใจเธอ และเธอไม่ได้อยู่คนเดียว” Collaborating คือขั้นต่อไปว่า “เมื่อเรามีปัญหา เราจะช่วยกันทำอะไรได้บ้าง?”

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ Relating = สร้างความสัมพันธ์ Collaborating = ใช้ความสัมพันธ์นั้นมาร่วมกันแก้ปัญหา เด็กต้องเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา เขาไม่ได้มีเพียงสองทางเลือกคือ เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หรือ ระเบิดออกมา แต่มีทางเลือกที่สามคือ “พูดออกมา แล้วช่วยกันหาทางออก”

ถ้าเด็กถูกกลั่นแกล้ง เขาสามารถบอกเพื่อน ครู หรือผู้ปกครองได้ ถ้าเพื่อน2คนทะเลาะกัน ก็มีคนกลางช่วยเปิดพื้นที่ให้ทั้ง2ฝ่ายพูดและฟังกันได้ ถ้าครูสังเกตเห็นว่าเด็กคนหนึ่งเปลี่ยนไป ครูไม่จำเป็นต้องแบกรับปัญหานั้นเพียงคนเดียว แต่สามารถประสานครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง และระบบดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม

Collaborating จึงหมายถึงการสร้างวัฒนธรรมความคิดว่า “ปัญหาของเด็กคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของเด็กคนนั้นเพียงคนเดียว” ครอบครัว เพื่อน ครู โรงเรียน และระบบสนับสนุนสามารถร่วมกันเป็น Safety Net ให้กับเด็ก

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Relating และ Collaborating ชัดที่สุด
Relating สร้าง Trust — ความไว้วางใจ
Collaborating เปลี่ยน Trust ให้เป็น Solution — ทางออกร่วมกัน
ถ้าไม่มี Relating เด็กอาจไม่ไว้ใจใครมากพอที่จะเล่าปัญหา

แต่ถ้ามี Relating โดยไม่มี Collaborating แม้เด็กจะเล่าปัญหาออกมาแล้ว
ก็อาจไม่มีใครรู้ว่าจะช่วยกันทำอะไรต่อ ดังนั้น โรงเรียนต้องมีทั้ง ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และระบบความร่วมมือที่ทำงานได้จริง

5. Acting — กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ก่อนที่จะสายเกินไป
สุดท้าย การรู้จักตัวเอง คิดเป็น เข้าใจผู้อื่น และร่วมมือกัน ก็ยังไม่เพียงพอหากไม่เปลี่ยนไปสู่การกระทำ

Acting คือ ความสามารถและความกล้าที่จะลงมือทำสิ่งที่ควรทำ แม้สิ่งนั้นอาจไม่ง่าย สำหรับเด็ก Courage หรือความกล้า ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำเรื่องยิ่งใหญ่

ความกล้าอาจเป็นการพูดว่า “ครูครับ ผมไม่ไหวแล้ว” ความกล้าอาจเป็นการบอกพ่อแม่ว่า “หนูมีเรื่องที่อยากให้ช่วย” ความกล้าอาจเป็นการเดินไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่คนเดียวแล้วถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า?” ความกล้าอาจเป็นการไม่ร่วมวงกลั่นแกล้งเพื่อน หรือเมื่อเห็นสัญญาณอันตราย

ความกล้าอาจหมายถึงการรีบบอกผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ แทนที่จะเก็บเป็นความลับ โรงเรียนจึงควรทำให้ Help-Seeking — การขอความช่วยเหลือ เป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับ

เด็กไม่ควรรู้สึกว่า “คนเก่งต้องจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง” แต่ควรเรียนรู้ว่า
“การรู้ว่าเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ คือความเข้มแข็งและความรับผิดชอบรูปแบบหนึ่ง”

๐ จาก 5 IDG สู่ Inner Safety ในโรงเรียน

หากนำทั้ง 5 Dimensions มาเรียงเป็นเส้นทางง่าย ๆ
เราอาจเห็นภาพเด็กคนหนึ่งที่กำลังโกรธมากว่า
Being
“ฉันรู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังโกรธมาก”

Thinking
“ฉันหยุดก่อน สิ่งที่ฉันกำลังจะทำอาจมีผลตามมา และฉันยังมีทางเลือกอื่น”

Relating
“ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนที่ฉันไว้ใจและพร้อมฟังฉัน”

Collaborating
“ฉันเล่าปัญหาออกมา และเราช่วยกันหาทางออกได้”

