คาดการณ์การประกาศใช้กฎหมาย Circular Economy เหมาะสมที่สุด คือการมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2570 หากล่าช้ากว่านี้ ธุรกิจส่งออกไทยจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ข้อบังคับด้านบรรจุภัณฑ์และการออกแบบเพื่อความยั่งยืน (PPWR และ ESPR) ของสหภาพยุโรปเริ่มมีผลบังคับ จับตา 5 กลุ่มเห็นต่าง-คัดค้าน
ความคืบหน้าล่าสุดของ ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่าง ขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และระบบของรัฐสภาได้เปิดให้ภาคประชาชนเข้าไป ลงชื่อสนับสนุนทางออนไลน์ (e-Initiative) อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรวบรวมรายชื่อให้ได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ 10,000 รายชื่อ (เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งเป้าหมายเชิงรุกไว้ที่ 100,000 รายชื่อ) ในการดันเข้าสู่ระเบียบวาระของรัฐสภาภายในสิ้นปี 2569 นี้
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญจาก สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้นำหลักในการขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ฉบับประชาชน เปิดเผยว่ากฎหมายนี้มุ่งปฏิรูปการจัดการขยะของประเทศไทยให้ยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวทันกฎหมายการค้าระดับโลก เช่น สหภาพยุโรป (EU) และแก้ปัญหาวิกฤตขยะของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายนี้ ประกอบด้วย
• หลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR): บังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบเก็บและนำสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของตนเองกลับมารีไซเคิล ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค
• หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PAYT): "ยิ่งทิ้งมาก ยิ่งจ่ายมาก" เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดขยะ
• คืน 3 สิทธิให้ประชาชน ได้แก่ หนึ่ง : สิทธิในการซ่อม (Right to Repair) บังคับไม่ให้ผลิตของที่พังง่าย และต้องเปิดโอกาสให้ซ่อมแซมได้ สอง : สิทธิในการปฏิเสธ (Right to Refuse) ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือสามารถนำขวดไปเติม (Refill) ได้โดยไม่คิดเงินเพิ่ม และ สาม : สิทธิในการรู้ (Right to Know)ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลสารเคมีและวัสดุในสินค้าได้
• คาดการณ์ไทม์ไลน์ที่เหมาะสม
ในการคลอดกฎหมาย Circular Economy ของประเทศไทย จำเป็นต้องสอดรับกับกระบวนการนิติบัญญัติและแรงกดดันจากมาตรการค้าระดับโลก โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ภายในปี 2569–2571 ซึ่งแบ่งลำดับขั้นตอนที่ควรจะเป็นออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ
1. ช่วงระดมเสียงและยื่นเข้าสภา (พฤษภาคม – สิ้นปี 2569)
• สถานการณ์ปัจจุบัน: เครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ต่อรัฐสภาแล้วเมื่อกลางปี 2569 และอยู่ระหว่างขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นและ เปิดระบบระดมรายชื่อออนไลน์จากภาคประชาชน
• เป้าหมายเร่งด่วน: ต้องรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ครบตามเกณฑ์ (เป้าหมายขั้นต่ำ 10,000 รายชื่อ) เพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาให้ได้ภายในสิ้นปี 2569
2. ช่วงพิจารณาและประกาศใช้กฎหมายแม่บท (ปี 2570)
• การพิจารณา 3 วาระ: สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องเร่งพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้สมดุลระหว่างภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อม
• เป้าหมายการคลอดกฎหมาย: ควรได้รับการเห็นชอบและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาภายในปี 2570 เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายแม่บทอย่างเป็นทางการ
3. ช่วงการเริ่มบังคับใช้จริงและกฎหมายลูก (ปี 2571 เป็นต้นไป)
• ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Grace Period): ปกติกฎหมายสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่จะให้เวลาภาคธุรกิจปรับตัวประมาณ 180 - 360 วันหลังประกาศใช้
