xs
xsm
sm
md
lg

5 Global Shocks เปลี่ยนกติกาธุรกิจเติบโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในอดีต องค์กรจำนวนมากวางแผนธุรกิจบนสมมติฐานว่า เมื่อวิกฤตผ่านพ้น โลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ประสบการณ์จากโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน การเร่งตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ได้พิสูจน์แล้วว่า "โลกกำลังเปลี่ยนกติกา"


ธุรกิจไม่ได้เผชิญวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่สงครามการค้า ห่วงโซ่อุปทาน เงินเฟ้อ พลังงาน ไปจนถึง AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โลกธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ในยุคของ VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity และ Ambiguity) อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Polycrisis หรือโลกที่วิกฤตหลายด้านเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน จนการบริหารความเสี่ยงแบบแยกส่วน ไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ แต่คือ กติกาของการเติบโต

ในบริบทนี้ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งวาระขององค์กร หากกำลังกลายเป็นกรอบคิดที่เชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยง ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตในระยะยาว คำถามของผู้บริหารจึงไม่ใช่เพียงว่า "จะรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปอย่างไร" แต่คือ "องค์กรพร้อมหรือยังสำหรับกติกาใหม่ของการเติบโต"

เมื่อพิจารณาจากรายงานขององค์กรระหว่างประเทศและสถาบันวิจัยชั้นนำ จะพบว่า ความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบันสามารถอธิบายผ่านแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง 5 ประการ หรือ 5 Global Shocks


๐ 5 Global Shocks กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจในทศวรรษหน้า

1. Geopolitical Fragmentation : ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโจทย์ของทุกธุรกิจ

ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรัฐบาลหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ การกีดกันทางการค้า และการควบคุมเทคโนโลยี ทำให้องค์กรทั่วโลกต้องทบทวนห่วงโซ่อุปทานและยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่

แนวคิดอย่าง Friend-shoring, Near-shoring และ China Plus One สะท้อนว่า การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ความไม่แน่นอน สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส หากสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน ประเทศไทยอาจกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคได้

2. Climate & Nature Crisis : สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลกระทบต่อการผลิต เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน นักลงทุนและประเทศคู่ค้า ก็ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านคาร์บอน การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมชาติมากขึ้น

ความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นเพียง "สิ่งที่ควรทำ" แต่เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาด เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ สำหรับประเทศไทย การลงทุนในพลังงานสะอาด การจัดการทรัพยากรน้ำ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อกระแสโลก หากเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

3. AI & Technological Disruption : AI เปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ

การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หากกำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และวิธีสร้างคุณค่าขององค์กร จากเดิมที่ธุรกิจแข่งขันกันด้วยขนาด เงินลงทุน หรือกำลังการผลิต ความได้เปรียบกำลังเคลื่อนมาสู่ความสามารถในการใช้ข้อมูล ความรู้ และนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความท้าทายสำคัญคือการกำกับดูแลการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความโปร่งใส การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการลดอคติของอัลกอริทึม เพราะในยุค AI ความไว้วางใจอาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร ความยั่งยืนจึงไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีให้มากที่สุด แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจควบคู่กับความเชื่อมั่นของสังคม

4. Economic Volatility & Supply Chain Shift : ความยืดหยุ่นสำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพ

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและเชื่อมโยงกัน ทั้งเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า การไล่ตามต้นทุนต่ำที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบเพียงข้อเดียวอีกต่อไป

ธุรกิจจำนวนมากจึงหันมาลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการกระจายฐานการผลิต การสร้างซัพพลายเออร์สำรอง และการใช้ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยง แนวคิดเรื่อง Resilience จึงมีความสำคัญไม่แพ้ Efficiency เพราะระบบที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด อาจไม่ใช่ระบบที่รับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด ความยั่งยืนในบริบทนี้จึงหมายถึงการออกแบบธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ แม้โลกจะยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง

5. Demographic & Workforce Transformation : ความยั่งยืนของธุรกิจเริ่มต้นจากผู้คน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลอย่างลึกซึ้ง คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

หลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่จำนวนแรงงานวัยทำงานลดลง รวมถึงประเทศไทย ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการขาดแคลนแรงงาน แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะ รูปแบบการทำงาน และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจึงมีความสำคัญกว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้น การพัฒนาทักษะใหม่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะและการเติบโตของบุคลากร จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล

แนวคิด Human Sustainability จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ศักยภาพของผู้คนในการใช้เทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และนำพาองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง


๐ เมื่อความยั่งยืน กลายเป็นกรอบคิดในการตัดสินใจ

เมื่อมองทั้ง 5 Global Shocks ร่วมกัน จะเห็นว่าความท้าทายที่ธุรกิจกำลังเผชิญไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือการเปลี่ยนแปลงของกำลังแรงงาน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ แต่คือ "กติกาของการเติบโต"

นั่นทำให้ "ความยั่งยืน" ไม่อาจถูกมองเป็นอีกหนึ่งโครงการขององค์กร หรือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น กรอบคิดในการตัดสินใจทางธุรกิจที่เชื่อมโยงการเติบโต การบริหารความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันเข้าไว้ด้วยกัน

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน การใช้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะของคนและความไว้วางใจของสังคม การบริหารห่วงโซ่อุปทานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโลจิสติกส์ แต่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของธุรกิจ ทุกประเด็นกำลังหลอมรวมเป็นโจทย์เดียวกัน คือ องค์กรจะเติบโตอย่างไรในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

ในบริบทนี้ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDGsจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกรอบการพัฒนาระดับโลก แต่เป็น Framework ที่ช่วยให้องค์กรมองเห็นความเชื่อมโยงของมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบ การรับมือกับ 5 Global Shocks จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นรายเรื่อง หากเป็นการออกแบบการเติบโตที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับคุณค่าต่อผู้คนและโลกในระยะยาว

๐ Human Sustainability เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาส

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลกคือ Human Sustainability เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หัวใจของการเปลี่ยนผ่านยังคงเป็น "ผู้คน" องค์กรที่สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ พัฒนาทักษะใหม่ ส่งเสริมสุขภาวะ และเปิดโอกาสให้บุคลากรเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาส ได้มากกว่าองค์กรที่มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ความท้าทายทั้ง 5 ประการยังมีอีกลักษณะร่วมกัน คือ ไม่มีองค์กรใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาทักษะแรงงาน การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ หรือการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

ในโลกที่ปัญหามีลักษณะเชื่อมโยงกัน Collaborationจึงไม่ได้เป็นเพียงแนวทางการทำงาน แต่กำลังกลายเป็น ความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ องค์กรที่สร้างความร่วมมือได้ จะมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม แบ่งปันองค์ความรู้ และเร่งการเปลี่ยนผ่านได้รวดเร็วกว่าการพยายามแข่งขันเพียงลำพัง

๐ จาก Shock สู่ Shift

5 Global Shocks ไม่ใช่เพียงรายการของความเสี่ยงที่องค์กรต้องเฝ้าระวัง หากเป็นสัญญาณว่ากติกาของการเติบโตได้เปลี่ยนไปแล้ว โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนเป็นสภาวะปกติ และการเปลี่ยนแปลงหลายด้านจะเกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย

คำถามสำคัญของผู้บริหารในวันนี้จึงไม่ใช่ "Shock ใดจะเกิดขึ้นก่อน" แต่คือ "องค์กรพร้อมหรือยัง หากทุกความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อมกัน"  เพราะในโลกของ Polycrisis การวางแผนจากสมมติฐานเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการมองเห็นความเชื่อมโยงของความเสี่ยง ปรับตัวได้รวดเร็ว และสร้างความยืดหยุ่นควบคู่กับการเติบโต

สำหรับประเทศไทย ช่วงเวลานี้อาจเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เรามีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว และบริการ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ พัฒนาทุนมนุษย์ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดรับกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากสามารถเปลี่ยนแรงกดดันจากทั้ง 5 Global Shocks ให้กลายเป็นแรงผลักดันในการพัฒนานวัตกรรม ยกระดับทักษะของผู้คน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนความไม่แน่นอนของโลกให้เป็นโอกาสของการเติบโตในระยะยาว


ในเดือนกันยายนนี้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) จะจัดงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิด "From Shock to Shift จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน" เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันค้นหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแรงกระแทกจากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว From Shock to Shift ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของงานประชุม หากสะท้อนโจทย์สำคัญของโลกธุรกิจในศตวรรษที่ 21 นั่นคือ การเปลี่ยน "แรงกระแทก" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้กลายเป็น "แรงขับเคลื่อน" ของการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนความยั่งยืนจาก "วาระหนึ่งขององค์กร" ให้เป็น "ยุทธศาสตร์ของการเติบโต"

เพราะในโลกที่ Shock กลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถที่สำคัญที่สุดขององค์กรอาจไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลง แต่คือความสามารถในการสร้าง Shift ได้ก่อนใคร ./