โครงการ “ไม่เทรวม” อุดรอยรั่วและแก้ไขความล้มเหลวของระบบถังขยะหลากสีในอดีต จะเกิดผลลัพธ์ทรงประสิทธิภาพกว่านี้ และ “ถังขยะหลากสี” ก็ไม่ถูกเทรวม ถ้ามี พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะเป็นแนวทางยกระดับสู่ความยั่งยืน ผ่านระบบการจัดการระดับชาติที่มีกฎหมายคุ้มครองและมีงบประมาณสนับสนุนมหาศาล
โครงการ "ไม่เทรวม" ของ กทม.มีจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการใน เดือนกันยายน พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022) ถือกำเนิดขึ้นภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เพื่อแก้ปัญหา "ถังขยะหลากสีล้มเหลว" และระบบรถขยะที่เคยเทรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันในอดีต
จากข้อมูลแผนปฏิบัติราชการล่าสุดของ กทม. โครงการไม่เทรวม สามารถดักจับและแยกขยะเศษอาหารออกจากระบบได้เฉลี่ยสูงถึง 523.7 ตันต่อวัน และมีภาคครัวเรือนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ "บ้านนี้ไม่เทรวม" แล้วมากกว่า 640,000 หลังคาเรือน ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่จะไปสู่หลุมฝังกลบ และช่วยเมืองประหยัดงบประมาณได้มหาศาล
สรุปความเชื่อมโยงและความแตกต่างที่ทำให้ "ไม่เทรวม" ประสบความสำเร็จมากกว่าระบบถังขยะหลากสีแบบเดิม มีดังนี้
1. ไม่เทรวม "แก้ปม" ถังขยะหลากสีที่เคยล้มเหลว
•อดีต (ถังขยะหลากสี): ล้มเหลวเพราะระบบขนส่งไม่รองรับ ประชาชนแยกขยะใส่ถังสีเขียว สีเหลือง สีน้ำเงินอย่างดี แต่พอรถขยะมาถึงกลับ เทรวมขยะทุกสีลงท้ายรถคันเดียวกัน ทำให้คนหมดกำลังใจและเลิกแยก
•ปัจจุบัน (ไม่เทรวม): กทม. เปลี่ยนวิธีคิดโดยทำการดัดแปลงรถขยะให้มี "ช่องกั้นแยก" หรือจัดรอบรถสำหรับวิ่งเก็บขยะเศษอาหารแยกต่างหากจากขยะทั่วไป ประชาชนจึงเห็นชัดเจนว่า "ต้นทางแยก ปลายทางก็แยกจริง ไม่เทรวมแน่นอน"
2. เปลี่ยนจุดโฟกัสจาก "สีถังขยะ" มาเป็น "ประเภทถุง" ในระดับครัวเรือน
ในพื้นที่สาธารณะ ถังขยะหลากสียังคงมีอยู่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่สำหรับโครงการ "ไม่เทรวม" ในระดับบ้านเรือน กทม. ไม่ได้บังคับให้ทุกบ้านต้องซื้อถังขยะ 4 สีราคาแพง แต่เน้นวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือ
•ขยะเศษอาหาร: ใส่ถุงสีเขียว หรือถุงใสเพื่อให้มองเห็นชัดเจน (หากลงทะเบียนในแอป กทม. มีแจกถุงขยะสีเขียวให้ฟรี)
•ขยะทั่วไป: ใส่ถุงดำตามปกติ
3. ยกระดับจาก "ขอความร่วมมือ" เป็น "กลไกราคาบังคับ"
ถังขยะหลากสีแบบเดิมตั้งอยู่เฉย ๆ ใครจะทิ้งอะไรลงไปก็ได้ไม่มีใครว่า แต่โครงการไม่เทรวมในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ถูกนำมาผูกร่วมกับ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ผ่านแอปพลิเคชัน BKK WASTE PAY
•บ้านที่แยกขยะ (ไม่เทรวม): ถ่ายรูปยืนยันผ่านแอป จ่ายค่าขยะอัตราเดิม 20 บาท/เดือน
•บ้านที่ไม่แยกขยะ (เทรวม): ต้องจ่ายค่าขยะเพิ่มขึ้น 3 เท่า เป็น 60 บาท/เดือน
•พ.ร.บ.CE หนุนบังคับใช้บทลงโทษทางกฎหมายได้จริง
อย่างไรก็ดีหากมี พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) หรือ พ.ร.บ.CE เข้ามาเสริม โครงการ "ไม่เทรวม" ของ กทม. ย่อมจะไม่เป็นเพียงโครงการแยกขยะระดับท้องถิ่น แต่จะยกระดับเป็น ระบบการจัดการระดับชาติที่มีกฎหมายคุ้มครองและมีงบประมาณสนับสนุนมหาศาล ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในปัจจุบัน และทำให้โครงการดีขึ้นใน 4 มิติหลัก
1. ปลดล็อกงบประมาณจัดซื้อ "รถขยะแยกประเภท" ครบ 100%
•ปัจจุบัน: กทม. ต้องเจียดงบประมาณตัวเองในการดัดแปลงรถขยะ หรือต่อพ่วงถังรองรับขยะเศษอาหาร ทำให้รถขยะแบบ "ไม่เทรวม" ยังมีจำนวนจำกัดและไม่ครอบคลุมทุกตรอกซอกซอย
•เมื่อมี พ.ร.บ.: กฎหมายจะมี "กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน" ที่จัดสรรงบประมาณและเทคโนโลยีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะ ทำให้ กทม. สามารถจัดซื้อรถเก็บขยะแยกประเภทคันใหม่ที่มีช่องแยกขยะอัจฉริยะมาวิ่งได้ครบทุกพื้นที่ ทลายภาพจำเรื่องรถขยะเทรวมไปได้อย่างสิ้นเชิง
2. ขยะรีไซเคิลจะมี "คนมารับซื้อถึงหน้าบ้าน" ผ่านระบบ EPR
•ปัจจุบัน: โครงการไม่เทรวมเน้นแยก "ขยะเศษอาหาร" เป็นหลัก ส่วนขยะรีไซเคิลที่ราคาต่ำ (เช่น ถุงพลาสติกใส พลาสติกยืด กล่องนม) ประชาชนแยกไว้แต่ไม่มีคนรับซื้อ รถขยะก็ต้องขนไปฝังกลบอยู่ดี
•เมื่อมี พ.ร.บ.: กฎหมายจะบังคับหลัก EPR (ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต) แบรนด์สินค้าต่างๆ ต้องตั้งจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง หรือจ่ายเงินอุดหนุนให้ระบบเก็บขน ขยะกำพร้าเหล่านี้จะมีมูลค่าขึ้นมาทันที และมีเอกชนมารับช่วงต่อจาก กทม. เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
3. เปลี่ยนจากแอปพลิเคชัน กทม. เป็น "ฐานข้อมูลขยะแห่งชาติ"
•ปัจจุบัน: การบันทึกแต้มหรือตรวจสอบข้อมูลยังจำกัดอยู่แค่ในแอปพลิเคชัน BKK WASTE PAY ของ กทม. เท่านั้น ระบบยังไม่เชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้าหรือโรงงานรีไซเคิลภายนอก
•เมื่อมี พ.ร.บ.: จะเกิดโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ ประชาชนที่คัดแยกขยะในโครงการไม่เทรวม นอกจากจะได้ลดค่าขยะจาก 60 บาทเหลือ 20 บาทแล้ว แต้มสะสมยังสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือเปลี่ยนเป็นส่วนลดค่าน้ำ-ค่าไฟระดับประเทศได้ด้วย
4. บังคับใช้บทลงโทษทางกฎหมายได้จริงจังและเท่าเทียม
•ปัจจุบัน: มาตรการเพิ่มค่าขยะเป็น 60 บาทสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน และพนักงานเก็บขยะไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการ "ปฏิเสธไม่เก็บขยะ" บ้านที่แอบเทรวม