• การบังคับใช้มาตรการเข้มงวด: ระบบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) และการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะตามปริมาณที่ทิ้งจริง (PAYT) ควรเริ่มบังคับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก (พลาสติก, บรรจุภัณฑ์, อิเล็กทรอนิกส์, แบตเตอรี่ EV) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571
ไทม์ไลน์ดังกล่าว หากกระบวนการคลอดกฎหมายล่าช้าไปจนถึงปี 2572–2573 ประเทศไทยจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ข้อบังคับด้านบรรจุภัณฑ์และการออกแบบเพื่อความยั่งยืน (PPWR และ ESPR) ของสหภาพยุโรป รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติกเฟส 2 ของไทย (2023-2027) เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญพอดี การมีกฎหมายบังคับใช้ในช่วงปี 2570 จึงเป็นจังหวะที่ช่วยให้ผู้ส่งออกไทยมีโครงสร้างพื้นฐานในประเทศรองรับมาตรฐานโลกได้ทันท่วงที
• เผยท่าทีฝ่ายเห็นด้วย-เห็นต่าง
1. ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)
• รับลูกและพร้อมขับเคลื่อน: ทางผู้บริหารของรัฐสภา (นำโดยที่ปรึกษาประธานรัฐสภา) ได้เป็นผู้รับมอบตัวร่างกฎหมายนี้จากเครือข่ายภาคประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมแสดงท่าทีสนับสนุนให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการตรวจสอบเอกสารดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตระหนักดีว่าปัญหาสถานที่กำจัดขยะกว่า 94% ทั่วประเทศไม่ได้มาตรฐาน เป็นระเบระเบิดเวลาที่รัฐสภาต้องเร่งแก้ไขเชิงโครงสร้าง
2. ฝ่ายบริหารและหน่วยงานปฏิบัติการ (กระทรวงทรัพยากรฯ และกระทรวงมหาดไทย)
• เห็นพ้องในปัญหาระบบแยกส่วน: หน่วยงานหลักอย่าง กรมควบคุมมลพิษ และกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่าโครงสร้างการจัดการของเสียในปัจจุบันขาดการบูรณาการ เพราะมีหลายหน่วยงานต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่สามารถรวบรวมฐานข้อมูลหมุนเวียนทรัพยากรระดับชาติที่ชัดเจนได้
• หนุนการยกระดับอาชีพและฐานข้อมูล: ภาครัฐเริ่มขยับตัวล้อไปกับแนวคิดนี้ เช่น กรมควบคุมมลพิษระบุว่าพร้อมสนับสนุนกลุ่มผู้ซื้อของเก่าและซาเล้งให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• ความท้าทายเรื่องภาระหน้าที่: เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี, รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ รมว.กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการร่วมกัน ฝ่ายปฏิบัติการจึงยังมีความกังวลและอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียดเกี่ยวกับการแบ่งขอบเขตอำนาจหน้าที่ การจัดทำแผนจัดการขยะระดับจังหวัด และการบริหารจัดการ "กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน" ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนทางกฎหมายเดิม
3. ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและการค้า (กระทรวงพาณิชย์ / กระทรวงอุตสาหกรรม)
• ตื่นตัวต่อแรงกดดันภายนอก: ภาครัฐฝั่งเศรษฐกิจค่อนข้างตระหนักถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยจะสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก จากกติกาใหม่อย่างมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และการออกแบบที่ยั่งยืน (ESPR) ของสหภาพยุโรป ท่าทีโดยรวมจึงเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีกรอบกฎหมายกลาง (กฎหมายแม่บท) เพื่อปกป้องภาคธุรกิจไทย แต่ยังคงมีข้อกังวลในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่อาจจะยังไม่พร้อมแบกรับต้นทุนจากระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ในระยะแรก
• แฉ 5 กลุ่มเห็นต่าง คัดค้าน-ชะลอ
สำหรับกลุ่มและหน่วยงานที่คาดว่าจะ "เห็นต่าง คัดค้าน หรือขอให้ชะลอ/ปรับปรุงเนื้อหา" เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรง มีดังต่อไปนี้
1. กลุ่มสมาคมการค้าและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
• เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย/กังวล: กฎหมายนี้บังคับใช้หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บขนและรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและ SMEs กังวลว่าจะ "เพิ่มต้นทุนการผลิตและจัดการ" สูงเกินไปจนแข่งขันไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีรองรับระบบรีไซเคิลหรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Eco-design) เหมือนทุนใหญ่
• กลุ่มเป้าหมายหลัก: อุตสาหกรรมพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics), บรรจุภัณฑ์อาหาร, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสิ่งทอ
2. กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตสินค้าประเภท Fast-Moving Consumer Goods (FMCG)
• เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย/กังวล: ร่างกฎหมายนี้มีการบรรจุสิทธิผู้บริโภค เช่น Right to Repair (สิทธิในการซ่อม) และ Right to Refuse (สิทธิปฏิเสธบรรจุภัณฑ์) ซึ่งจะกระทบต่อโมเดลธุรกิจของบริษัทที่เน้นยอดขายจากการเปลี่ยนสินค้าบ่อยๆ หรือการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกขนาดเล็ก (แบบซอง/Sachet) เพื่อเจาะตลาดมวลชน การถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลสารเคมี (Right to Know) และการเปลี่ยนไปใช้จุดเติม (Refill station) จะทำให้บริษัทต้องรื้อระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั้งหมด
3. กระทรวงการคลัง (ในมิติด้านภาษีและกองทุน)
• เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย/กังวล: กฎหมายมีการเสนอให้จัดตั้ง "กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน" และการจัดเก็บเงินสมทบหรือภาษีเฉพาะ (เช่น ภาษีเศรษฐกิจหมุนเวียน) ซึ่งตามแนวทางของกระทรวงการคลัง มักจะไม่สนับสนุนการตั้งกองทุนนอกงบประมาณ (Off-budget funds) ใหม่ๆ ที่แยกส่วนออกมา เพราะควบคุมการใช้จ่ายยาก และอาจซ้ำซ้อนกับเงินภาษีสรรพสามิตสิ่งแวดล้อมที่มีแนวคิดจะจัดเก็บอยู่แล้ว
4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางส่วน และสำนักนโยบายปลายน้ำ
• เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย/กังวล: กฎหมายจะเปลี่ยนระบบไปใช้หลัก PAYT (Pay-As-You-Throw) ใครทิ้งมากจ่ายมาก และบังคับให้จัดทำแผนแยกขยะระดับจังหวัดอย่างเข้มงวด ในมุมของ อปท. (เช่น อบต. หรือเทศบาลบางแห่ง) อาจมองว่า "ขาดความพร้อมด้านบุคลากร งบส่วนท้องถิ่น และโครงสร้างพื้นฐาน" ในการไปจัดเก็บค่าขยะตามปริมาณจริง รวมถึงกลัวแรงต้านทางเมืองจากประชาชนในพื้นที่ที่ไม่อยากจ่ายค่าขยะเพิ่มขึ้น
5. กลุ่มทุนอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่พึ่งพาการนำเข้าขยะ
• เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย/กังวล: ร่างกฎหมายนี้มีข้อห้ามชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดนำขยะเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อกำจัดหรือทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นถังขยะโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมบางประเภทที่ยังจำเป็นต้องนำเข้าเศษพลาสติกหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบราคาถูกในการแปรรูป อาจไม่เห็นด้วยและต้องการให้ผ่อนปรนในจุดนี้
• ถ้าไทยไม่มี กฎหมาย CE จะส่งผลกระทบแรงอย่างไร
หากไทยไม่มีกฎหมาย Circular Economy ย่อมจะทำให้ประเทศติดอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม (Take-Make-Dispose) คือการผลิต ใช้ แล้วทิ้ง ซึ่งส่งผลกระทบหลักๆ ดังนี้
• วิกฤตขยะล้นเมือง: ขยะกว่า 27 ล้านตันต่อปีจะถูกจัดการผิดวิธี เช่น การเทกองหรือเผากลางแจ้ง นำไปสู่ปัญหา PM 2.5, น้ำเสีย และสารพิษตกค้าง
• เสียโอกาสทางธุรกิจ: ภาคธุรกิจจะไม่สามารถนำขยะมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ และเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดโลกที่มีกฎหมายนี้บังคับใช้แล้ว (เช่น สหภาพยุโรป)
• ผู้บริโภคเสียเปรียบ: ขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกจะทะลักเข้าไทย ซ่อมแซมยาก และไม่มีระบบคืนซาก ทำให้ประชาชนต้องซื้อของใหม่ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้การจัดการขยะแบบเดิมๆ จะทำให้ประเทศต้องใช้งบประมาณมหาศาล (อาจสูงถึง 387,000 ล้านบาท) ในการกำจัดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม


