xs
xsm
sm
md
lg

ภูมิรัฐศาสตร์กับกลไกบริหารรัฐกิจในวิกฤตซ้อนทับ มิติใหม่เพื่อความมั่นคง สันติภาพและธรรมาธิปไตย / ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



งานคืนสู่เหย้าชาวรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นับเป็นวันที่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน คณาจารย์ และผู้มีส่วนในการสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างพลังทางปัญญาให้แก่สังคมไทย ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เป็นการมาทบทวน “ราก” ของเรา กลับมาถามตนเองว่าสิ่งที่เราเรียน เราสอน เราทำและที่เราภาคภูมิใจนั้น วันนี้ยังมีความหมายเพียงใดต่อประเทศชาติ เพราะโลกวันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

โลกที่เราเคยเชื่อว่าเป็นระเบียบ เป็นระบบ และสามารถคาดการณ์ได้ กำลังกลายเป็นโลกที่ผันผวน เปราะบาง ซับซ้อน และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สงครามไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป
วิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้อยู่แค่ในตำราอีกต่อไป
ภัยไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลกดิจิทัลอีกต่อไป
ข่าวปลอมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสื่ออีกต่อไป
ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสังคมอีกต่อไป
และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางการเมืองอีกต่อไป

ทั้งหมดนี้ได้ถักทอเป็น “วิกฤตซ้อนทับ” วิกฤตที่ไม่มีชื่อเดียว ไม่มีสาเหตุเดียว และไม่มีทางออกเดียว วิกฤตที่กระทบต่อชีวิต ประชาชน กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐ และกระทบต่อ อนาคตของประเทศโดยตรง
ในสถานการณ์เช่นนี้ หัวข้อ “ภูมิรัฐศาสตร์ กับกลไกรัฐประศาสนศาสตร์” จึงมิใช่หัวข้อทางวิชาการธรรมดาหากแต่เป็นคำถามใหญ่ของยุคสมัยว่า ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้? รัฐไทยจะบริหารประเทศ อย่างไรในโลกที่ซับซ้อนเช่นนี้? และนักรัฐประศาสนศาสตร์ จะทำหน้าที่อะไร เพื่อให้ประเทศนี้มั่นคง เป็นธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ?


1. ภูมิรัฐศาสตร์วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องพรมแดน แต่คือเรื่อง อนาคตของรัฐ

ในอดีต เมื่อเราพูดถึงภูมิรัฐศาสตร์ เราคิดถึงแผนที่ พรมแดน ทรัพยากร เส้นทางคมนาคม ดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ แต่ ภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น กว้างและลึกกว่ามาก

ภูมิรัฐศาสตร์วันนี้อยู่ในราคาพลังงานที่ผันผวน 
อยู่ในเส้นทางขนส่งสินค้าที่ถูกคุกคาม อยู่ในชิปคอมพิวเตอร์เพียงชิ้นเดียว ที่กำหนดชะตากรรมของ อุตสาหกรรมทั้งประเทศ
อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่มีชายแดน
อยู่ในดาวเทียมที่โคจรเหนือฟ้า
อยู่ในปัญญาประดิษฐ์ ที่ยังไม่มีใครควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
อยู่ในความมั่นคงทางอาหาร
อยู่ในข้อมูลส่วนบุคคล
อยู่ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่เป็นเจ้าของโดยคนต่างแดน
และอยู่ในจิตใจของประชาชน

การแข่งขันของมหาอำนาจ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่เกิดขึ้นในตลาดทุน ในห่วงโซ่อุปทาน ในระบบการศึกษา ในสื่อสารมวลชน และในความสามารถของแต่ละรัฐที่จะรักษาความเป็นตัวเองไว้ท่ามกลางแรงกดดันภายนอก

นี่คือโลกที่เส้นแบ่งระหว่าง “ภายนอกประเทศ”กับ“ภายในประเทศ” แทบจะพร่าเลือนไปแล้ว สงครามในอีกซีกโลก อาจทำให้ราคาพลังงานในบ้านเราสูงขึ้นชั่วข้ามคืน ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างมหาอำนาจ อาจกระทบต้นทุนชีวิตของประชาชนไทย

อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติอาจกำหนดความคิด ความเชื่อ และอารมณ์ของสังคมไทยโดยที่เราไม่รู้ตัว ภัยไซเบอร์จากอีกฟากโลก อาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคในประเทศหยุดชะงักได้ภายในไม่กี่นาที

ดังนั้นภูมิรัฐศาสตร์วันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักการทูต หรือนักยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของนักบริหารรัฐ นักนโยบาย นักวิชาการ และทุกคนที่ยังหายใจอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ และนี่คือเหตผลทีรัฐประศาสนศาสตร์ ต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเอง

รัฐประศาสนศาสตร์จะเป็นเพียงศาสตร์ของการบริหารงานประจำไม่ได้อีกต่อไปจะเป็นเพียงศาสตร์ของระเบียบ ขั้นตอน และโครงสร้างราชการไม่ได้อีกต่อไป

แต่ต้องเป็นศาสตร์ที่ทำให้รัฐ“อ่านโลกออก” “อ่านสังคมเข้าใจ” และ “แปลงความเข้าใจนั้น ให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดผลจริง”


2. รัฐประศาสนศาสตร์ คือหางเสือของรัฐในทะเลวิกฤต

ถ้าเปรียบโลกวันนี้เหมือนทะเลที่เต็มไปด้วยพายุ ภูมิรัฐศาสตร์ คือคลื่นลมใหญ่ที่ไม่อาจบังคับได้ เศรษฐกิจคือกระแสน้ำที่ไหลเร็ว และเปลี่ยนทิศได้ทุกขณะ

เทคโนโลยีคือเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลัง แต่ยังควบคุมได้ยากและสังคมคือเรือที่บรรทุกชีวิต ความหวัง และอนาคตของผู้คน

ในเรือลำนี้ รัฐประศาสนศาสตร์คือหางเสือ หางเสืออาจไม่ใช่ส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเรือ อาจไม่ใช่ส่วนที่งดงามที่สุด แต่ถ้าหากขาดหางเสือ เรือที่มีกำลังมากเพียงใด ก็ย่อมแล่นผิดทิศ และถ้าหางเสืออ่อนแอเรือทั้งลำก็จะถูกคลื่นลมพัดพาไปโดยไร้จุดหมาย

นี่คือความหมายของรัฐประศาสนศาสตร์ ในโลกวิกฤตซ้อนทับ รัฐประศาสนศาสตร์ต้องทำให้รัฐมีทิศทาง
ต้องทำให้นโยบายมีเหตุผลรองรับ
ต้องทำให้งบประมาณสะท้อนสิ่งที่ประชาชนต้องการ
ต้องทำให้กฎหมายไม่กลายเป็นกำแพงกั้นอนาคต
ต้องทำให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์ มิใช่ครอบงำมนุษย์
และต้องทำให้ประชาชนรู้สึกอย่างแท้จริงว่า รัฐไม่ได้อยู่เหนือเขา แต่อยู่เคียงข้างเขา

ในโลกเก่า รัฐที่เข้มแข็งอาจหมายถึงรัฐที่มีอำนาจมากที่สุด แต่ในโลกใหม่ รัฐที่เข้มแข็งคือรัฐที่มีปัญญา มีความยืดหยุ่น มีความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพราะอำนาจที่ปราศจากความไว้วางใจ ย่อมก่อให้เกิดแต่ ความหวาดกลัว

ระเบียบที่ปราศจากความเป็นธรรม ย่อมก่อให้เกิดแต่แรงต้าน
นโยบายที่ปราศจากความเข้าใจประชาชน ย่อมไม่อาจยั่งยืน
และการบริหารที่ปราศจากคุณธรรม ย่อมทำให้รัฐสูญเสียความชอบธรรมในที่สุด

กลไกรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคใหม่ จึงต้องไม่ใช่เพียง “กลไกราชการ” แต่ต้องเป็น “กลไกสร้างภูมิคุ้มกันของชาติ”

ภูมิคุ้มกันทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการมองเห็นภัย ล่วงหน้า ไม่รอให้วิกฤตมาเคาะประตูแล้วจึงเริ่มคิด

