xs
xsm
sm
md
lg

ปฏิรูปสภาบัญชีไทย ยกมาตรฐานบริการ พร้อมหนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ สู่ยุค AI

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชี ประจำปี 2569 ที่จะมีขึ้น ในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 09.00 - 16.00 น.จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ (e-Voting) เต็มรูปแบบ โดยหนึ่งในรายชื่อผู้สมัครทีมเต็งชิงชัยบริหารสภาฯ กลุ่มหมายเลข 2 มี นายวรวิทย์ เจนธนากุล อดีตนายกสภาวิชาชีพบัญชี วาระปี 2563-2566 ที่นำทีมงานมากับคอนเซ็ปต์ "เชื่อมั่น ช่วยกัน เชื่อมโยง" เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ช่วยกันทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน

"วรวิทย์" นำหลักปรัชญาที่ยึดถือในการทำงานภาคธุรกิจมาปรับใช้กับสภาวิชาชีพบัญชี นั่นคือ การทำสิ่งใดต้องคิดถึงประโยชน์สามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศชาติ วิชาชีพ และสมาชิก เขามองว่านักบัญชี คือ ผู้จดบันทึกและใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและความอยู่รอดของกิจการ นักบัญชีที่ดีจึงไม่ใช่แค่ผู้บันทึกตัวเลข แต่เป็นผู้ที่ช่วยชี้ทางให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ทีมเบอร์ 2 ภายใต้การนำของวรวิทย์ มีทีมงานที่ผสมผสานทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารระดับสูง และคนรุ่นใหม่ ต่างประสบการณ์ แต่มีเป้าหมายเดียวกัน 3 ข้อ คือ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ช่วยกันทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน

สำหรับ 5 นโยบายที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (วาระปี 2569-2572) คือ เปิดพื้นที่ให้นักบัญชีทุกภูมิภาคมีบทบาทและส่วนร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีอย่างแท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ส่วนกลาง ปฏิรูปการบริหารและการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้สมาชิกโดยตรง เช่น การนำค่าธรรมเนียมสมาชิกมาเป็นส่วนลดในการเข้าอบรม CPD และการยื่น CPD แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านเอกสารของนักบัญชีที่ต้องรักษาสถานะใบอนุญาตในแต่ละปี กำหนดมาตรฐานบริการวิชาชีพและค่าบริการขั้นต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคม สร้างศูนย์องค์ความรู้ (Knowledge Center) เพื่อร่วมกับสมาชิกในการพัฒนาและแบ่งปันความรู้ รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับงานบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมฐานความรู้ทางบัญชี ภาษี และวิชาชีพ พร้อมระบบค้นหา Case Study แบบฟอร์ม Working Paper และเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงาน และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ปรับบทบาทสภาวิชาชีพบัญชีให้ทำงานเชิงรุก ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งรับ

วรวิทย์ เล่าว่า “อย่างนโยบายค่าบริการขั้นต่ำที่เราจะเร่งดำเนินการ เกิดจากปัญหาสำนักงานบัญชีและนักบัญชีอิสระตัดราคากันเอง ซึ่งกระทบทั้งนักบัญชีรายเล็กที่ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่เลือกจากราคาถูกแล้วอาจได้งานไม่ครบถ้วน ถูกทิ้งงาน หรือมีภาระภาษีย้อนหลัง เราจึงต้องแก้ปัญหาควบคู่กันหลายด้าน ทั้งสร้างมาตรฐานบริการ ให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเลือกนักบัญชี และยกระดับคุณภาพผู้ทำบัญชี เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนการแข่งขันจาก ‘ราคาถูกกว่า’ ไปสู่ ‘บริการดีกว่า’ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักบัญชีรายเล็กและสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก”

วรวิทย์ มองว่า นโยบายข้างต้นนี้จะเป็นปัจจัยในการช่วยให้สมาชิกทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักบัญชีในองค์กรและสำนักงานบัญชี/สอบบัญชีขนาดเล็กที่ขาดงบลงทุนระบบหรือทีมไอที สภาฯ จึงควรเข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานและพัฒนาฝีมือทันยุคเทคโนโลยี

นโยบายเหล่านี้ อยู่บนพื้นฐานของการตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่วิชาชีพบัญชีไทยกำลังเผชิญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวน จากต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง RPA และ AI ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักบัญชีจากผู้บันทึกข้อมูลซ้ำๆ ไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การมีศูนย์องค์ความรู้และการปฏิรูปการบริการของสภาฯ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมาชิกทุกคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน