วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) จัดเสวนาหัวข้อ “เสรีไฟฟ้าและโซลาร์ กับความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ทำอย่างไรในภาวะค่าไฟแพง“ ในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 มีผู้เข้าเสวนาบนเวที ประกอบด้วย "ภานุรัช ดำรงไทย" ประธานกรรมการคณะทำงาน พิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงานและการปรับตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของรัฐบาล "เกษียร สุขีโมกข์" ผู้เชี่ยวชาญด้านสายส่ง และระบบแบตเตอรี่ ดำเนินรายการโดย ดร.สมบัติ วนิชประภา ที่ปรึกษาด้านโซลาร์และพลังงานทดแทน
ดร.สมบัติ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า “โครงการขายคืนไฟโซลาร์ 2.2 บาท ต่อหน่วย เป็นเรื่องที่ดีสำหรับบ้านที่ใช้ไฟโซลาร์เองอยู่บางส่วน และขายคืนวันที่ไม่อยู่บ้านบางส่วน และจะยิ่งคืนทุนเร็วขึ้น สำหรับโซลาร์ขนาดเล็กที่ค่าอุปกรณ์โซลาร์ rapid shutdown หรือ micro inverter ที่ราคาถูกลงมากแล้ว เพียงแค่ต้องให้ติดตั้งและออกแบบโดยวิศวกรวิชาชีพ เพื่อความปลอดภัย โดยโครงการขายไฟนี้ยังคงมี โควต้าที่ 500MW (หลังหนึ่งขายออกได้ 5kW) โดยโควต้าจะมีให้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต หาก lot แรกหมด"
ในส่วนการติดตั้งโซลาร์เพื่อใช้เองอย่างเดียวจริงๆ ไม่ขายคืนหรือไหลออก หรือที่เรียกว่า behind the meter นั้นคำว่า "เสรี" ในมุมมองของนักธุรกิจ ยังมีปัญหาในเรื่องความยุ่งยากของกฎระเบียบ เช่น มีข้อกำหนดห้ามติดตั้งเกิน 1MW ต่อ 1มิเตอร์ หากเกินต้องขอ รง 4 และต้องทำ cop ทำรับฟังความเห็น (เหมือนประชาพิจารณ์) ก่อนจึงจะก่อสร้างได้ ทั้งที่ไม่ได้ขายไฟออก ทั้งนี้ ยังไม่รวมการที่ต้องขอใบ พค 2 ก่อนจึงจะขนานไฟได้ หรือแม้กระทั่ง เอาการผลิตโซลาร์ (แม้ว่าใช้เอง) ทั้งหมดไปอยู่กับแผนผลิต pdp ทั้งที่การผลิต GWh กับขนาดสายส่ง MW เป็นคนละส่วนกัน ซึ่งหากมีการปลดล็อคเงื่อนไขเหล่านี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานใน step ถัดไปก็จะไปได้อย่างรวดเร็ว
นายเกษียร กล่าวว่า “ในทางเทคนิค หากมีโซลาร์มากๆ อาจเกิดปัญหา duck curve หรือ แรงดันเกิน และคุณภาพไฟฟ้าได้ ดังที่ในอดีตการไฟฟ้ามักจะใช้คำว่า “สายส่งเต็ม” แต่การปรับตัวหรือปลดล็อคก็ต้องทำ แต่จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีเหตุมีผล ต้องช่วยกันทั้ง ฝั่งผู้ใช้ และฝั่งการไฟฟ้า ให้ไปพร้อมๆ กัน โดยแนวโน้มระบบคุณภาพไฟฟ้าในอนาคตจะไม่ใช่การซื้อไฟอย่างเดียว ผู้ใช้ไฟจะกลายเป็นผู้ผลิตไฟด้วย (prosumer) การไฟฟ้าจะกลายเป็นผู้บริหารสายส่งและเสถียรภาพการส่งจ่ายไฟฟ้าแทน โดยจะต้องใช้แบตเตอรี่ ESS หรือ grid forming inverter เข้ามาบริหารจัดการ ตลอดจนนำ grid code ฉบับใหม่ ซึ่งทางการไฟฟ้าได้ศึกษาไว้แล้ว เร่งออกมาประกาศใช้“
ด้านนายภานุรัช กล่าวว่า “ในเรื่องกฏระเบียบ ให้ความสะดวกการขออนุญาติโซลาร์ เช่น เรื่องลดใบอนุญาต 5 ใบ เหลือ 1 ใบ ก็ดำเนินการอยู่ไม่ได้ทิ้ง ส่วนในแง่กฎหมายเรื่องการอนุญาตบางประการของบ้านเรานั้น การแก้ไขอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน อาจต้องผ่าน กฤษฎีกา ซึ่งทุกฝ่ายทราบดี และทำมาตั้งแต่สมัยท่าน รัฐมนตรีพีระพันธ์ แต่ก็ยังคงทำกันอยู่ไม่ได้ทิ้ง ซึ่งเรื่องกฏระเบียบเหล่านี้ อย่าว่าแต่ ชาวบ้านรำคาญเลย คนในกระทรวง ก็รำคาญเช่นกัน"
"ส่วนเรื่องโครงสร้างค่าไฟนั้น ประเทศไทยเป็นระบบ enhance single buyer โดย กฟผ.รายเดียว แต่ก็ยังมีอัตราขายปลีกที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่า ผู้ใช้ไฟรายเล็กและกลางนั้น จ่ายอัตราค่าไฟเฉลี่ยที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ซึ่งตรงจุดนี้ จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยในอนาคตจะมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่เสรีและเป็นธรรมมากขึ้น ได้แก่ เสรีการซื้อขาย peer-to-peer / wheeling charge หรือ direct ppa (ที่เพิ่งผ่าน ครม.) การมีโรงไฟฟ้าที่แข่งขันได้ เช่น geothermal ที่มีต้นทุนพลังงานที่ถูกกว่า LNG นำเข้า รวมไปถึงการให้อัตราค่าไฟ data center ที่ต้องมี back up fee หรือ การันตีขั้นต่ำ เพื่อชดเชยค่าสายส่งที่การไฟฟ้าต้องลงทุนเพิ่ม เข้าหลักใครใช้ใครจ่าย"
"โดยสิ่งที่ชาวบ้านเห็น ผมก็เห็น ทุกคนก็เห็นเหมือนกัน และก็ต้องบอกตามตรงว่า การทำงานของรัฐบาลและของทุกฝ่าย ตอนนี้ก็ได้ปรับตัวทำทุกอย่างให้โปร่งใส มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาก” นายภานุรัช ทิ้งท้าย ./