ภูมิคุ้มกันทางสถาบัน การทำให้หน่วยงานของรัฐทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง ไม่แยกส่วน ไม่ต่างคนต่างทำ และไม่ปล่อยให้ ปัญหาซับซ้อน ถูกแก้ด้วยเครื่องมือล้าสมัย

ภูมิคุ้มกันทางสังคม การทำให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และ ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม มีศักยภาพ และมีความเข้มแข็งพอที่ จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ภูมิคุ้มกันทางคุณธรรม การทำให้การใช้อำนาจของรัฐ อยู่ภาย ใต้หลักธรรม ความถูกต้อง ความเป็นธรรม และประโยชน์ส่วน รวม อย่างแท้จริง

หากรัฐประศาสนศาสตร์ทำหน้าที่เช่นนี้ได้ รัฐก็จะไม่ใช่เพียง เครื่องจักรบริหารประเทศ แต่จะเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความไว้ วางใจของสังคม


3. ความมั่นคงยุคใหม่ ต้องเริ่มจากความมั่นคงของมนุษย์
เมื่อพูดถึงความมั่นคง หลายคนนึกถึงกองทัพ พรมแดน อาวุธ ภัยคุกคามจากภายนอก ซึ่งทั้งหมดนั้น ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แต่ความมั่นคงในโลกปัจจุบันต้องลึกกว่านั้น ต้องกว้างกว่านั้น และต้องมองจากมนุษย์ขึ้นมา ไม่ใช่จากรัฐลงไป

ประเทศจะมั่นคงได้อย่างไร หากประชาชนไม่มั่นคง?

รัฐจะมั่นคงได้อย่างไร หากชุมชนอ่อนแอ?

สังคมจะสงบได้อย่างไร หากคนจำนวนมากรู้สึกว่าตนไม่มีโอกาส ไม่มีความเป็นธรรม และไม่มีใครรับฟัง?

อนาคตจะมั่นคงได้อย่างไร หากเยาวชนขาดทักษะ ขาดความหวัง และขาดพื้นที่ให้เติบโต?

ความมั่นคงที่แท้จริงต้องเริ่มจากมนุษย์ มนุษย์ต้องมีอาหาร มีน้ำ มีพลังงาน มีสุขภาพ มีความรู้ มีงาน มีรายได้ มีความปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีความหวัง

หากเรามองความมั่นคงเช่นนี้ “รัฐประศาสนศาสตร์” ย่อมไม่ใช่เพียงการบริหารกระทรวง ทบวง กรม แต่คือการบริหารเพื่อ คุณภาพชีวิต การบริหารความไว้วางใจ และการบริหารอนาคตของผู้คน

ความมั่นคงและสันติภาพ จึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ความมั่นคง ที่ไม่มี สันติภาพ เป็นเพียงความมั่นคงที่เปราะบาง สันติภาพ ที่ไม่มีความเป็นธรรม เป็นเพียงสันติภาพที่ซ่อนความขุ่นเคือง

ความเป็นธรรมที่ไม่มีธรรมะกำกับ ย่อมถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์ได้เสมอ และธรรมะที่ไม่ถูกแปลงเป็นระบบบริหาร ก็เป็นเพียงถ้อยคำที่งดงามในตำรา แต่ไม่อาจเปลี่ยนชีวิตประชาชน ได้แม้แต่คนเดียว

นี่คือจุดที่ รัฐประศาสนศาสตร์ ต้องเข้ามาทำหน้าที่สำคัญ แปลงคุณค่าให้เป็นระบบ แปลงยุทธศาสตร์ให้เป็นการปฏิบัติ และแปลงความหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้


4. ธรรมาธิปไตย: รากฐานของรัฐที่สังคมไว้วางใจ
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความเห็นต่าง และการแข่งขันทางผลประโยชน์ คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “ใครมีอำนาจ” แต่คือ “อำนาจนั้นถูกใช้เพื่ออะไร”

หากอำนาจถูกใช้เพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สังคมจะอ่อนแอ ลงทุกวัน

หากอำนาจถูกใช้เพื่อเอาชนะกัน สังคมจะแตกแยกโดยไม่รู้จบ

หากอำนาจถูกใช้โดยปราศจากความจริง สังคมจะสับสนและหลงทาง

แต่หากอำนาจถูกใช้ภายใต้ธรรม สังคมจะเกิดความไว้วางใจ

นี่คือแก่นของ“ธรรมาธิปไตย” ธรรมาธิปไตยมิได้ปฏิเสธประชาธิปไตย แต่คือการทำให้ประชาธิปไตยมีธรรมเป็นแกนกลาง ทำให้อำนาจมีความรับผิดชอบ ทำให้เสรีภาพมีวินัย ทำให้ความ เห็นต่างมีวุฒิภาวะ ทำให้การแข่งขันอยู่บนรากฐานของความสุจริตและทำให้การบริหารประเทศยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อย่างไม่มีข้อแม้

สังคมธรรมาธิปไตยจึงเป็นสังคมที่ไม่ปล่อยให้เสียงดัง แทนที่ความจริง ไม่ปล่อยให้อารมณ์แทนที่เหตุผล ไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์แทนที่ความเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ความแตกต่าง กลายเป็นความแตกแยก

นี่คือภารกิจของรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง เพราะ รัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี ต้องไม่ตอบเพียงว่า “จะบริหารอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพ” แต่ต้องตอบด้วยว่า “จะบริหารอย่างไร ให้ถูกต้อง เป็นธรรม และได้รับความไว้วางใจ”

ประสิทธิภาพที่ปราศจากคุณธรรม อาจนำไปสู่การกดทับที่มีระเบียบ
ความรวดเร็วที่ปราศจากความรอบคอบ อาจนำไปสู่วิกฤตที่หลีกเลี่ยงได้
นโยบายที่ดีแต่ไร้การมีส่วนร่วม อาจกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ
และรัฐที่เก่งแต่ไม่เป็นธรรม ย่อมไม่อาจเป็นรัฐที่ยืนหยัดได้ในระยะยาว

รัฐประศาสนศาสตร์ในยุคใหม่ จึงต้องเป็นรัฐประศาสนศาสตร์แห่งธรรมาธิปไตย มีทั้งความรู้ ความสามารถ ความกล้า หาญทางจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ในทุกลมหายใจของการทำงาน


5. สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสตร์พระราชา และทุนทางสังคม ของประเทศไทย

เมื่อเราพูดถึงประเทศไทย เราไม่อาจมองประเทศนี้ผ่านเพียงตัวเลขเศรษฐกิจ โครงสร้างราชการ หรือสมการทางอำนาจ เพราะ ประเทศไทยมีทุนทางสังคมที่ลึกซึ้ง และมีลักษณะเฉพาะของ ตนเอง

หนึ่งในทุนนั้นที่ล้ำค่าที่สุด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจ เป็นหลักแห่งความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และเป็นรากฐานอันมั่นคงของความเป็นชาติไทย ในยามที่สังคมเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือ หลักคิดที่พาเราก้าวไปข้างหน้า โดยไม่สูญเสียรากของตนเอง

ศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่ความล้าหลัง มิใช่การปฏิเสธความเจริญ มิใช่การหยุดพัฒนา แต่คือหลักคิดเชิงยุทธศาสตร์ ที่สอนให้เราพัฒนาอย่างมีเหตุผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน และมี ความรู้คู่คุณธรรม เมื่อนำมาประยุกต์กับรัฐประศาสนศาสตร์ เราจะเห็นความหมายที่ลึกซึ้งมาก

ความพอประมาณ คือการบริหารรัฐที่ไม่หลงกับขนาด ไม่ หลงกับตัวเลข และไม่สร้างภาระเกินกำลังของประเทศ

ความมีเหตุผล คือการตัดสินใจด้วยข้อมูล สติปัญญา และ ความเข้าใจผลกระทบอย่างรอบด้าน

ภูมิคุ้มกัน คือการเตรียมรัฐและสังคมให้พร้อมรับวิกฤต ก่อน ที่วิกฤตนั้นจะกลายเป็นหายนะ

ความรู้คู่คุณธรรม คือการสร้างผู้นำและข้าราชการ ที่มีทั้ง สมรรถนะ และจิตสำนึกสาธารณะอย่างแท้จริง

