ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายระยะยาวของประเทศไว้อย่างชัดเจนหลายประการไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตมากกว่า 3% การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายใน 4 ปี การก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ทั้งสี่เป้าหมายล้วนสะท้อนความตั้งใจที่จะยกระดับประเทศไทยในระยะยาว และล้วนเป็นเป้าหมายที่ควรได้รับการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า ยังมี “หมุดหมาย” สำคัญอีกหนึ่งข้อที่ควรถูกบรรจุไว้ในวิสัยทัศน์ของประเทศ นั่นคือ การยกระดับตลาดทุนไทยสู่การเป็น “ตลาดทุนพัฒนาแล้ว (Developed Market)” ภายใน 15 ปี
หลายคนอาจมองว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นของตลาดหุ้นหรือผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับการยอมรับว่าเป็น Developed Market ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะของตลาดทุน หากเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพของระบบเศรษฐกิจ กฎหมาย สถาบัน และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศในภาพรวม
อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ ตลาดทุนพัฒนาแล้วจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับ “เงินออมของโลก” ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ บริษัทประกัน และผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก ซึ่งบริหารเงินลงทุนรวมกันหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และพร้อมเข้าลงทุนในกิจการของประเทศที่มีตลาดทุนได้มาตรฐานสากล มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส
การยกระดับตลาดทุนไทยสู่การเป็น Developed Market จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนช่วยให้บริษัทไทยมีต้นทุนการระดมทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น
ในโลกที่การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินทุนมีความเข้มข้นมากขึ้นทุกวัน ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับเงินออมของโลกได้ก่อน ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ตลาดทุนไทยได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม “ตลาดทุนเกิดใหม่ (Emerging Markets)” ของ MSCI มาตั้งแต่ปี 2531 แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดทุนไทยจะเติบโตอย่างมากและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่โลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน วันนี้จึงอาจถึงเวลาที่ประเทศไทยควรเริ่มวางแผนสำหรับ “ก้าวต่อไป” มากกว่าการรักษาสถานะเดิมไว้ตลอดไป
เช่นเดียวกับการที่ประเทศตั้งเป้าจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง เราก็ควรมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับตลาดทุนของเราให้ก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว
การเป็น Developed Market ไม่ได้หมายถึงการที่ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หรือมูลค่าตลาดใหญ่ขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีระบบตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีกฎเกณฑ์ที่เป็นสากล นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้สะดวก มีสภาพคล่องเพียงพอ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนระยะยาวทั่วโลก
การจะไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปในหลายด้าน ทั้งกฎหมาย กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน การคุ้มครองผู้ลงทุน ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเป็น Developed Market ไม่ใช่เป้าหมายของตลาดทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาประเทศในหลายมิติ
หากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าเป้าหมายนี้สอดคล้องกับเป้าหมายอื่นของรัฐบาลอย่างชัดเจน
หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนก็จะเติบโตตามไปด้วย ขณะเดียวกัน หากตลาดทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการระดมทุน และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะยิ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพของตลาดทุน เพราะตลาดทุนที่ทันสมัยและมีมาตรฐานสากล คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็ยิ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่มาตรฐานสากล ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุนพัฒนาแล้วเช่นกัน กล่าวได้ว่า การผลักดันสู่ OECD และการผลักดันสู่ Developed Market เป็นวาระที่เกื้อหนุนกัน ไม่ใช่คนละเรื่อง
ที่สำคัญ การประกาศเป้าหมายนี้จะช่วยสร้าง “เข็มทิศ” ให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล ตลาดหลักทรัพย์ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการตลาดทุน เพื่อร่วมกันผลักดันการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอนาคตก็ตาม
หลายประเทศในเอเชียต่างใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ต่างไม่ได้มองตลาดทุนเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหลักทรัพย์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยระดมเงินออมของประชาชนและของผู้ลงทุนทั่วโลก ไปสู่การลงทุน นวัตกรรม และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ประเทศไทยก็ควรใช้แนวทางเดียวกันนี้
การก้าวสู่การเป็นตลาดทุนพัฒนาแล้วอาจใช้เวลา 15 ปี แต่หากเราไม่กำหนดเป้าหมายตั้งแต่วันนี้ เราก็ย่อมไม่มีวันไปถึง
หากประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเติบโตเป็นประเทศรายได้สูง มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จ ก็คงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่เราจะเพิ่ม “การก้าวสู่การเป็นตลาดทุนพัฒนาแล้วภายใน 15 ปี” ให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตลาดทุนที่พัฒนาแล้วไม่ใช่จุดหมายของตลาดทุน แต่เป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดว่าประเทศไทยได้ยกระดับเศรษฐกิจสู่มาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วอย่างแท้จริง
บทความโดย ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด
ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)
อ้างอิง เพจเฟซบุ๊ก Paiboon Nalinthrangkurn