•เมื่อมี พ.ร.บ.: พนักงานเก็บขยะจะมีกฎหมายรองรับในการติดสติกเกอร์แจ้งเตือนและ ละเว้นการจัดเก็บขยะที่ไม่แยกประเภทได้ทันที โดยที่เจ้าของบ้านไม่สามารถฟ้องร้องได้ รวมถึงมีการลงโทษปรับที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
• “ถังหลากสี” ทำไมต่างประเทศใช้แล้วเวิร์ค แต่บ้านเรายังทิ้งรวมกันอยู่ดี
ทุกวันนี้ตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ราชการในไทย เรามักจะเห็นภาพคุ้นตาของ "แก๊งถังขยะหลากสี" ตั้งเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ เขียว เหลือง น้ำเงิน แดง ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นที่แรก แต่เริ่มมาจากประเทศเยอรมนีในช่วงประมาณปี 1980-1990 หลังแนวคิดการรีไซเคิลเริ่มแพร่หลาย
ประเทศในยุโรปเริ่มใส่สีที่ฝาถัง หรือตัวถังเป็นภาษาสากล เพื่อให้คนแยกขยะได้โดยไม่ต้องอ่านตัวหนังสือยาว ๆ ก่อนที่แนวคิดนี้จะแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่นำมากำหนดมาตรฐาน 4 สีโดยกรมควบคุมมลพิษช่วงปี 2547 จนมาถึงปัจจุบัน
เมื่อประเทศอื่นเขาใช้แล้วเวิร์ค แต่ทำไมเมืองไทยยังเละตุ้มเป๊ะอยู่ดี ? คำตอบ :ความจริงแล้ว ไม่ใช่เพราะคนบ้านเขามีจิตสำนึกหรือตระหนักรู้อะไรหรอก แต่เป็นเพราะเขามีกฎหมายและระบบบังคับต่างหาก
ในประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือเยอรมนีกฎหมายเขาเอาจริง ปรับจริง ถ้าทิ้งผิดหรือไม่แยกขยะ ทางเจ้าหน้าที่จะแปะสติกเกอร์เตือน ไม่เก็บขยะให้ หรือสืบหาเจ้าของถุงเพื่อส่งใบปรับถึงบ้าน หรือมีการคิดค่าขยะตามปริมาณถุง ยิ่งสร้างขยะมากยิ่งจ่ายแพง หรือ Pay-As-You-Throw แต่ในไทยไม่มีทั้งการลงโทษคนที่ทิ้งรวม และไม่มีแรงจูงใจ (เช่น ส่วนลดค่าขยะ) ให้คนที่ตั้งใจแยกขยะ
สรุป 4 ข้อแตกต่าง สาเหตุที่ถังขยะหลากสีในไทยไม่เวิร์กเหมือนต่างประเทศ
1. ต่างประเทศมีกฎหมายปรับจริง (ไทยเน้นขอความร่วมมือ)
• ต่างประเทศ: มีมาตรการบังคับเข้มงวด เช่น ในเยอรมนี ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น หากคุณทิ้งขยะผิดถัง พนักงานจะ แปะสติกเกอร์เตือนและปฏิเสธการเก็บขยะ ทันที หรืออาจสืบหาต้นตอเพื่อส่งใบสั่งปรับเงินเข้าบ้าน
• ประเทศไทย: เน้นการรณรงค์เชิงสมัครใจและขอความร่วมมือ เมื่อทิ้งผิดถังก็ไม่มีการลงโทษใด ๆ คนจึงทิ้งตามความสะดวกของตัวเอง
2. ต่างประเทศมี "ระบบปลายทาง" ที่แยกตามสีถัง (ไทยเทรวมท้ายรถ)
• ต่างประเทศ: รถขยะจะแยกสายวิ่ง เช่น วันจันทร์เก็บขยะเศษอาหาร วันพุธเก็บขยะรีไซเคิล หรือใช้รถขยะที่มีช่องกั้นแบ่งแยกประเภทด้านในตัวรถอย่างชัดเจน ขยะแต่ละสีจึงเดินทางไปสู่โรงงานกำจัดที่ถูกต้อง
• ประเทศไทย: ภาพจำของคนไทยคือ รถขยะคันเดียวเก็บทุกถังสี แล้วนำไปเทรวมกันที่ท้ายรถเพื่อบดอัดขยะ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า "แยกไปก็ไลฟ์บอย" (แยกไปก็สูญเปล่า) และเลิกคัดแยกไปในที่สุด