ขณะที่หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ก็เป็นบทเรียนอันประเสริฐ สำหรับรัฐประศาสนศาสตร์ไทย

เข้าใจ — รัฐต้องเข้าใจปัญหาจริงของประชาชน ไม่ใช่เข้าใจจากโต๊ะทำงานเพียงอย่างเดียว

เข้าถึง — รัฐต้องลงไปสัมผัสชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่สั่งการจากส่วนกลางแล้วรอรายงาน

พัฒนา — รัฐต้องพัฒนาโดยเคารพภูมิสังคม วัฒนธรรม ทรัพยากร และศักดิ์ศรีของผู้คน

นี่คือศาสตร์แห่งการบริหารที่ไม่ได้เริ่มจากอำนาจ แต่เริ่มจาก ความเข้าใจ ไม่ได้เริ่มจากคำสั่ง แต่เริ่มจากการรับฟัง ไม่ได้เริ่มจาก โครงการ แต่เริ่มจากชีวิตของประชาชน

ในโลกวิกฤตซ้อนทับ ศาสตร์พระราชาจึงไม่ใช่เพียงมรดก ทางความคิดของอดีต หากแต่เป็นเข็มทิศของอนาคต เป็นรากฐาน ของสังคมธรรมาธิปไตย และเป็นภูมิคุ้มกันที่ล้ำค่าที่สุดของรัฐไทย


6. บทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตและชาวรัฐประศาสนศาสตร์

มหาวิทยาลัยมิใช่เพียงสถานที่มอบปริญญา แต่คือพื้นที่บ่มเพาะปัญญาของชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตมีภารกิจสำคัญ ในการสร้างคนที่ไม่เพียงมีความรู้ แต่ต้องมีความกล้าหาญทางความคิด มีจิตสำนึกสาธารณะ และมีความสามารถในการรับใช้สังคม โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม หรือประกอบอาชีพใด ชาวรัฐประศาสนศาสตร์ล้วนเป็นส่วนหนึ่ง ของกลไกสาธารณะ ที่ประเทศต้องการ

และวันนี้ ประเทศไทยต้องการนักรัฐประศาสนศาสตร์แบบใหม่ ต้องการคนที่ไม่ติดอยู่กับงานประจำ จนมองไม่เห็นอนาคต ต้องการคนที่ไม่ติดกรอบเดิมจนไม่กล้าคิดใหม่ ต้องการคนที่ไม่ มองประชาชนเป็นเพียงผู้รับบริการ แต่เห็นประชาชนเป็นเจ้าของ ประเทศ

ต้องการคนที่เข้าใจว่าความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานความมั่นคงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกระบบในสังคม ต้องการ คนที่เชื่อมโลกกับไทย เชื่อมยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติ เชื่อมรัฐกับประชาชน และเชื่อมอำนาจกับธรรม

ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ในยุคที่ข้อมูล ทั้งจริงและเท็จ ไหลเร็วกว่าที่ใจคนจะตั้งสติได้ทัน
ในยุคที่เยาวชนตั้งคำถามต่ออนาคตของตนเอง ด้วยความจริงจัง และในยุคที่สังคมต้องการความเป็นธรรม มากกว่าที่เคยเป็นมา

นักรัฐประศาสนศาสตร์ต้องไม่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามระบบ
แต่ต้องเป็นผู้ออกแบบระบบที่ดีกว่า
ไม่เป็นเพียงผู้รักษาระเบียบเดิม
แต่ต้องเป็นผู้สร้างระเบียบใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต
ไม่เป็นเพียงผู้บริหารทรัพยากร
แต่ต้องเป็นผู้สร้างคุณค่า
ไม่เป็นเพียงผู้ใช้อำนาจรัฐ
แต่ต้องเป็นผู้สร้างความไว้วางใจให้รัฐ
นี่คือความท้าทายและคือเกียรติภูมิของชารัฐประศาสนศาสตร์


หมายเหตุ : เรียบเรียงจากปาฐกถาพิเศษ” ภูมิรัฐศาสตร์ กลับกลไกรัฐประศาสนศาสตร์ ความมั่นคงสันติภาพและธรรมาธิปไตย”ในโลกวิกฤตซ้อนทับ”