xs
xsm
sm
md
lg

“ซูเปอร์เอลนีโญ” กระทบน้ำต้นทุน “บริหารความเสี่ยงเชิงรุก” พร้อมแค่ไหน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปรากฎการณ์ “เอลนีโญ 2569” อาจประสบความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อทวีความรุนแรงเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปีนี้ จับตากลยุทธ์ สทนช. “บริหารความเสี่ยงเชิงรุก" จะเท่าทันสถานการณ์หรือไม่ ? สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เผยกระทบน้ำต้นทุน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว ขณะที่ SCB EIC ชี้สถานการณ์รับมือได้แค่ระยะสั้น



มาถึงตอนนี้ช่วงกลางปีประเทศไทยยังมีโอกาสเตรียมรับมือทัน แต่ต้องตื่นตัวและเร่งทำทันทีตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากซูเปอร์เอลนีโญเป็นวิกฤตภัยแล้งแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow-onset disaster) คาดว่าจะทวีความรุนแรงจนแตะระดับสูงสุด (Peak) ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 และลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยยังพอมีเวลารวบรวมและบริหารจัดการน้ำต้นทุนในช่วงฤดูฝนนี้

ในประเด็นส่งผลกระทบต่อ “น้ำต้นทุน” มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของภาคการผลิต การเกษตร และการท่องเที่ยว ขณะที่การบริหารจัดการน้ำจะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว


• TEI เผยน้ำต้นทุนลด กดดันทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่าแบบจำลองภูมิอากาศจาก NOAA, IRI และ ECMWF ประเมินสอดคล้องกันว่า เอลนีโญในช่วงปี 2569-2570 มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันให้ประเทศไทยเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและการจัดสรรน้ำในหลายภาคส่วน โดยข้อมูลจากกรมอุตนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว โดยมีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงสุดตั้งแต่ ตุลาคม 2569 ถึงเมษายน 2570

การลดลงของน้ำต้นทุนจะไม่กระทบเฉพาะภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาจต้องพึ่งพาน้ำบาดาลมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากปริมาณน้ำใช้การได้จริงของประเทศเหลือเพียง 41% เขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่ง มีระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำ พื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว

จากข้อมูล สะท้อนว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคเกษตรเท่านั้น แต่ไปเชื่อมโยงกับภาคบริการและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาทรัพยากรน้ำโดยตรง

อีกหนึ่งประเด็นที่ TEI ให้ความสำคัญคือ การใช้น้ำบาดาลเพื่อชดเชยน้ำผิวดินที่ลดลง ข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วงภัยแล้ง การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 25-30% เมื่อเทียบกับภาวะปกติ

แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะสั้น แต่การสูบน้ำใต้ดินต่อเนื่องอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านธรณีวิทยา ได้แก่ ระดับน้ำใต้ดินลดลงรวดเร็ว โครงสร้างชั้นดินสูญเสียแรงค้ำยัน และความเสี่ยงแผ่นดินทรุดตัว



• SCB EIC ชี้สถานการณ์ รับมือได้ในระยะสั้น
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า น้ำต้นทุนของไทยยังเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วง El Niño เริ่มก่อตัว แต่ในระยะถัดไป หากฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ บางพื้นที่อาจเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งรุนแรง
ไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับ El Niño ได้ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026 แต่ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 เพราะคาดการณ์ปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและความเสี่ยงฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น

สำหรับความพร้อมในการรับมือกับภาวะ El Niño 2026-2027 ของไทยในปัจจุบัน ยังถือว่าอยู่ในระดับ “พอรับมือได้ในระยะสั้น” โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่

1. ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูกาล โดยข้อมูล ณ ต้นเดือน ก.ค. 2026 ชี้ว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 3.9 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% ของความจุรวม ขณะที่น้ำใช้การได้จริงมีปริมาณราว 1.6 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 22% ของความจุเก็บกักสูงสุด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และสูงกว่าช่วงที่ไทยเคยเผชิญภาวะ El Niño ในอดีต ทั้งในรอบปี 2015–2016 และปี 2023–2024 สะท้อนว่า น้ำต้นทุนในภาพรวมยังเพียงพอรองรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานหลักในช่วงต้นฤดูกาล

2. ฝนช่วงต้นฤดูยังช่วยพยุงสถานการณ์น้ำในระยะสั้นได้ ฝนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฉพาะในเดือน เม.ย. - พ.ค. มีปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีราว 17% และ 22% ตามลำดับ ซึ่งฝนที่มาตรงตามฤดูกาลและมีปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยนี้ มีส่วนช่วยเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบชลประทานในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก อีกทั้ง ยังช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำจากเขื่อนหลักได้บางส่วน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ฝนที่ดีในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำได้เพียงระยะสั้น เนื่องจากในเดือน มิ.ย. 2026 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณปริมาณฝนลดลงและฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะพัฒนาการของ El Niño ที่เริ่มรุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงภัยแล้งอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะเพิ่มแรงกดดันต่อการบริหารจัดการน้ำและกระทบต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

ปัจจัยสนับสนุนข้างต้นสะท้อนว่า ไทยยังมีภูมิคุ้มกันด้านน้ำเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026 และช่วยประคองผลกระทบจากการก่อตัวของ El Niño ได้ในระยะเริ่มต้น แต่ความเปราะบางอาจเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป เมื่อ El Niño ทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน

• สถานการณ์น้ำต้นทุนและการเตรียมพร้อม

-ปริมาณน้ำในเขื่อน ในภาพรวมของประเทศ น้ำต้นทุนในเขื่อนใหญ่ยังอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ (ประมาณ 40-50% ของความจุ) ทำให้ไม่สามารถประมาทได้เลย

-จุดวิกฤต (พื้นที่นอกเขตชลประทาน) พื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนโดยตรง (เช่น ภาคอีสาน และภาคเหนือตอนล่าง) เป็นจุดที่น่าห่วงที่สุดเพราะเสี่ยงเจอภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรง

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยโดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ยกระดับมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือวิกฤตนี้ใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

1. เร่งเก็บกักน้ำทุนสูงสุดก่อนหมดฝน (Water Storage): สทนช. ประเมินว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 น้ำต้นทุนในเขื่อนขนาดใหญ่อาจลดลงกว่าปีที่แล้วถึง 5,800 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงสั่งการให้ทุกเขื่อนปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ (Dynamic Operation Curve) เพื่อกักเก็บน้ำฝนช่วงนี้ไว้ให้มากที่สุด รวมถึงเร่งผันน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำหลัก เช่น อ่างเก็บน้ำประแสร์และอ่างบางพระ เพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และนิคมอุตสาหกรรม

2. จัดลำดับความสำคัญของน้ำ (Water Prioritization): กำหนดให้ "น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค" ของประชาชน 70 ล้านคนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งขุดลอกฟื้นฟูแหล่งน้ำผิวดินและบ่อบาดาลสำรอง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่เสี่ยงภัยแล้งสูง

3. ปรับเปลี่ยนภาคเกษตรกรรม (Crop Adjustment): กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาตรการขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดหรือลดการทำ "นาปรัง" รอบสอง เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำสูงและเสี่ยงเสียหายหนักที่สุด โดยรณรงค์ให้หันมาปลูกพืชอายุสั้นหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อยแทน และเน้นประคองให้ไม้ผลยืนต้นรอดชีวิต

4. คุมเข้มน้ำในภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: นอกเหนือจากอุตสาหกรรมทั่วไปแล้ว รัฐบาลได้แจ้งเตือนกลุ่มทุนใหม่อย่าง Data Center ที่ต้องใช้น้ำมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงในการระบายความร้อน ให้ปรับตัวสู่ระบบ Smart Factory เพื่อหมุนเวียนและลดการใช้น้ำดิบ


• กลยุทธ์ “บริหารความเสี่ยงเชิงรุก" เท่าทันหรือไม่
ปัจจุบันภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญ นำโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ได้เปลี่ยนผ่านจากการ "รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา" มาเป็นการ "บริหารความเสี่ยงเชิงรุก" โดยมีแนวทางรับมือดังนี้

1. การเตรียมพร้อมของภาครัฐ (เชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน) หน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กางแผนเชิงรุกเพื่อรับมือล่วงหน้า

• เร่งเก็บกักน้ำทุน: สั่งการให้ กรมชลประทาน ใช้ช่วงฤดูฝนที่เหลืออยู่นี้สูบน้ำกักเก็บเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด

• ฟื้นฟูแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน: เร่งขุดลอกแก้มลิงและเจาะบ่อบาดาลเพิ่มในพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง 35 อำเภอ เพื่อกระจายน้ำอุปโภคบริโภค

• ใช้ฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้เปิดใช้ ระบบฐานข้อมูลความละเอียดสูง (ระดับ 5x5 กม.) เพื่อแจ้งเตือนภัยแล้งรายพื้นที่ล่วงหน้า

• จัดลำดับความสำคัญของน้ำ: กำหนดให้ "น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค" ของประชาชน 70 ล้านคนมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

2. การปรับตัวของภาคเกษตรกรรม (กลุ่มที่เปราะบางที่สุด)
นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากไม่ปรับตัว ความเสียหายต่อภาคเกษตรอาจสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท เกษตรกรจึงต้องปรับแผนทันที

• งดทำนาปรังรอบสอง: รัฐบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ลดการทำนาที่ใช้น้ำมาก และปรับเปลี่ยนมาปลูก "พืชใช้น้ำน้อย" เช่น ถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

• ปรับเทคนิคการทำนา: ส่งเสริมการทำนาแบบ "เปียกสลับแห้ง" ซึ่งช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 20-30% แต่ให้ผลผลิตใกล้เคียงเดิม

• เน้นการประคองชีวิตพืช: มุ่งรักษาพืชยืนต้น (เช่น ผลไม้, ไม้ยืนต้น) ให้รอดตายผ่านหน้าแล้ง แทนการเร่งทำรอบผลผลิตใหม่

3. ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ

• ระบบ Water Grid: เร่งบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ซึ่งขณะนี้มีน้ำทุนสำรองอยู่ราว 84% เพื่อป้องกันการขาดแคลนในภาคผลิต

• อุตสาหกรรมใหม่ (Data Center): ธุรกิจเทคโนโลยีและ Cloud ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในการระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง กำลังถูกขอความร่วมมือให้เปลี่ยนไปใช้ระบบหมุนเวียนน้ำอัจฉริยะ เพื่อลดการดึงน้ำจากภาคประชาชน

4. ภาคประชาชนและครัวเรือน

• สำรองน้ำและไฟ: จัดเตรียมภาชนะกักเก็บน้ำสะอาดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเพื่อรับมือค่าไฟที่อาจพุ่งสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน

• ดูแลสุขภาพล่วงหน้า: เตรียมรับมือกับคลื่นความร้อน (Heatwave) โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุและเด็ก) เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรก

ปัจจุบันหลายประเทศรวมถึงไทยมองเอลนีโญ ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ภูมิอากาศที่ต้องรอให้เกิดผลกระทบก่อนจึงค่อยรับมือ แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำสูง


แม้ประเทศไทยจะมีแผนรับมือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไทยยังมีจุดอ่อนเรื่อง "การบูรณาการข้อมูล" เนื่องจากมีหน่วยงานดูแลเรื่องน้ำกระจายอยู่หลายกระทรวง หากมีการประสานงานล่าช้า หรือประชาชนชะล่าใจไม่กักเก็บน้ำสำรองไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะทำให้แผนที่วางไว้ไม่ได้ผลอย่างที่คาด