Acting
“ฉันเลือกขอความช่วยเหลือและลงมือทำในทางที่ปลอดภัยกว่า”

นี่คือสิ่งที่อาจเรียกว่า Inner Safety — ความปลอดภัยที่เริ่มจากภายใน
การสร้าง Inner Safety ไม่ได้หมายความว่า โรงเรียนจะไม่มีความโกรธ
ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการทะเลาะ หรือไม่มีเด็กที่กำลังเผชิญปัญหาหนัก
แต่หมายความว่า เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เด็กมีความสามารถมากพอที่จะจัดการอารมณ์ → การตระหนักรู้ → การคิด → ความสัมพันธ์ → ความร่วมมือ → การกระทำที่สร้างสรรค์ แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์เดินทางตรงไปสู่ความรุนแรง


๐ จาก Inner Safety สู่ School Safety Ecosystem

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรผลักภาระทั้งหมดไปที่เด็กว่า เด็กต้อง “พัฒนาตัวเอง” เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใหญ่และทั้งระบบ ดังนั้น IDG ควรถูกนำมาใช้ไม่ใช่เฉพาะกับนักเรียน แต่รวมถึง ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และบุคลากรทุกคนในโรงเรียน
Being ทำให้เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของตนเองและเด็ก Thinking ทำให้เราไม่รีบด่วนตัดสินเด็กจากพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว Relating ทำให้เกิดความไว้วางใจจนเด็กกล้าเล่าเรื่องยาก Collaborating ทำให้ครู ผู้ปกครอง และระบบช่วยเหลือสามารถทำงานร่วมกัน และ Acting ทำให้เมื่อเห็นสัญญาณอันตราย เราไม่เพิกเฉย แต่ลงมือดำเนินการอย่างเหมาะสม

เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียง “ทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงอีก” แต่ควรขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า “เราจะสร้างโรงเรียนแบบใด ที่เด็กทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีคนรับฟัง มีทางเลือก และมีคนพร้อมช่วยเหลือ ก่อนที่ปัญหาจะเดินทางไปถึงจุดวิกฤต?”

โรงเรียนไม่ควรเป็นเพียง Safe Place แต่ควรสร้าง Safe People เรามักลงทุนกับความปลอดภัยภายนอก เช่น กฎ ระเบียบ ระบบรักษาความปลอดภัย และมาตรการต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดมีความสำคัญ แต่ความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งคือการสร้าง Safe People เด็กที่รู้จักตัวเอง เด็กที่จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น เด็กที่คิดก่อนตอบโต้ เด็กที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เด็กที่กล้าพูดเรื่องยาก เด็กที่รู้จักร่วมมือแก้ปัญหา และเด็กที่รู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ พร้อมกับการสร้าง
Safe Teachers — ครูที่เด็กกล้าเข้าหา
Safe Relationships — ความสัมพันธ์ที่ไม่ตัดสินกัน
Safe Conversations — พื้นที่ที่เรื่องยากสามารถถูกพูดออกมาได้
Safe System — ระบบที่เมื่อเด็กส่งสัญญาณแล้ว มีคนรับฟัง ประเมิน ประสาน และดำเนินการต่ออย่างจริงจัง

นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนกำลังชวนให้สังคมหันกลับมามอง เราอาจไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้
แต่เราสามารถช่วยกันสร้างความสามารถภายในและระบบความสัมพันธ์รอบตัวเด็ก เพื่อให้เมื่อชีวิตพาเขาไปพบกับความโกรธ ความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว
หรือความสิ้นหวังเขายังมองเห็น “ทางเลือกอื่น” ยังมองเห็น “คนที่พร้อมฟัง”
และยังรู้ว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องผ่านเรื่องนี้เพียงลำพัง”

นี่คือมิติที่ Inner Development Guide : IDG น่าจะมีความหมายต่อการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะการศึกษาที่ดีอาจไม่ใช่เพียงการเตรียมเด็กให้สอบผ่าน

แต่คือการเตรียมมนุษย์คนหนึ่งให้สามารถอยู่กับตัวเองอย่างรู้เท่าทัน คิดอย่างรอบด้าน เชื่อมโยงกับผู้อื่นด้วยความเป็นมนุษย์ ร่วมมือกันแก้ปัญหา และกล้าลงมือสร้างทางเลือกที่ดีกว่า


โดย - กฤษณ์ รุยาพร CEO, IDG Asia Pacific Innovation Center Hub
Co-Founder, University of Happiness – IDG Global Living Lab