3. ต่างประเทศมีระบบจ่ายเงินตามปริมาณขยะขยำ (Pay-As-You-Throw)
• ต่างประเทศ: ประชาชนต้อง ซื้อถุงขยะเฉพาะของรัฐบาล ซึ่งราคาแพง (เช่น เกาหลีใต้, ไต้หวัน) หากต้องการประหยัดเงิน ทุกคนต้องพยายามแยกขยะรีไซเคิลออกไปให้มากที่สุด เพราะขยะรีไซเคิลสามารถเอาไปหย่อนตู้หรือทิ้งในถังแยกได้ฟรี
• ประเทศไทย: ทุกบ้านจ่ายค่าธรรมเนียมขยะในราคาเหมาจ่ายรายเดือนเท่ากันหมด (อดีต 20 บาท เท่ากันทุกบ้าน) ไม่ว่าจะทิ้งมากหรือทิ้งน้อย ไม่ว่าจะแยกหรือไม่แยก จึงไม่มีแรงจูงใจทางการเงินให้คนอยากแยกขยะลงถังสี
4. ต่างประเทศดีไซน์ถังให้ทิ้งยาก (ไทยดีไซน์ถังแบบปากเปิดกว้าง)
• ต่างประเทศ: มีการออกแบบฝาถังบังคับพฤติกรรม (Nudge Design) เช่น ถังขยะพลาสติกจะเจาะรูขนาดพอดีขวดน้ำ ถังกระดาษจะเป็นช่องเสียบแบน ๆ ทำให้คนไม่สามารถยัดขยะผิดประเภทลงไปได้ง่าย ๆ
• ประเทศไทย: ถังขยะหลากสีส่วนใหญ่มีลักษณะฝาเปิดกว้างเหมือนกันทุกสี เมื่อถังขยะทั่วไป (สีน้ำเงิน) เต็ม คนก็มักจะโยนขยะทั่วไปนั้นลงถังรีไซเคิล (สีเหลือง) ที่อยู่ข้าง ๆ ทันที ขยะจึงปนเปื้อนจนรีไซเคิลไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง
• สถานการณ์ "4 ร่างกฎหมายขยะ" ในสภาปัจจุบัน
ในแวดวงนิติบัญญัติขณะนี้ ไม่ได้มีเพียงร่างฉบับประชาชนเท่านั้น แต่มีการเสนอแนวคิดเข้ามาถึง 4 ร่างขนานกัน ซึ่งกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในสภา
1. ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน): มีขอบเขตกว้างขวางที่สุด ควบคุมวัฏจักรผลิตภัณฑ์ 7 กลุ่มหลัก (เช่น บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ ขยะอาหาร ซากอีเล็กทรอนิกส์) และเสนอตั้ง "กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน" ขั้นตอนปัจจุบัน (เข้าชื่อภาคประชาชน): ทางเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน กำลังเปิดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วม ลงชื่อสนับสนุนผ่านระบบ e-Initiative ของรัฐสภา (ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD) โดยตั้งเป้าหมายขั้นต่ำที่ 10,000 รายชื่อ เพื่อสิทธิ์ในการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และตั้งเป้าหมายรวมให้ได้มากกว่า 100,000 รายชื่อเพื่อสะท้อนพลังของประชาชน
2. ร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (ฉบับกรมควบคุมมลพิษ): มุ่งเน้นบังคับหลัก EPR เจาะจงเฉพาะวัสดุบรรจุภัณฑ์ 5 ประเภท มีความพร้อมสูงในการบังคับใช้ระยะสั้น
3. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร (ฉบับพรรคประชาชน): เน้นการปฏิรูประบบการจัดเก็บขยะภาพรวมของประเทศ
4. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน (ฉบับสถาบันพระปกเกล้า): เน้นกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ขับเคลื่อน


