สภาพภูมิอากาศแบบศตวรรษที่ 20 กำลังจะหายไปอย่างถาวร กรมลดโลกร้อน มุ่งยกระดับจัดการระดับพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม พร้อมกับมองแรงกดดันจากแนวคิดหนี้สภาพภูมิอากาศและกองทุนภูมิอากาศเป็น “เครื่องมือสร้างความเท่าเทียมและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ”
ท่ามกลางความฝันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรง ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ (Met Office) ชี้ว่าสภาพอากาศที่เคยถูกมองว่ารุนแรงในอดีต กำลังกลายเป็น "ความปกติรูปแบบใหม่" (New Normal) และถึงขั้นบอกว่า "สภาพภูมิอากาศแบบศตวรรษที่ 20 กำลังจะหายไปอย่างถาวรแล้ว"
ขณะที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) หรือกรมลดโลกร้อน เร่งเสริมสร้างการยกระดับในการปรับตัว สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ที่สอดคล้องกับสากล
• กรมลดโลกร้อน หนุนเสริมสร้างความสามารถการปรับตัว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมลดโลกร้อน ยกระดับเชิงรุกจัดงาน "GGA to Action : กิจกรรมเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลก สู่การปรับตัวรายสาขาของประเทศไทย" เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งเชื่อมโยงเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติ ในระดับประเทศและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส และมาตรฐานสากล
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ปี 2566–2568 เป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
อีกทั้ง รายงาน Climate Risk Index 2026 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของ เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ซึ่งประชาคมโลกได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวของทุกประเทศ และสามารถติดตามความก้าวหน้าผ่านตัวชี้วัดร่วมกันในระดับสากล
ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ
ช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ 7 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนแผน NAP การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมทุกจังหวัด การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงของประเทศ การถอดบทเรียน และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวรายสาขา การพัฒนาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring, Evaluation and Learning : MEL) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการปรับตัวของทุกสาขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ
ปัจจุบัน กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Action Plan) เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขาพร้อมเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) เข้าสู่ตัวชี้วัดของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้จริง และระยะต่อไป จะเร่งบูรณาการเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกเข้าสู่การดำเนินงานของประเทศ ผ่านการปรับปรุงแผน NAP ให้สอดคล้องกับกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับตัว การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน การพัฒนากลไกด้านการเงินและระบบติดตามงบประมาณด้านการปรับตัว ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถแปลงเป้าหมายระดับโลกไปสู่การกำหนดนโยบาย แผนงาน และการดำเนินงานในทุกระดับของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการรายงานผลของประเทศไทยภายใต้กรอบ UNFCCC และความตกลงปารีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ยกระดับ “หนี้สภาพภูมิอากาศ” เป็นยุทธศาสตร์การเงิน
แม้ทางกรมฯ จะไม่ได้ใช้คำว่า "หนี้ภูมิอากาศ" เป็นคำหลักในการรณรงค์แบบภาคประชาสังคม (ที่เน้นเรื่องความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศและภาระผูกพันเชิงประวัติศาสตร์) แต่ทางกรมฯ ได้แปลงแนวคิดนี้ให้กลายเป็น ยุทธศาสตร์การเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance Strategy) โดยมีวิธีคิดและมุมมองหลัก 4 ด้าน ดังนี้
1. มองเป็น "สิทธิ์ในการเรียกร้องเงินสนับสนุนจากสากล" (Conditional Target)
ในมุมมองของกรมฯ ประเทศพัฒนาแล้วที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในอดีตสูง มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศกำลังพัฒนา ทางกรมฯ จึงสะท้อนแนวคิด "หนี้ภูมิอากาศ" นี้ลงในแผนการสนับสนุนและการลดก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ (NDC 3.0)
พร้อมมีการระบุเป้าหมายแบบมีเงื่อนไข (Conditional Target) ไว้อย่างชัดเจนว่า ไทยจะสามารถยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 40% ก็ต่อเมื่อ "ได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพจากต่างประเทศอย่างเพียงพอ" เท่านั้น
2. มองผ่านกรอบ "ความสูญเสียและความเสียหาย" (Loss and Damage)
กรมฯ มุ่งเน้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโลกที่เกิดจากหลักการหนี้ภูมิอากาศ โดยเฉพาะ กองทุนเพื่อความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) ของสหประชาชาติ (UNFCCC) เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทางกรมฯ จึงมองว่าเม็ดเงินชดเชยจากกองทุนนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยต้องเร่งเข้าถึง เพื่อนำมาเยียวยาความเสียหายทางเศรษฐกิจในประเทศ
3. มุ่งสร้าง "ความพร้อมของระบบในประเทศ" เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน (Market Readiness)
กรมฯ ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการไปเคลมสิทธิ์หรือดึงดูดเงินทุนด้านภูมิอากาศ (ที่นานาชาติต้องจ่ายเพื่อชดเชย) ไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและกฎหมายที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือเสียก่อน ทางกรมฯ จึงเร่งผลักดัน
• ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกรวน): เพื่อกำหนดกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และจัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) ในประเทศรองรับ
• Thailand's Climate Finance Strategy: จัดทำกรอบยุทธศาสตร์การเงินเพื่อระบุชัดเจนว่าประเทศไทยยังต้องการงบประมาณเพิ่มเติมอีกมหาศาลเพื่อบรรลุเป้าหมาย
4. การปรับสมดุลระหว่าง "การลดก๊าซ" และ "การปรับตัว" (Mitigation vs Adaptation)
จากข้อมูลที่พบว่าเงินทุนด้านภูมิอากาศในอดีตมักไหลไปสู่โครงการพลังงาน (Mitigation) เป็นหลัก กรมฯ จึงพยายามเปลี่ยนผ่านมุมมองให้ความสำคัญกับ ภาคการปรับตัว (Adaptation) มากขึ้น เพื่อส่งงบประมาณชดเชยเหล่านี้ไปซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ภาคเกษตรกรรม แหล่งน้ำ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญและภัยแล้งรุนแรงโดยตรง
อย่างไรก็ตามความคืบหน้าข้างต้นยังคงมี ช่องว่างขนาดใหญ่ (Financing Gap) ที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้
1. งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ภาคบรรเทา (Mitigation) ทุนสนับสนุนปัจจุบันกว่า 90% ไหลไปที่โครงการพลังงานทดแทนหรือรถยนต์ไฟฟ้า แต่ในภาค การปรับตัว (Adaptation) เช่น ระบบชลประทานรับมือภัยแล้งซูเปอร์เอลนีโญ หรือการเยียวยาเกษตรกรที่ติดกับดักหนี้สินจากภัยพิบัติกลับได้รับทุนสนับสนุนไม่ถึง 1%
2. ขีดจำกัดทางงบประมาณภาครัฐ หนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงขึ้นมาแตะระดับ 66.7% ของ GDP (ใกล้เพดานความยั่งยืนทางการคลังที่ 70%) ทำให้รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมาอุดหนุนโครงการสีเขียวได้อย่างเต็มที่ การเจรจาขอลดหย่อนหนี้ต่างประเทศเพื่อแลกกับการลงทุนสิ่งแวดล้อม (Debt-for-Climate)
"ถึงแม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มาก (ราว 0.8% ของโลก) แต่เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก การผลักดันระบบทุนและกลไกชดเชยหนี้เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ยอมอยู่เฉยไม่ได้ ทางกรมฯ กำลังขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม" อธิบดีกรมลดโลกร้อน กล่าวย้ำ


