ทุกครั้งที่เกิดเหตุกราดยิงหรือเหตุความรุนแรงร้ายแรง สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกันคือการทำงานของสื่อ ข่าวด่วนปรากฏบนหน้าจอ ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ การถ่ายทอดสดเริ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ผู้เห็นเหตุการณ์ และสื่อสังคมออนไลน์หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเช่นนี้ สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาสามารถช่วยให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ลดความสับสน และสกัดข่าวลือได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การรายงานที่เร่งรีบ ผิดพลาด หรือขาดความระมัดระวัง ก็อาจสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์เดิมได้เช่นกัน
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ใครรายงานได้เร็วที่สุด” แต่ควรถามด้วยว่า “อะไรคือข้อมูลที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้ และอะไรคือข้อมูลที่แม้สื่อจะรู้ ก็อาจยังไม่ควรเปิดเผยในเวลานั้น”
ในโลกข่าวปัจจุบัน สำนักข่าวไม่ได้แข่งขันกันเองเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกับเพจข่าว ผู้เห็นเหตุการณ์ และประชาชนทั่วไปที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือ ความเร็ว ยอดชม ยอดแชร์ และยอดคลิกจึงมีอิทธิพลต่อการทำข่าวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “ความเร็ว” ค่อย ๆ มีความสำคัญมากกว่า “ความถูกต้อง”
ข่าวทั่วไปที่รายงานผิดอาจแก้ไขได้ภายหลัง แต่ความผิดพลาดระหว่างเหตุรุนแรงอาจส่งผลทันทีต่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ และบุคคลที่ถูกกล่าวถึง การนำข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาเผยแพร่โดยไม่ตรวจสอบ หรือการนำคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์มาเสนอเป็นข้อเท็จจริง อาจสร้างความสับสนในช่วงเวลาที่สังคมต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด ดังนั้น การบอกประชาชนว่า “ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลดังกล่าวได้” อาจเป็นการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบมากกว่าการรีบรายงานเพื่อให้ทันสำนักข่าวอื่น
อีกประเด็นสำคัญคือ สื่อต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิ่งที่ประชาชนอยากรู้” กับ “สิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้” เพราะสองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ผู้คนย่อมอยากรู้ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ มีประวัติอย่างไร ใช้อะไรในการก่อเหตุ หรือมีเรื่องราวเบื้องหลังอย่างไร แต่การที่ข้อมูลเหล่านี้ได้รับความสนใจ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจำเป็นต้องถูกนำเสนอทั้งหมด หรือจำเป็นต้องถูกนำเสนอทันที โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งบุคคล การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้อง
ก่อนเผยแพร่ สื่อจึงควรถามอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนี้ตรวจสอบแล้วหรือไม่ ประชาชนจำเป็นต้องรู้ตอนนี้จริงหรือไม่ และการเผยแพร่จะสร้างผลกระทบต่อใครบ้าง แม้ข้อมูลบางอย่างจะเป็นความจริง แต่หากเปิดเผยในเวลาที่ไม่เหมาะสมก็อาจสร้างความเสียหายได้เช่นกัน โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของผู้ก่อเหตุ สื่อมีหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์ แต่ควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็น “ตัวละครหลัก” ของโศกนาฏกรรม หากชื่อ ภาพ ประวัติ หรือคำพูดของผู้ก่อเหตุถูกนำเสนอ ซ้ำ ๆ จนผู้คนจดจำผู้ก่อเหตุได้มากกว่าผู้ได้รับผลกระทบ การรายงานข่าวอาจกำลังเพิ่มพื้นที่ให้กับผู้ก่อเหตุโดย ไม่ตั้งใจ นี่ไม่ได้หมายความว่าสื่อควรปิดบังข้อเท็จจริง แต่หมายถึงการเลือก “น้ำหนัก” ของข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ หากสามารถรายงานข้อมูลได้ครบถ้วนโดยไม่สร้างชื่อเสียงให้ผู้ก่อเหตุเกินความจำเป็น นั่นย่อมเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา
ขณะเดียวกัน ผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะแหล่งข่าว เพราะสำหรับพวกเขา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ “ข่าว” แต่คือเหตุการณ์จริงในชีวิต คำถามที่นักข่าวมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือภาพที่สื่อมองว่าช่วยเพิ่มพลังทางอารมณ์ให้ข่าว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมผู้ที่กำลังเผชิญความสูญเสีย และการที่เราสามารถถ่ายภาพหรือสัมภาษณ์ใครได้ ไม่ได้หมายความว่าเราควรทำทุกครั้ง และการได้ข้อมูลมา ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องนำมาใช้ทั้งหมด นี่คือพื้นที่ระหว่าง “สิ่งที่ทำได้” กับ “สิ่งที่ควรทำ” ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจริยธรรมสื่อ
อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ควรถูกฝากไว้กับผู้สื่อข่าวภาคสนามเพียงคนเดียว เพราะพวกเขาต้องทำงานภายใต้แรงกดดันด้านเวลา การแข่งขัน และความต้องการของกองบรรณาธิการ ดังนั้น จริยธรรมควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงาน ไม่ใช่ภาระของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
สำนักข่าวควรมีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการรายงานเหตุรุนแรง เช่น ข้อมูลประเภทใดต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ ภาพแบบใดไม่ควรเผยแพร่ เมื่อใดควรหยุดการถ่ายทอดสด และควรดูแลเด็ก ผู้เสียหาย และครอบครัวอย่างไร ที่สำคัญคือหลักเกณฑ์เหล่านี้ต้องถูกนำไปใช้จริงในห้องข่าว
ในยุคออนไลน์ ข่าวไม่ได้จบลงหลังออกอากาศ เพราะภาพและคลิปสามารถถูกแชร์ ตัดต่อ และเผยแพร่ซ้ำได้อีกหลายปี ข้ออ้างว่า “คนอื่นโพสต์กันหมดแล้ว” จึงไม่ควรเป็นเหตุผลเพียงพอในการนำข้อมูลมาเผยแพร่ซ้ำ เพราะเมื่อสำนักข่าวนำข้อมูลนั้นมาเสนอ ย่อมเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงให้กับข้อมูลดังกล่าว
ท้ายที่สุด เหตุกราดยิงมีความน่าตกใจอยู่แล้วในตัวของมันเอง สื่อไม่จำเป็นต้องทำให้เหตุการณ์น่ากลัวขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชม สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าคือการช่วยให้สังคมเข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ระบบมีช่องว่างตรงไหน ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการช่วยเหลืออย่างไร และสังคมจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร แทนที่จะถามเพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นอีก” สื่ออาจต้องถามให้มากขึ้นว่า “เหตุการณ์นี้กำลังบอกอะไรกับสังคม”
เพราะข่าวที่ดีไม่ควรทำหน้าที่เพียงทำให้คนตกใจ แต่ควรทำให้คนเข้าใจ เสรีภาพของสื่อมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่เสรีภาพนั้นจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเดินคู่กับความรับผิดชอบ ในวันที่ข่าวเกี่ยวข้องกับชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความเป็นมืออาชีพของสื่ออาจไม่ได้วัดจากจำนวนข้อมูลที่สามารถนำเสนอได้ทั้งหมด แต่อาจวัดจากความสามารถในการแยกให้ออกว่า อะไรควรรายงาน อะไรควรรอ และอะไรที่แม้จะเป็นความจริง ก็ไม่จำเป็นต้องถูกนำเสนอในทุกเวลาและทุกวิธี
เพราะบางครั้ง การตัดสินใจ “ไม่เผยแพร่บางสิ่ง” ไม่ได้หมายความว่าสื่อกำลังทำหน้าที่น้อยลง หากแต่อาจเป็นช่วงเวลาที่สื่อกำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่างรับผิดชอบที่สุด
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ณชรต อิ่มณะรัญ อาจารย์วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ./


